นิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี

ปกนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี

ลึกเข้าไปในป่าดงดิบอันกว้างใหญ่ มีตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากชาวอินคา ทั้งในเปรูและโบลิเวีย, บราซิล เล่าถึงเมืองลึกลับที่ไม่มีใครเคยพบเห็น เมืองที่ว่ากันว่าเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์และความรุ่งเรืองเกินจินตนาการ แต่ไม่ว่าใครจะพยายามค้นหาเพียงใด เมืองนี้ก็ยังคงเป็นเพียงเงาในตำนาน

บางคนเชื่อว่ามันถูกปกป้องด้วยพลังลี้ลับ บ้างก็ว่ามันรอคอยเพียงผู้ที่คู่ควรเท่านั้น แต่หากผู้ใดเข้ามาด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความโลภ เมืองจะซ่อนตัวจากสายตาของมนุษย์ตลอดกาล กับเนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี เมืองแห่งความมั่งคั่ง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี เมืองแห่งความมั่งคั่ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนสูงแห่งเทือกเขาแอนดีส จักรวรรดิอินคาเจริญรุ่งเรืองดุจทองคำที่ส่องแสงใต้ดวงอาทิตย์ เมืองคุสโก (Cusco) เปรียบเสมือนหัวใจของอาณาจักร ที่ซึ่งปกครองด้วยความเมตตาและปรีชาสามารถของกษัตริย์อินคา

แต่แล้วเงาแห่งความโลภก็พาดผ่าน เมื่อเหล่านักล่าอาณานิคมจากแดนไกลนำโดยฟรานซิสโก ปิซาร์โร (Francisco Pizarro) มาถึง พร้อมดาบเหล็กและไฟสงคราม พวกเขาโค่นล้มกษัตริย์อินคา จับตัวผู้ปกครองและยึดครองนครศักดิ์สิทธิ์

ในยามที่เมืองลุกเป็นไฟ ชายผู้หนึ่งยืนอยู่บนยอดเขา มองลงมายังคุสโกด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว เขาคืออินคาร์รี (Inkarri) ทายาทแห่งอาณาจักรอินคา และผู้นำสุดท้ายที่ยังคงยืนหยัด

“เผ่าอินคาจะไม่ล่มสลายเพียงเพราะคนต่างถิ่น” อินคาร์รีเอ่ยขึ้น “พวกเรายังมีความหวัง จงติดตามข้าไป ข้าจะนำพวกเจ้าไปยังดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ซึ่งพวกเราจะสร้างอาณาจักรขึ้นมาใหม่”

ผู้ติดตามของเขามองหน้ากันด้วยความลังเล หญิงชราในกลุ่มสะอื้นไห้ “แต่คุสโกคือบ้านของเรา พวกเขายึดมันไป แล้วเราจะไปที่ใดได้อีก?”

อินคาร์รีเพียงยิ้มบางๆ เขาก้มลงเก็บกำมือดินจากแผ่นดินแม่ บีบมันไว้แน่นก่อนจะปล่อยมันไหลผ่านงามือ “บ้านของเราไม่ใช่กำแพงหิน บ้านของเราอยู่ที่ใดก็ได้ ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังส่องแสงเหนือพวกเรา”

เสียงของเขาดังก้องไปทั่วภูเขา เหล่าผู้ติดตามพยักหน้า และแล้วพวกเขาก็เริ่มต้นการเดินทาง หนีจากเงื้อมมือของศัตรู มุ่งหน้าสู่ป่าลึกทางตะวันออกที่ไม่มีใครรู้จัก

อินคาร์รีและผู้ติดตามเดินทางผ่านภูเขาสูงและป่าทึบ เส้นทางเต็มไปด้วยอันตราย ลมหนาวกัดผิวกายในยามค่ำคืน ขณะที่เสียงคำรามของสัตว์ป่าแว่วมากับสายลม

วันหนึ่ง พวกเขาหยุดพักที่ริมแม่น้ำมาดรีเดดิโอส (Madre de Dios) สายน้ำเชี่ยวกรากสะท้อนเงาของพวกเขาราวกับเฝ้ามอง

ชายหนุ่มผู้หนึ่งถามขึ้น “อินคาร์รี ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านพูดถึง… มันมีอยู่จริงหรือ?”

อินคาร์รีมองขึ้นไปบนฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีทองเมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า “มันมีอยู่สำหรับผู้ที่ศรัทธา หากเรายังเชื่อมั่น มันจะปรากฏขึ้นเอง”

คืนหนึ่ง ขณะที่ทุกคนหลับใหล อินคาร์รีเห็นนิมิตของนกสีทองบินผ่านท้องฟ้า นำทางไปยังยอดเขาแห่งหนึ่งในป่าดงดิบ เขาตื่นขึ้นและรู้ว่าสัญญาณแห่งโชคชะตาได้นำทางพวกเขาแล้ว

รุ่งเช้า อินคาร์รีนำทางผู้ติดตามไปยังที่แห่งนั้น และเมื่อพวกเขาก้าวเข้าสู่หุบเขาลึกลับ ก็ต้องตกตะลึง

เบื้องหน้าของพวกเขาคือดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ ภูเขารายล้อมดุจปราการป้องกันจากโลกภายนอก แม่น้ำไหลผ่านกลางหุบเขา ต้นไม้สูงตระหง่านให้ร่มเงา ดินแดนแห่งนี้ราวกับสวรรค์ที่ถูกซ่อนไว้

อินคาร์รียิ้ม เขาคุกเข่าลง เอามือสัมผัสดิน แล้วประกาศว่า

“ที่นี่แหละ คือปายตีตี”

ชาวอินคาส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี พวกเขาเริ่มต้นสร้างเมืองแห่งใหม่ พระราชวังทองคำถูกสรรสร้างขึ้นกลางหุบเขา วิหารแห่งพระอาทิตย์ตั้งตระหง่านเพื่อบูชาเทพเจ้า ถนนหนทางถูกปูด้วยหินศิลา และทุกอย่างถูกซ่อนไว้จากสายตาของโลกภายนอก

แต่ก่อนที่อินคาร์รีจะจากโลกนี้ไป เขาทิ้งคำทำนายไว้กับประชาชนของเขา

“วันหนึ่ง เมืองนี้จะถูกค้นพบ หากผู้ที่มาพบเป็นผู้บริสุทธิ์และมีหัวใจที่เที่ยงธรรม ปายตีตีจะเปิดเผยตัว แต่หากเป็นผู้โลภ ปายตีตีจะยังคงซ่อนตัวตลอดกาล และผู้ที่ค้นหาด้วยความกระหายสมบัติจะพบเพียงความพินาศ”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี 2

หลายร้อยปีผ่านไปตำนานเมืองปายตีตี (Paititi) ยังคงดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก นักสำรวจ ชาวสเปน นักล่าสมบัติ และนักผจญภัย ล้วนเชื่อว่าในป่าดงดิบทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส มีเมืองหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ เมืองแห่งความมั่งคั่งที่ไม่เคยล่มสลาย

ว่ากันว่า “ปายตีตีคือเมืองที่ยังคงรุ่งเรือง อินคาที่หนีรอดไปยังที่นั่น ยังคงรักษาวัฒนธรรม และมีทรัพย์สมบัติมากมายเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง”

ข่าวลือนี้ทำให้ชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 เริ่มออกค้นหา พวกเขาต้องการสิ่งเดียวคือความมั่งคั่งที่ไม่มีวันหมดสิ้น

คืนหนึ่ง ในค่ายพักกลางป่าลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าแผนที่เก่า เขาคือกัปตันฟรานซิสโก โอลิเวร่า (Captain Francisco Oliveira) นักสำรวจชาวสเปนที่หลงใหลในตำนานปายตีตี

“ข้าต้องการเมืองนี้” เขากล่าว ขณะลากนิ้วผ่านแผนที่ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ของชนเผ่าอินคา “มันต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในป่านี้”

ลูกเรือของเขาหลายคนเริ่มกระซิบกระซาบ พวกเขาได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคำสาปของอินคา ได้ยินเกี่ยวกับ เสียงลึกลับในป่าที่ยามค่ำคืนจะกระซิบชื่อของนักสำรวจผู้หายสาบสูญ

“พวกเขาบอกว่าไม่มีใครที่เข้าไปในดินแดนนั้นแล้วจะกลับมาได้” ชายคนหนึ่งพูดด้วยเสียงแผ่วเบา

แต่โอลิเวร่าเพียงหัวเราะ “หากปายตีตีมีอยู่จริง ข้าก็จะเป็นผู้ค้นพบมัน และหากมีผู้ใดขวางทางข้า พวกเขาจะต้องพบกับความตาย!”

รุ่งเช้า กองคาราวานของเขาเริ่มออกเดินทาง พวกเขาข้ามแม่น้ำมาดรีเดดิโอส (Madre de Dios) ฝ่าฝนที่โปรยปราย และเดินลึกเข้าไปในป่าที่มืดมิด

แต่แล้ว… ป่าก็เริ่มแสดงพลังของมัน

คืนแรกเสียงกระซิบดังแว่วมากับสายลม คล้ายกับคำพูดโบราณของชนเผ่าอินคา บางคนบอกว่าเป็นเพียงเสียงต้นไม้ บางคนบอกว่าเป็นเสียงของอินคาร์รี

คืนที่สองร่องรอยของพวกเขาหายไป ไม่มีเส้นทางขากลับ ไม่มีรอยเท้าให้เดินย้อนกลับ พวกเขาถูกป่ากลืนกิน

คืนที่สามลูกเรือคนแรกหายตัวไป เหลือเพียงเสียงกรีดร้องที่ก้องสะท้อนอยู่ในป่าลึก “บางสิ่งกำลังตามพวกเรา!” ชายคนหนึ่งร้องลั่น “นี่ไม่ใช่เมืองแห่งความมั่งคั่ง นี่คือกับดัก!”

ความหวาดกลัวคืบคลานเข้ามาในจิตใจของนักสำรวจที่เหลือ เส้นทางเต็มไปด้วยหมอกหนาและเสียงกระซิบที่ไม่มีที่มาที่ไป พวกเขาเริ่มรู้สึกเหมือนถูกเฝ้ามอง

แต่โอลิเวร่ายังคงเดินหน้า ดวงตาของเขามีเพียงเป้าหมายเดียว

ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงหุบเขาต้องห้าม ท่ามกลางป่าทึบ ต้นไม้ม้วนตัวราวกับกำแพงป้องกัน แต่แล้ว… ภาพตรงหน้าทำให้พวกเขาต้องหยุดชะงัก

ซากปรักหักพังของเมืองอินคาโบราณ “เราพบมันแล้ว!” โอลิเวร่าตะโกน เขาเข้าไปในวิหารที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ มือของเขาสั่นเมื่อสัมผัสแผ่นหินโบราณที่มีอักษรอินคาสลักไว้

แต่ก่อนที่เขาจะอ่านจารึกนั้น สายลมแรงพัดผ่านเหมือนพายุโหมกระหน่ำ หมอกสีเทาเริ่มปกคลุม และร่างของผู้ติดตามเขาก็ค่อยๆ หายไปทีละคน

จากเงามืด เสียงหนึ่งดังขึ้น “เจ้าเข้ามาที่นี่ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความโลภ จงรับผลแห่งการกระทำของเจ้า!”

โอลิเวร่าเบิกตากว้าง แต่ก่อนที่เขาจะขยับตัวได้ ภาพรอบตัวก็เลือนหายไป… และไม่มีใครพบร่างของเขาอีกเลย

หลังจากวันนั้น ไม่เคยมีใครค้นพบเมืองปายตีตีได้อีก

ตำนานยังคงเล่าขานว่ามันซ่อนตัวอยู่ในป่าดงดิบ รอให้ใครสักคนที่คู่ควรค้นพบ แต่หากผู้ใดค้นหาเพียงเพื่อความโลภ เมืองนี้จะยังคงเป็นเพียงเงาในตำนาน

บางคนบอกว่าในคืนเดือนมืด หากเงี่ยหูฟังเสียงสายลมในป่า คุณอาจได้ยินเสียงกระซิบจากอินคาร์รี และหากคุณมีหัวใจที่บริสุทธิ์ เมืองปายตีตีอาจปรากฏต่อหน้าคุณ

หรือบางที… เมืองนี้ไม่เคยมีอยู่จริงเลย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความโลภเป็นเส้นทางที่นำไปสู่ความพินาศ ผู้ที่มุ่งมั่นจะครอบครองสิ่งที่ไม่ใช่ของตน หรือพยายามบังคับธรรมชาติให้ยอมจำนน สุดท้ายจะพบว่าตนเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เมืองปายตีตีไม่เคยต้อนรับผู้ที่เห็นแก่ตัว และ ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ใช่ทองคำหรือทรัพย์สมบัติ แต่คือปัญญา คุณธรรม และการรู้จักพอ

อินคาร์รีเข้าใจว่าความมั่งคั่งของอาณาจักรอินคาไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่ จิตวิญญาณของประชาชน บ้านไม่ใช่กำแพงหินหรือพระราชวังที่หรูหรา หากแต่เป็นความศรัทธาและความสามัคคีของผู้คน ในขณะที่นักล่าสมบัติเชื่อว่าเมืองแห่งนี้คือขุมทรัพย์ที่ต้องถูกค้นพบ แต่มันอาจเป็นสิ่งที่ควรถูกปกป้องมากกว่าการเปิดเผย

บางครั้ง สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่สิ่งที่เราตามหา แต่เป็นบทเรียนที่เราได้รับระหว่างทาง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านเปรูเรื่องตำนานเมืองปายตีตี เมืองแห่งความมั่งคั่ง (อังกฤษ: Paititi) ตำนานปายตีตีมีรากฐานมาจากเรื่องเล่าของชาวอินคาและชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ เชื่อกันว่าเมื่อจักรวรรดิอินคาล่มสลายจากการรุกรานของชาวสเปน กลุ่มผู้รอดชีวิตบางส่วนได้หนีเข้าไปในป่าดงดิบทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส เพื่อก่อตั้งเมืองลับที่ไม่มีผู้ใดค้นพบ เมืองนี้ถูกขนานนามว่า “ปายตีตี (Paititi)” และเชื่อกันว่าเป็นสถานที่สุดท้ายที่ชาวอินคายังคงรักษาวัฒนธรรมและสมบัติอันล้ำค่าไว้ ว่ากันว่าเมืองลึกลับนี้ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส ในพื้นที่ป่าฝนอเมซอนที่ครอบคลุมหลายประเทศในอเมริกาใต้

เรื่องราวของปายตีตีถูกเล่าขานผ่านชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าอเมซอน บางตำนานกล่าวว่าเมืองนี้ถูกปกป้องโดยวิญญาณแห่งอินคา และหากผู้ใดเข้าไปด้วยความโลภ เมืองจะยังคงซ่อนตัวจากสายตาของมนุษย์ บางเวอร์ชันของตำนานเชื่อมโยงปายตีตีกับเรื่องราวของอินคาร์รี วีรบุรุษผู้เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและการกลับมาของอาณาจักรอินคา

แม้ว่าหลายศตวรรษที่ผ่านมา จะมีนักสำรวจมากมายที่พยายามค้นหาเมืองนี้ แต่ไม่มีผู้ใดพบหลักฐานแน่ชัดว่าปายตีตีมีอยู่จริง หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเตือนใจมนุษย์เกี่ยวกับ ความโลภและการเคารพในธรรมชาติ

“สมบัติบางอย่างมีไว้ให้ค้นพบ แต่บางสิ่งมีอยู่เพียงเพื่อทดสอบจิตใจของผู้แสวงหา”