ปกนิทานกริมม์เรื่องพระแม่ฮูลดา

นิทานกริมม์เรื่องพระแม่ฮูลดา

ในโลกที่ทุกชีวิตต่างต้องพึ่งพากัน การทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์และตั้งใจคือรากฐานสำคัญที่ทำให้สังคมดำเนินไปได้อย่างงดงาม ทั้งความขยัน ความอดทน และน้ำใจที่มอบให้แก่กัน ล้วนเป็นพลังเล็ก ๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่คาดคิด

มีเรื่องเล่าในนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งกล่าวถึงโชคชะตาของเด็กสาวสองคน ผู้เดินบนเส้นทางเดียวกันแต่ได้รับผลลัพธ์ต่างกันสุดขั้ว เรื่องราวนั้นเผยให้เห็นคุณค่าบางอย่างที่งดงามยิ่งกว่าทองคำ และหนักหนากว่าน้ำมันดินบนโคลนบ่าของใครบางคน กับนิทานกริมม์เรื่องพระแม่ฮูลดา

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องพระแม่ฮูลดา

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องพระแม่ฮูลดา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงม่ายคนหนึ่งที่มีลูกสาวสองคน คนหนึ่งหน้าตาสะสวย อ่อนหวาน ส่วนอีกคนหนึ่งกลับอัปลักษณ์ ขี้เกียจ และเอาแต่ใจอย่างยิ่ง แต่เพราะลูกสาวขี้เกียจเป็นลูกแท้ ๆ ของนาง นางจึงตามใจจนเคยตัว

แต่กลับไปใช้กับลูกเลี้ยงที่สวยงามอย่างหนัก ให้ทำงานทุกอย่างในบ้านตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทั้งกวาดบ้าน หาบน้ำ และที่หนักที่สุดคือการนั่งปั่นด้ายที่ข้างบ่อน้ำกลางถนนทุกวันจนมือพองและเลือดซึม

วันหนึ่ง ขณะเด็กสาวกำลังปั่นด้าย กระสวยของเธอเปื้อนเลือด เธอจึงก้มลงล้างมันในบ่อน้ำ ทว่ากระสวยกลับหลุดมือแล้วจมลงไปในน้ำลึก เด็กสาวตัวสั่นด้วยความกลัว รีบกลับไปบอกแม่เลี้ยง แต่แทนที่นางจะเห็นใจ กลับดุด่าอย่างรุนแรง พร้อมสั่งเสียงแข็งว่า “ถ้าเจ้าทำมันตกลงไป ก็ต้องลงไปเอาขึ้นมาด้วยตัวเอง!”

เด็กสาวผู้ไม่มีที่พึ่งเดินกลับไปที่บ่อน้ำอย่างหมดหนทาง ด้วยความสิ้นหวังจับใจ เธอก็ก้มมองลงไปในน้ำลึกมืดดำ แล้วตัดสินใจกระโดดตามกระสวยลงไปทันที

เธอไม่รู้สึกอะไรอีกเลย จนเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง กลับพบว่าตัวเองยืนอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ สว่างไสวด้วยแสงแดดอบอุ่น ดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งรอบตัวราวสวรรค์ในเทพนิยาย

เด็กสาวเดินไปตามทางในทุ่งกว้างด้วยความงุนงง แต่ไม่นานก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ มาจากเตาอบหินใบใหญ่ข้างทาง เมื่อเธอเดินเข้าไปดู ขนมปังหลายก้อนกำลังจะไหม้ และพากันร้องขึ้นว่า “ช่วยนำพวกเราออกไปที! พวกเรากำลังจะไหม้แล้ว!”

เด็กสาวจิตใจดีไม่ลังเลแม้แต่น้อย เธอยกไม้พายแล้วช่วยนำขนมปังออกจากเตาทีละก้อนอย่างตั้งใจ

เมื่อเดินต่อไป เธอพบต้นแอปเปิลที่หนักอึ้งจนกิ่งโค้งลงเกือบถึงพื้น ผลไม้สีแดงสุกฉ่ำเต็มต้น ต่างเรียกร้องพร้อมกันว่า “ช่วยเขย่าเราเถอะ! พวกเราสุกเต็มที่แล้ว!”

เด็กสาวหัวเราะเบา ๆ ก่อนใช้แรงทั้งหมดเขย่าต้นไม้จนแอปเปิลหล่นลงมาเหมือนสายฝน เธอเขย่าจนไม่มีผลไม้เหลือคาต้นเลยแม้แต่ลูกเดียว จากนั้นยังเก็บรวบรวมไว้เป็นกองอย่างเป็นระเบียบ ก่อนเดินต่อไปด้วยความสงสัยว่าจะพบอะไรอีก

และไม่นานนัก เธอก็เห็นกระท่อมไม้หลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ปลายทาง หญิงชราหน้าตาประหลาดฟันใหญ่จนมองไกล ๆ ก็เห็นชัด แอบชะโงกมองออกมาจากหน้าต่าง เด็กสาวตกใจจนอยากวิ่งหนี แต่หญิงชรากลับกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “อย่ากลัวเลย หนูเอ๋ย… หากเจ้าตั้งใจทำงาน เราจะดูแลเจ้าอย่างดี ข้าคือพระแม่ฮูลดา”

ด้วยความอ่อนโยนของหญิงชรา เด็กสาวจึงตัดสินใจอยู่ด้วย และเริ่มต้นทำงานบ้านทุกอย่างด้วยความตั้งใจ ไม่ว่าจะกวาดพื้น หุงหาอาหาร หรือเขย่าที่นอนของแม่ฮูลดาแรง ๆ จนขนนกฟุ้งกระจายเป็นฝุ่นสีขาว ที่แม่ฮูลดาเอ่ยว่า “เมื่อขนนกปลิว ก็เหมือนหิมะตกในโลกมนุษย์…”

การเดินทางอันแปลกประหลาดของเด็กสาวผู้ขยันได้เริ่มขึ้นแล้ว…

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องพระแม่ฮูลดา 2

หลังจากเด็กสาวตกลงอยู่กับพระแม่ฮูลดา ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ไม่มีเสียงดุด่า ไม่มีงานหนักไร้ความหมาย มีเพียงงานบ้านที่เธอทำด้วยความตั้งใจ และคำชมอ่อนโยนจากหญิงชราผู้มีฟันใหญ่ “แต่ใจแสนดี” คนนี้

เธอทำทุกอย่างอย่างเรียบร้อย ตั้งแต่ทำอาหารให้พระแม่ฮูลดา ไปจนถึงเขย่าที่นอนให้ขนนกปลิวว่อนราวหิมะโปรยอยู่บนท้องฟ้าโลกมนุษย์ พระแม่ฮูลดาพอใจในความและความตั้งใจของเด็กสาวอย่างที่สุด เธอจึงได้รับอาหารดี ๆ ชีวิตสงบสุข และคำพูดอ่อนโยนแบบที่ไม่เคยได้รับในบ้านเดิมเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ความสุขก็เริ่มถูกปนด้วยความรู้สึกอันแปลกประหลาด—เด็กสาวเริ่มคิดถึงบ้าน แม้จะมีแต่ความลำบากและเสียงดุด่ารออยู่ เธอกลับยังคิดถึงโลกที่เธอคุ้นเคย ความคิดนี้ค่อย ๆ กัดกินหัวใจจนเธอนอนไม่หลับ

ในที่สุดเธอก็รวบรวมความกล้า บอกมารดาฮูลดาว่า “ถึงที่นี่จะดีเพียงใด ข้าก็คิดถึงบ้าน… ข้าคงอยู่ต่อไปไม่ได้อีกแล้วเจ้าค่ะ”

พระแม่ฮูลดามองเธอด้วยสายตาเข้าใจและกล่าวว่า “เจ้ารับใช้เราดีเสมอ เราจะส่งเจ้ากลับไปอย่างสมเกียรติ”

จากนั้นพระแม่ฮูลดาจับมือเธอ พาไปยังประตูบานใหญ่ที่เรืองแสงเบา ๆ เมื่อเด็กสาวก้าวเข้าไป สายฝนทองคำก็โปรยลงมาจนทั่วทั้งร่างกาย ทองคำเกาะติดบนเสื้อผ้า ผม และผิวราวดวงดาวเปล่งประกาย

พระแม่ฮูลดายืนยิ้มพลางพูดว่า “นี่คือรางวัลสำหรับคนเช่นเจ้า”

เธอยังคืนกระสวยปั่นด้ายที่เด็กสาวทำตกในบ่อน้ำให้ด้วย จากนั้นประตูก็ปิดลง—และเด็กสาวก็กลับมายืนอยู่ในโลกมนุษย์ ใกล้บ้านตัวเองราวกับไม่เคยจากไปไหน

พอเดินเข้าลานบ้าน ไก่เฒ่าที่เกาะอยู่บนขอบบ่อก็ตีปีกร้องเสียงดังว่า “เอ้กอี๊เอ้กเอ้ก! เด็กหญิงทองกลับมาบ้านแล้ว!”

แม่เลี้ยงและน้องสาวต่างลืมตาค้าง เมื่อเห็นเธออาบไปด้วยทองคำระยิบระยับ

เมื่อแม่เลี้ยงรู้ว่าเด็กสาวเลี้ยงได้รับทองคำจากพระแม่ฮูลดาอย่างไร ความโลภก็พุ่งขึ้นมาแทบมองเห็นได้ นางหันไปยังลูกแท้ ๆ ของตนและคิดเพียงว่า “ลูกข้า ต้องได้ทองมากกว่านั้น!”

นางจึงจัดฉากให้ลูกสาวขี้เกียจนั่งปั่นด้ายที่บ่อน้ำ แล้วแกล้งทำให้มือมีแผลเลือดซึม ก่อนโยนกระสวยลงบ่อและสั่งให้กระโดดตามลงไป

ลูกสาวขี้เกียจกระโดดลงบ่อด้วยความมั่นใจว่าโชคกำลังรออยู่ และแน่นอน เธอก็โผล่มาในทุ่งหญ้าเช่นเดียวกับพี่สาว แต่การกระทำของเธอกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เมื่อขนมปังในเตาอบร้อง “ช่วยเราด้วย เรากำลังจะไหม้!”

เธอกลับเชิดหน้าแล้วพูดว่า “ไม่ล่ะ เดี๋ยวมือต้องเปื้อนเป็นคราบ”

เมื่อถึงต้นแอปเปิลที่เรียก “เขย่าเราด้วย เราสุกงอมแล้ว!”

เธอกลับตอบอย่างรำคาญว่า “ไม่ล่ะ เดี๋ยวลูกแอปเปิลตกใส่หัวข้าจะเจ็บ”

และเดินจากไปโดยไม่ช่วยอะไรเลย

เมื่อลูกสาวขี้เกียจไปถึงกระท่อมของพระแม่ฮูลดา เธอไม่รู้สึกกลัวฟันใหญ่ ๆ ของหญิงชราแม้แต่นิด เพราะเธอรู้ดีว่าทองคำรออยู่ เธอจึงรีบรับงานด้วยท่าทางรีบร้อน

วันแรก เธอตั้งใจทำงานอย่างดี วันต่อมา เธอเริ่มอู้งาน วันที่สาม เธอแทบไม่ยอมลุกจากเตียง ไม่เขย่าที่นอนให้ขนนกปลิว ไม่ทำงานใด ๆ อย่างที่พระแม่ฮูลดาสั่ง

พระแม่ฮูลดาจึงเบื่อหน่ายและกล่าวว่า “เจ้าไม่เหมาะกับที่นี่ ออกไปเสียเถิด”

เด็กสาวขี้เกียจยิ้มด้วยความมั่นใจ คิดว่าตนกำลังจะได้รับสายฝนทองคำเช่นเดียวกับพี่สาว พระแม่ฮูลดาพาเธอไปยังประตูบานใหญ่ เมื่อเธอก้าวเข้าไป

ตู้ม! แทนทองคำ กลับเป็นหม้อน้ำมันดินโคลนอุ่น ๆ ที่เทราดลงบนตัวเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า

พระแม่ฮูลดากล่าวเสียงนิ่งว่า “นี่คือรางวัลของคนที่ไม่ยอมทำงาน”

ประตูก็ปิดลง เด็กสาวขี้เกียจกลับมาบ้านพร้อมน้ำมันดินเหนียวหนึบทั่วร่าง และไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ล้างออกไม่ได้ไปตลอดชีวิต

ไก่เฒ่าประจำบ่อจึงขันต้อนรับเธอว่า “เอ้กอี๊เอ้กเอ้ก! เด็กหญิงเปื้อนโคลนกลับมาบ้านแล้ว!”

และนี่คือจุดจบของเส้นทางที่เธอเลือกเอง…

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องพระแม่ฮูลดา 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความขยัน อดทน และความจริงใจในการทำหน้าที่ของตน คือสิ่งที่สร้างคุณค่าภายในตัวคน ท้ายที่สุดย่อมนำสิ่งดีงามกลับคืนมาเสมอ แม้ในวันที่เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือไม่มีใครเห็นก็ตาม

ในทางกลับกัน ความขี้เกียจ เห็นแก่ได้ และการพยายามลัดขั้นตอนเพื่อหวังผลตอบแทน โดยไม่ยอมลงแรงอย่างแท้จริง ย่อมนำพามาซึ่งผลลัพธ์ที่เจ็บปวด และทำให้เราต้องเผชิญสิ่งที่ตัวเองก่อขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สุดท้ายนิทานยังเตือนว่ารางวัลหรือโทษนั้น ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากตัวตนและการกระทำของเราในทุก ๆ วัน

อ่านต่อ: คอลเลคชั่นนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลิน อ่านได้ทุกวัยที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องพระแม่ฮูลดา (อังกฤษ: Mother Hulda หรือ Frau Holle) เป็นหนึ่งในนิทานที่ถูกบันทึกโดยพี่น้องกริมม์ใน Kinder- und Hausmärchen ลำดับที่ 024 KHM ฉบับแรกช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคที่ทั้งสองค้นรวบรวมเรื่องเล่าพื้นบ้านของเยอรมนีจากปากชาวบ้าน นักเล่านิทาน และบันทึกเก่าแก่หลากหลายแหล่ง เพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นในช่วงที่ยุโรปกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ตัวละคร “Mother Hulda” มีรากมาจากความเชื่อโบราณของยุโรปเหนือ โดยเชื่อว่าเธอเป็นวิญญาณหญิงผู้ดูแลฤดูกาล หิมะ การบ้านเรือน และความอุดมสมบูรณ์ ภาพของการ “เขย่าที่นอนแล้วเกิดหิมะ” มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับตำนานพื้นบ้านเยอรมันที่อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติด้วยเรื่องเล่าลี้ลับของเหล่าเทพและวิญญาณผู้พิทักษ์

นิทานเรื่องนี้ถูกเล่าต่อกันมาเพื่อสอนคุณค่าดั้งเดิมของสังคมเกษตรกรรม เช่น ความขยัน ความซื่อตรง และการตอบแทนของความดี ในขณะเดียวกันก็เตือนถึงผลลัพธ์ของความเกียจคร้านและความเห็นแก่ได้ จึงเป็นนิทานที่ผสานทั้งตำนาน ความเชื่อ และการอบรมสั่งสอน จนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องเด่นของพี่น้องกริมม์มาจนถึงปัจจุบัน

คติธรรม: “ความขยันจริงใจนำพารางวัลมาให้เสมอ ส่วนความเกียจคร้านย่อมนำพาผลลัพธ์คืนมาตามที่ได้ทำไว้”