ในโลกของนิทานกริมม์เต็มไปด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์และบทเรียนชีวิต ที่เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ต่างเรียนรู้คุณธรรมจากการผจญภัยของตัวละคร เรื่องราวเหล่านี้มักสะท้อนความดีงาม ความรับผิดชอบ และผลของการกระทำของเรา
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่ง เด็กหญิงผู้ถูกพระแม่มารีเลือกพาไปสวรรค์ต้องเรียนรู้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความเชื่อฟัง ความอดทน และการรับผิดชอบต่อการกระทำของตน เรื่องราวนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และความตื่นเต้นที่จะชวนให้ผู้อ่านติดตาม กับนิทานกริมม์เรื่องบุตรของพระแม่มารีย์

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องบุตรของพระแม่มารีย์
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ใกล้ป่าใหญ่มีชาวป่าไม้คู่หนึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวตัวน้อยอายุสามขวบ ครอบครัวนั้นยากจนมาก จนไม่รู้จะหาอาหารให้ลูกกินอย่างไร วันหนึ่ง ขณะที่พ่อกำลังตัดไม้ในป่า เขาเห็นหญิงงามสูงสง่าปรากฏต่อหน้า หญิงนั้นมีมงกุฎที่เปล่งประกายราวดาวเต็มท้องฟ้า
หญิงนั้นกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “ข้าคือพระแม่มารีย์ มารดาของพระเยซู เจ้าจงนำลูกสาวของเจ้ามาให้ข้า ข้าจะเลี้ยงดูและเป็นมารดาของเด็กน้อยนี้”
พ่อทำตามคำสั่งอย่างวิงวอน เขานำลูกสาวไปให้พระแม่มารีย์ เด็กน้อยถูกพาไปยังสวรรค์ ที่นั่นเธอได้รับการดูแลอย่างดี กินขนมและนมหวาน เสื้อผ้าเป็นทองคำ และเหล่าเทวดาน้อยเล่นสนุกกับเธออย่างไม่มีเบื่อ
เมื่อเธออายุสิบสี่ปี พระแม่มารีย์เรียกเธอและกล่าวว่า “ลูกเอ๋ย ข้ากำลังจะออกเดินทางไกล ข้าขอมอบกุญแจสิบสามดอกของประตูสวรรค์ให้เจ้า จงเปิดดูสิบสองดอกตามต้องการ แต่ ห้ามเปิดดอกที่สิบสามเด็ดขาด หากฝ่าฝืน เจ้าจะนำความทุกข์มาสู่ตัวเอง”
เด็กสาวสัญญาว่าจะเชื่อฟัง และเริ่มสำรวจประตูทั้งสิบสองดอก ทุกประตูเต็มไปด้วยแสงสว่างและความงดงาม ที่นั่นเหล่าอัครสาวกนั่งท่ามกลางแสงเจิดจ้า และเทวดาน้อยก็ชื่นชมความงดงามด้วยกัน
แต่เมื่อเหลือเพียงประตูดอกที่สิบสาม ความอยากรู้เริ่มจู่โจมใจของเธอ เธอคิด:
“ฉันจะไม่เข้าไปข้างใน แค่เปิดดูนิดเดียวก็พอ”
เทวดาน้อยเตือนเธอ “อย่าเลย นั่นคือบาป พระแม่มารีย์สั่งห้ามไว้นะ และมันอาจทำให้เจ้าทุกข์”
แต่ความอยากรู้อยากเห็นไม่จางหาย เธอจึงรอให้เทวดาออกไปทั้งหมด และคิดว่า “ไม่มีใครเห็น ฉันคงแอบดูได้”
เมื่อเธอได้กุญแจในมือ เธอไขประตู ดอกประตูดอกที่สิบสามเปิดออก และเธอเห็นตรีเอกานุภาพนั่งอยู่ในเปลวเพลิงสว่างไสว เธอเฝ้ามองด้วยความตื่นตาและเอื้อมนิ้วแตะแสงเล็กน้อย นิ้วของเธอกลายเป็นทองทันที
ความกลัวเข้าครอบงำ เธอปิดประตูทันที วิ่งหนีไป แต่หัวใจยังเต้นแรง และทองที่นิ้วยังคงอยู่ไม่จางไป
ไม่นานหลังจากนั้น พระแม่มารีย์กลับมาและเรียกเด็กสาวคืนกุญแจ เธอถามว่า “เจ้ามิได้เปิดประตูดอกที่สิบสามใช่หรือไม่?”
เด็กสาวโกหกครั้งแรก พระแม่มารีย์รู้สึกถึงความผิดและเห็นทองที่นิ้ว เธอถามอีกครั้ง และเด็กสาวโกหกครั้งที่สอง พระแม่มารีย์ยังคงถามอีกครั้ง แต่เด็กสาวยังโกหก พระแม่มารีย์จึงกล่าวว่า “เจ้าละเมิดคำสั่งและไม่ซื่อสัตย์ เจ้าไม่คู่ควรอยู่ในสวรรค์อีกต่อไป”
ทันใดนั้น เด็กสาวตกอยู่ในการนอนหลับลึกและถูกส่งกลับสู่โลกมนุษย์ เธอตื่นขึ้นในป่ารกร้าง โศกเศร้า แต่ไม่สามารถร้องหรือวิ่งหนีได้ ถูกหนามปกคลุมรอบตัวจนหนีไม่พ้น ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก มีเพียงรากไม้และผลเบอร์รี่เป็นอาหาร และต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ท่ามกลางลมฝนและหิมะ
เธอเติบโตในความทุกข์ ความงามของเธอยังคงเปล่งประกายจากทองที่นิ้ว และผมยาวปกคลุมร่างกายเหมือนผ้าคลุมเธอ ตลอดหลายปี เธอได้เรียนรู้ถึงความเจ็บปวด ความอดทน และความทุกข์ของโลก
วันหนึ่ง กษัตริย์แห่งแคว้นออกล่าสัตว์ และตามเหยื่อเข้ามาในป่า เขาผ่าแนวหนามจนพบหญิงสาวสวยงามใต้ต้นไม้ เธอถูกปกคลุมด้วยผมทองจากศีรษะจรดเท้า กษัตริย์ตะลึงในความงามและความลึกลับ
เขาถาม “เจ้าคือใคร ทำไมเจ้าจึงอยู่ในป่านี้?”
เธอไม่สามารถตอบ จึงเพียงพยักหน้า กษัตริย์อุ้มเธอกลับปราสาท ให้เครื่องแต่งกายงดงาม และทุกสิ่งที่ต้องการ แม้เธอไม่พูด แต่ความงามและความสง่าของเธอทำให้กษัตริย์ตกหลุมรัก และในไม่ช้าก็แต่งงานกับเธอ

หลังจากราชินีแต่งงานไม่นาน เธอให้กำเนิดลูกชายสองคน ในคืนแรกที่พระแม่มารีย์ปรากฏ พระแม่มารีย์มาหาเธอพร้อมถามด้วยเสียงอ่อนโยนแต่เคร่งครัด “เจ้าจะยอมรับหรือไม่ ว่าเจ้ามิได้เชื่อฟังคำสั่งและเปิดประตูดอกที่สิบสาม ข้าจะคืนเสียงพูดให้เจ้าพร้อมลูกชาย หากเจ้าสารภาพ แต่ถ้าเจ้าปฏิเสธ ข้าจะพาเด็กไปกับข้า”
ราชินีปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว พระแม่มารีย์จึงพาลูกชายทั้งสองไปกับพระองค์ ราชินีตื่นขึ้นมาและเห็นเตียงว่าง เธอหัวใจแตกสลาย เสียงร่ำไห้ก็ไม่สามารถออกมาให้กษัตริย์ได้ยิน
ชาวเมืองเริ่มซุบซิบนินทาว่าเธอเป็นมารดาฆ่าเด็ก แต่กษัตริย์ไม่เชื่อเพราะรักเธอมาก เขาพยายามปกป้องราชินีจากคำกล่าวหา แต่คำพูดของประชาชนยังตามติดราวเงา
ต่อมาปีถัดมา ราชินีให้กำเนิดลูกสาวตัวน้อย พระแม่มารีย์ปรากฏอีกครั้ง และพาเด็กไปกับพระองค์เช่นเดิม เมื่อคนในเมืองรู้ข่าว พวกเขากล่าวหาว่าราชินีกินลูกของตนเอง ความหวาดกลัวและความอับอายปกคลุมราชินีอย่างหนัก เธอยังไม่สามารถพูดโต้แย้งได้
ราชินีถูกขังอยู่ในปราสาท แต่เธอต้องเผชิญกับสายตาของผู้คนที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความโกรธ ทุกคืนเธอนอนร้องไห้ ระลึกถึงความสุขในสวรรค์ที่เคยมี และความรักที่สูญเสียไปของลูก ๆ
เวลาผ่านไป ราชินียังคงอยู่ในความทุกข์และการถูกกล่าวหา ผู้คนเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเด็กที่หายไป กษัตริย์ต้องปกป้องเธอ แต่เสียงเรียกร้องของที่ปรึกษาและประชาชนเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดมีคำสั่งให้พิพากษาราชินี เพราะไม่สามารถพูดหรือปกป้องตนเองได้ เธอถูกผูกไว้บนกองฟืน เตรียมจะถูกเผา ทุกสายตาของผู้คนจับจ้องมาที่เธอ หัวใจของเธอสั่นสะท้านด้วยความกลัวและความเสียใจ
ขณะที่เปลวไฟเริ่มลุกโชน เธอคิดถึงสวรรค์ ความสุข และลูก ๆ ที่เธอสูญเสียไป น้ำตาไหลลงบนใบหน้า เธอสำนึกผิดจริงใจ และสุดท้ายร้องออกมาด้วยเสียงกังวานว่า “ใช่ พระแม่มารีย์ ข้าทำแล้ว ข้าคือผู้เปิดประตูห้าม!”
ทันใดนั้น ฝนตกลงมาดับไฟ แสงสว่างสว่างไสวเหนือกองฟืน พระแม่มารีย์ปรากฏขึ้นพร้อม ลูกชายสองคนและลูกสาวตัวน้อย เด็ก ๆ วิ่งเข้ากอดแม่อย่างไม่หยุด พระแม่มารีย์มอบความสุขและเสียงพูดคืนให้ราชินี
ราชินีโอบกอดลูก ๆ แน่นด้วยความรัก ความยากลำบากที่เธอต้องเผชิญมาหลายปี เริ่มคลายไป และเธอได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอย่างสงบสุข
กษัตริย์ยังคงรักราชินีอย่างลึกซึ้ง และทุกคนในปราสาทเห็นชัดว่า ความอดทน ความสำนึกผิด และความรักไม่เคยสูญเปล่า
เด็ก ๆ เติบโตอย่างมีความสุขในปราสาท และราชินีได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาดของตน แต่ยังมีโอกาสแก้ไขและใช้ชีวิตใหม่อย่างอบอุ่น เต็มไปด้วยความรักและการเอื้อเฟื้อ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การเชื่อฟังและซื่อสัตย์ต่อคำสัญญาเป็นสิ่งสำคัญ แม้ความอยากรู้อยากเห็นหรือความลุ่มหลงจะดึงดูดใจ แต่การละเมิดข้อห้ามอาจนำความทุกข์และความเสียใจมาสู่ตน
ในนิทานนี้ เด็กหญิงได้เรียนรู้บทเรียนว่าการปฏิบัติตามคำสั่งผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีปัญญาเหนือกว่า มีผลต่อชีวิตและความสุขของตนเอง เมื่อเธอไม่ฟังคำเตือนและเปิดประตูต้องห้าม แม้ได้เห็นสิ่งสวยงามก็ต้องเผชิญความทุกข์ แต่ในที่สุด การสำนึกผิดและยอมรับความผิดก็ทำให้เธอได้รับการให้อภัยและความสุขกลับคืน
อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านง่ายอ่านสนุกให้ข้อคิดหลากหลาย
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องบุตรของพระแม่มารีย์ (อังกฤษ: Our Lady’s Child) เป็นหนึ่งในนิทานเยอรมันที่รวบรวมโดยพี่น้องกริมม์ (Brothers Grimm) และบันทึกในลำดับ KHM 003 ซึ่งเป็นชุดนิทานที่พวกเขาเก็บรวบรวมจากชาวบ้านและผู้ใหญ่เพื่อสอนเด็กเกี่ยวกับคุณธรรมและความเชื่อ
เรื่องนี้สะท้อนความเชื่อของยุโรปสมัยก่อนเกี่ยวกับสวรรค์ ความศักดิ์สิทธิ์ และบทเรียนเชิงศีลธรรม โดยเฉพาะการเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจ และผลของการละเมิดกฎเกณฑ์ แม้จะมีองค์ประกอบทางศาสนา เช่น พระแม่มารี แต่ก็ถูกนำเสนอในรูปแบบนิทานพื้นบ้าน
นิทานเรื่องนี้จึงเป็นทั้งเรื่องเล่าสนุกสนานและบทเรียนชีวิต ที่สอนให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้คุณธรรม ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบ ผ่านเรื่องราวของเด็กหญิงที่ต้องเผชิญความทุกข์เพราะความอยากรู้อยากเห็น และท้ายที่สุดก็ได้รับการให้อภัยและความสุขคืน
คติธรรม: “การเชื่อฟังและซื่อสัตย์ต่อคำสัญญา แม้เมื่อใจอยากรู้อยากเห็น จะช่วยให้ชีวิตมีความสุขและได้รับการให้อภัยในที่สุด”

