ปกนิทานกริมม์เรื่องฮิลเดอบรันด์เฒ่า

นิทานกริมม์เรื่องฮิลเดอบรันด์เฒ่า

ในโลกที่คำเทศนาอาจแฝงไปด้วยอุบาย และความป่วยไข้อาจเป็นเพียงฉากบังหน้า นิทานเรื่องนี้จะพาคุณไปดูว่า “ความซื่อ” ของสามัญชน เมื่อมาเจอกับ “ความแสบ” ของเพื่อนแท้ จะเปิดโปงเล่ห์เหลี่ยมของคนลวงโลกได้อย่างเจ็บแสบเพียงใด

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงฮิลเดอบรันด์เฒ่า ชาวนาผู้ถูกเมียและบาทหลวงหลอกให้ไปแสวงบุญไกลถึงอิตาลี แต่แผนชั่วกลับต้องพังทลายเมื่อเขาแอบมุดลงตะกร้าไข่กลับบ้านมาเซอร์ไพรส์กลางวงฉลอง จนกลายเป็นบทเพลงแฉความลับที่ฮากันไม่ออก กับนิทานกริมม์เรื่องฮิลเดอบรันด์เฒ่า

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮิลเดอบรันด์เฒ่า

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องฮิลเดอบรันด์เฒ่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งอาศัยอยู่กับภรรยาของเขาอย่างสงบสุข แต่ทว่าบาทหลวงประจำหมู่บ้านกลับแอบมีใจให้กับภรรยาของชาวนาคนนี้มานาน และพยายามหาโอกาสที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับเธอตามลำพังทั้งวัน ภรรยาของชาวนาเองก็มีใจตอบและยินดีที่จะร่วมมือด้วย

วันหนึ่ง บาทหลวงจึงกระซิบสั่งแผนการแก่หญิงสาวว่า “ฟังนะที่รัก ข้าคิดวิธีที่เราจะได้อยู่ด้วยกันทั้งวันได้แล้ว ในวันพุธนี้ให้เจ้าแกล้งล้มป่วยลงนอนบนเตียง จงคร่ำครวญและทำตัวให้ดูป่วยหนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำแบบนั้นไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ข้าต้องขึ้นเทศน์ แล้วข้าจะประกาศในโบสถ์ว่า… ใครก็ตามที่มีคนในครอบครัวป่วย ไม่ว่าจะเป็นลูก สามี หรือภรรยา หากผู้นั้นยอมออกเดินทางแสวงบุญไปยัง ‘เนินเขาเกิคเกอร์ลี ในอิตาลี เพื่อไปซื้อใบกระวานเพียงหนึ่งเหรียญมาให้คนป่วยกิน ผู้นั้นจะหายจากโรคภัยเป็นปลิดทิ้งทันที!”

หญิงสาวตอบตกลงทันที ครั้นถึงวันพุธเธอก็เริ่มแผนการแกล้งป่วยหนักร้องโอดโยว จนฮิลเดอบรันด์ผู้เป็นสามีพยายามหาหยูกยามาให้เท่าไหร่ก็ไม่หาย

จนถึงเช้าวันอาทิตย์เธอก็แสร้งทำเป็นอ่อนแรงและบอกสามีว่า “ข้าคงจะตายในไม่ช้า แต่ก่อนตายข้าอยากให้ท่านไปฟังเทศน์ของบาทหลวงแทนข้าที แล้วกลับมาเล่าให้ข้าฟังว่าท่านสอนว่าอย่างไรบ้าง” ฮิลเดอบรันด์ผู้ซื่อสัตย์จึงรีบไปโบสถ์ตามคำขอของภรรยาทันที

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮิลเดอบรันด์เฒ่า 2

ที่โบสถ์ บาทหลวงเริ่มเทศนาตามแผนการเป๊ะ ๆ ว่าใครที่อยากให้คนรักหายป่วย จงไปแสวงบุญที่อิตาลีเพื่อนำใบกระวานกลับมา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮิลเดอบรันด์ก็ดีใจสุดขีด เขารีบไปหาบาทหลวงหลังจบพิธีเพื่อรับถุงใส่ใบกระวานและเหรียญเงินสำหรับเดินทาง

เขาวิ่งกลับบ้านตะโกนบอกเมียด้วยความตื่นเต้นว่า “ไชโย! เมียรัก เจ้าจะหายแล้ว! บาทหลวงบอกวิธีรักษามาแล้ว ข้าจะออกเดินทางไปอิตาลีเดี๋ยวนี้เลย!” แล้วเขาก็สะพายย่ามเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว

แต่ในขณะที่เขากำลังเร่งฝีเท้าอยู่นั้น เขาได้บังเอิญพบกับ “เพื่อนสนิท” ที่เป็นพ่อค้าขายไข่ซึ่งกำลังหาบตะกร้ากลับจากตลาด

เพื่อนเห็นฮิลเดอบรันด์รีบร้อนจึงทักทายว่า “จะรีบไปไหนน่ะเพื่อน?” ฮิลเดอบรันด์จึงเล่าเรื่องการแสวงบุญที่เนินเขาเกิคเกอร์ลีให้ฟังอย่างละเอียด

พ่อค้าไข่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะลั่นแล้วพูดว่า “โถ่เพื่อนเอ๋ย… เจ้ามันช่างซื่อ (หรือบื้อ) เสียจริง! เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่านั่นเป็นอุบายของบาทหลวง เขาก็แค่หาทางไล่เจ้าไปไกล ๆ เพื่อจะได้เข้าบ้านไปสนุกสนานกับเมียเจ้าสองต่อสองเท่านั้นแหละ!”

ฮิลเดอบรันด์ชะงักกึกแล้วถามด้วยความสงสัยว่า “จริงหรือ? ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริง?”

พ่อค้าไข่จึงเสนอแผนการว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าลงมาแอบในตะกร้าไข่ใบใหญ่บนหลังข้านี่ ข้าจะแบกเจ้ากลับเข้าหมู่บ้านไปพิสูจน์ที่บ้านของเจ้าเอง!”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮิลเดอบรันด์เฒ่า 3

ฮิลเดอบรันด์ยอมปีนลงไปขดตัวอยู่ในตะกร้าใบใหญ่ของพ่อค้าไข่ เพื่อนของเขาจึงแบกเขากลับมาที่บ้าน เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน พ่อค้าไข่ได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงดนตรีดังลั่นออกมาจากข้างใน เขาจึงเคาะประตูเสียงดัง

เมียชาวนาตะโกนถามด้วยความรำคาญว่า “ใครมาเคาะป่านนี้!”

พ่อค้าไข่จึงแกล้งตีหน้าเศร้าบอกว่า “ข้าเองเพื่อนรัก พ่อค้าไข่ไง ข้าขายไข่ไม่ได้เลย วันนี้มืดแล้วแถมตะกร้าก็หนักมาก ข้าเดินต่อไม่ไหวแล้ว ขอข้าพักค้างคืนที่นี่สักคืนเถิด”

เมียชาวนาแม้จะไม่อยากให้ใครมาขัดจังหวะความสุข แต่ด้วยความที่เป็นเพื่อนกันจึงจำใจยอมให้เข้าบ้าน “มาเถอะ ๆ เข้ามานั่งพักบนม้านั่งข้างเตาผิงนั่นไป” เธอสั่งให้เขาเอาตะกร้าใบใหญ่ไปวางไว้บนม้านั่ง ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นทุกอย่างในห้องได้อย่างชัดเจน

ขณะนั้นในบ้านกำลังมีงานฉลองย่อม ๆ เมียชาวนาที่แกล้งป่วยกลับลุกขึ้นมาทำอาหารชั้นดี ทั้งฆ่าสัตว์ในฟาร์มมาทำกับข้าวและทอดแพนเค้กกลิ่นหอมฟุ้ง โดยมีบาทหลวงนั่งดื่มกินอย่างสำราญใจ แถมยังพกซอ (Fiddle) มาสีเพลงอย่างรื่นเริง ทั้งคู่คิดว่าฮิลเดอบรันด์คงเดินไปถึงไหนต่อไหนแล้ว จึงไม่ได้เอะใจเลยว่าสามีตัวจริงกำลังจ้องเขม็งอยู่ในตะกร้าไข่!

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮิลเดอบรันด์เฒ่า 4

เมื่ออิ่มหนำสำราญได้ที่ บาทหลวงที่กำลังเมามายก็เอ่ยขึ้นว่า “แม่ยอดขวัญ เจ้าช่างร้องเพลงได้ไพเราะนัก ร้องเพลงให้ข้าฟังซักเพลงสิ”

หญิงสาวแสร้งเขินอายแต่ก็ยอมร้องเพลงที่แฝงความนัยเยาะเย้ยสามีว่า “ฉันส่งผัวโง่ของฉันเดินทางไกล… ไปถึงเนินเขาเกิคเกอร์ลีในอิตาลีพู้นนน”

บาทหลวงหัวเราะชอบใจแล้วสีซอพลางร้องโต้ตอบกลับไปว่า “ข้าหวังให้มันหายหัวไปซักปี… ข้าจะได้ไม่ต้องถามหาถุงใบกระวานจากมัน ฮัลเลลูยา!”

พ่อค้าไข่ที่นั่งอยู่ข้างเตาเห็นว่าได้จังหวะแล้ว จึงเริ่มร้องเพลงขึ้นมาบ้าง “เจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ ฮิลเดอบรันด์เพื่อนรัก… ในตะกร้าไข่ข้างเตาผิงนั่นน่ะ ฮัลเลลูยา!”

ทันใดนั้น ฮิลเดอบรันด์ที่ทนฟังอยู่นานก็ระเบิดอารมณ์ออกมา เขาตะโกนร้องเพลงสวนกลับมาจากในตะกร้าเสียงดังลั่น “ข้าเกลียดการร้องเพลงตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป! และข้าจะไม่ทนอยู่ในตะกร้าใบนี้อีกแล้ว ฮัลเลลูยา!”

พูดจบ ฮิลเดอบรันด์ก็กระโดดออกจากตะกร้าไข่จนแตกกระจาย เขาคว้าไม้ท่อนใหญ่ที่วางอยู่ใกล้เตาผิง แล้วกระหน่ำตีบาทหลวงอย่างไม่ยั้งมือจนบาทหลวงต้องวิ่งหนีเตลิดออกจากบ้านไปในสภาพสะบักสะบอม

ส่วนเมียตัวแสบก็ได้แต่ยืนตัวสั่นพะงาบ ๆ เพราะความลับแตกยับเยินตั้งแต่นั้นมา

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮิลเดอบรันด์เฒ่า 5

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความลุ่มหลงในกิเลสตัณหาและการใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงผู้อื่นมักจะลงเอยด้วยความอับยศเสมอ เพราะความลับไม่มีในโลกและคนซื่อสัตย์มักจะมีมิตรสหายหรือโชคชะตาที่คอยช่วยเปิดเผยความจริงให้ปรากฏในที่สุด ซึ่งสุดท้ายแล้วความเจ้าเล่ห์ที่พยายามจะเอาเปรียบคนอื่นก็จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองจนไม่เหลือชิ้นดี

อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องฮิลเดอบรันด์เฒ่า (อังกฤษ: Old Hildebrand) เป็นนิทานพื้นบ้านเยอรมันที่ถูกรวบรวมโดยพี่น้องกริมม์ บันทึกไว้ในหนังสือ Children’s and Household Tales ลำดับที่ 95 KHM โดยจัดอยู่ในกลุ่มนิทานประเภทตลกขบขัน (Farce) ที่มีรากฐานมาจากเรื่องเล่าของชาวบ้านในศตวรรษที่ 16 และ 17 ซึ่งมักนิยมล้อเลียนเรื่องศีลธรรมของคนในสังคมและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักบวชในสมัยนั้น

ในเชิงโครงเรื่อง นิทานเรื่องนี้สะท้อนวัฒนธรรมการเล่าเรื่องแบบ “การซ้อนกล” (The Trickster outwitted) ที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุโรปยุคกลาง โดยใช้ตัวละครสามัญชนอย่างพ่อค้าไข่เป็นตัวแทนของสติปัญญาและการเปิดเผยความจริง เนื้อหาเน้นการสะท้อนปัญหาสังคมเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ในชีวิตคู่และการใช้อำนาจในทางที่ผิดของชนชั้นนำผ่านเสียงหัวเราะและการเสียดสีที่เจ็บแสบ

จุดเด่นที่ทำให้เรื่องนี้เป็นที่จดจำคือการใช้ “บทเพลง” (Verse) เป็นตัวดำเนินเรื่องในช่วงสุดท้าย ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของนิทานกริมม์หลายเรื่องที่ต้องการให้ผู้ฟังจดจำเนื้อหาได้ง่ายผ่านคำคล้องจอง โดยการใช้คำว่า “ฮัลเลลูยา” มาล้อเลียนในสถานการณ์ที่น่าอับยศนั้น เป็นการประชดประชันถึงความย้อนแย้งระหว่างเปลือกนอกที่ดูศรัทธากับการกระทำที่ผิดบาปของตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม

คติธรรม: “เล่ห์เหลี่ยมอาจสร้างความสำราญได้ชั่วคราว แต่ความจริงที่ปรากฏในตอนท้ายจะมอบบทเรียนที่น่าอับยศไปชั่วชีวิต”