นิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ

ปกนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ

ค่ำคืนในทุ่งหญ้าแพมปัสเงียบสงัด มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอาร์เจนตินาและอุรุกวัย มีเพียงสายลมแห้งแล้งที่พัดผ่านผืนดินรกร้าง เสียงกีบม้าดังก้องท่ามกลางความมืด ขณะที่นักเดินทางผู้โดดเดี่ยวมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่ไม่มีใครรู้จัก ท้องฟ้าสีดำสนิท ปราศจากแสงดาวหรือจันทร์เสี้ยว มีเพียงเงาของต้นไม้เดียวดายที่ทอดยาวไปบนผืนดินราวกับรากของมันกำลังดูดซับความลึกลับของแผ่นดินเบื้องล่าง

ณ ที่แห่งนี้ เรื่องเล่าของแสงปีศาจ ถูกกล่าวขานมาหลายชั่วอายุคน บางคนเชื่อว่ามันเป็นดวงวิญญาณที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย บ้างก็ว่ามันคือสัญญาณของสมบัติต้องคำสาปที่ถูกฝังไว้ใต้ผืนดิน แต่น้อยคนนักที่จะกล้าเข้าไปพิสูจน์ และยิ่งน้อยลงไปอีก… ที่มีโอกาสได้กลับมาเล่าเรื่องราวของมัน กับนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ค่ำคืนในทุ่งหญ้าแพมปัสเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านกอหญ้าแห้งและเสียงฝีเท้าของม้าเดียวดายที่ย่ำลงบนผืนดินแข็ง คนขี่ม้าเป็นชายหนุ่มผู้เดินทางข้ามดินแดนกว้างใหญ่เพื่อหาที่ตั้งรกรากใหม่ เขาออกเดินทางมาหลายวัน ท้องฟ้ายามราตรีทอดเงามืดสนิท ไม่มีแสงจันทร์หรือดาวใดส่องสว่าง มีเพียงสายลมแห้งแล้งที่พัดผ่านราวกับเสียงกระซิบของสิ่งที่มองไม่เห็น

ขณะที่เขาขี่ม้าผ่านพื้นที่รกร้าง ร่างกายที่อ่อนล้าเริ่มเรียกร้องให้หยุดพัก เขาจึงหาทำเลตั้งค่ายพักแรมใกล้ต้นไม้เดียวดายต้นหนึ่ง ก่อกองไฟ และปล่อยให้ม้าได้พักผ่อนก่อนที่การเดินทางจะดำเนินต่อไปในวันรุ่งขึ้น

เขานั่งลงข้างกองไฟ หยิบเสบียงขึ้นมากินอย่างเงียบ ๆ สายตาเหม่อมองไปยังขอบฟ้าเบื้องหน้า แต่แล้วสายตาของเขาก็ต้องหยุดชะงัก

ไม่ไกลจากที่พัก เขาเห็นแสงสีซีดจางลอยอยู่เหนือพื้นดิน แสงนั้นดูเหมือนจะเต้นระบำไปมาอย่างมีชีวิต

“ไฟจากค่ายพักของนักเดินทางคนอื่น หรือบางสิ่งที่แปลกกว่านั้น?” เขาพึมพำกับตัวเองพลางขมวดคิ้ว

มันไม่ใช่แสงของกองไฟแน่นอน เพราะไม่มีควันลอยขึ้นจากจุดนั้น อีกทั้งแสงนั้นยังดูเย็นเยียบและเปลี่ยนรูปร่างไปมา ชายหนุ่มจ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นยืนอย่างลังเล หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความสงสัยและความหวาดระแวง

เมื่อเขาก้าวไปข้างหน้าเพียงไม่กี่ก้าว แสงประหลาดนั้นก็ดูเหมือนจะถอยห่างออกไป ทุกครั้งที่เขาพยายามเดินเข้าไปใกล้ มันก็จะลอยถอยออกไปเหมือนกำลังเล่นซ่อนหา

ความอยากรู้ค่อย ๆ เอาชนะความกลัว เขาตัดสินใจเดินตามแสงนั้นไปทีละก้าว โดยไม่รู้เลยว่ากำลังก้าวเข้าสู่สิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้

เช้าวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มเดินทางต่อไปจนถึงค่ายพักของกลุ่มเกาโชที่ตั้งกระจายตัวอยู่ตามทุ่งหญ้า พวกเขาเป็นนักเลี้ยงวัวเร่ร่อนที่คุ้นเคยกับดินแดนแห่งนี้ดี เขาเล่าเรื่องแสงประหลาดที่พบเมื่อคืนให้ชายชราคนหนึ่งฟัง

ชายชราผู้มีหนวดเคราสีเทาและใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของชายชราฉายแววหนักใจ

“เจ้าเห็นลูซ มาลาแสงปีศาจแล้วหรือ? เจ้าโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“แสงปีศาจ?” ชายหนุ่มทวนคำอย่างงุนงง

“ใช่ แสงที่เจ้าพูดถึงคือลูซ มาลา (Luz Mala)แสงปีศาจ พวกเรารู้จักมันดี มันปรากฏขึ้นในช่วงฤดูแล้ง เหล่าเกาโชที่เดินทางผ่านทุ่งหญ้านี้ต่างเคยได้ยินเรื่องราวของมัน”

ชายชรานั่งลงใกล้กองไฟ มือเหี่ยวย่นตักกาแฟจากกาน้ำร้อนขึ้นมาจิบ ก่อนจะเล่าต่อ

“มันคือวิญญาณที่ไม่ได้รับการปลดปล่อย… ดวงวิญญาณที่หลุดออกจากทรงกลมท้องฟ้า พวกเขากำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด เพราะร่างของพวกเขาไม่เคยได้รับการฝังอย่างสมเกียรติ”

“แต่ข้าไม่ได้เห็นอะไรนอกจากแสงสีจาง ๆ ลอยไปมา”

“เจ้าเห็นแค่สิ่งที่มันอยากให้เจ้าเห็นเท่านั้น หากเข้าไปใกล้กว่านี้ เจ้าจะได้กลิ่นเหม็นเน่าของก๊าซพิษที่มันปล่อยออกมา ก๊าซจากกระดูกที่ผุพังอยู่ใต้ดิน”

ชายหนุ่มฟังด้วยสีหน้าครุ่นคิด เรื่องที่ชายชราเล่าฟังดูน่ากลัว แต่ก็เต็มไปด้วยความลึกลับ

“แล้วทำไมบางคนถึงบอกว่ามันนำไปสู่สมบัติที่ถูกฝังไว้?” เขาถามต่อ

ชายชราหัวเราะเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่น

“เพราะมนุษย์เต็มไปด้วยความโลภ สมบัติบางชิ้นถูกฝังไว้พร้อมกับร่างของเจ้าของ และบางครั้ง แสงปีศาจก็ปรากฏขึ้นเพื่อปกป้องสิ่งเหล่านั้น แต่ข้าขอเตือน… ผู้ที่โลภมากพยายามค้นหามัน มักจะไม่เคยกลับมาเล่าเรื่องราวของตนอีกเลย”

ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะ ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถาม และยิ่งไปกว่านั้น ความคิดหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขา เขาต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ 2

ค่ำคืนในทุ่งหญ้าแพมปัสเงียบสงัดอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีแม้แต่เสียงลมพัด มีเพียงเงามืดปกคลุมผืนดินที่แตกระแหง ชายหนุ่มยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ในมือของเขามีจอบด้ามหนึ่งและมีดสั้นเหน็บอยู่ที่เอว

เขากลับมาที่เดิม ที่ซึ่งเขาเห็น แสงปีศาจ ปรากฏขึ้นเมื่อคืนก่อน แม้จะมีคำเตือนจากชายชรา แต่เขาไม่อาจข่มความสงสัยของตัวเองได้

“หากแสงนั้นชี้นำไปยังสมบัติจริง ข้าก็จะเป็นผู้ที่ค้นพบมัน” เขาพึมพำกับตัวเอง

เวลาผ่านไปช้า ๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะจับจ้องไปยังสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงขอบฟ้า แสงสีขาวซีดปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดูเข้มข้นกว่าครั้งก่อน ลอยนิ่งอยู่เหนือพื้นดินราวกับกำลังรอให้เขาเข้าไปหา

เขาสูดหายใจลึกและก้าวเข้าไปใกล้ แสงนั้นไม่ถอยหนีเหมือนเมื่อคืน ตรงกันข้าม มันกลับเต้นระบำอยู่ที่เดิม ส่องสว่างจนมองเห็นพื้นดินใต้แสงได้อย่างชัดเจน

หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นว่าพื้นดินตรงนั้นดูอ่อนนุ่มและมีร่องรอยเหมือนเคยถูกขุดมาก่อน

“สมบัติอาจถูกฝังอยู่ที่นี่จริง ๆ!”

เขารีบใช้จอบขุดลงไปในดินแข็ง หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความโลภ มือทั้งสองข้างออกแรงขุดลงไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ

เสียงของจอบกระทบกับบางสิ่งใต้พื้นดิน เขาหยุดชั่วขณะก่อนจะค่อย ๆ ใช้มือโกยดินออก

สิ่งที่เขาพบไม่ใช่ทองคำหรือเครื่องประดับราคาแพง แต่เป็นเศษเครื่องปั้นดินเผาที่แตกร้าว

ภายในนั้น… มีกระดูกมนุษย์ถูกบรรจุอยู่

ทันใดนั้น ลมกระโชกแรงพัดผ่าน เสียงกระซิบแผ่วเบาดังก้องอยู่รอบตัว “เจ้า… ละเมิดเรา…”

เขาผงะถอยหลัง แสงที่ลอยอยู่เหนือศีรษะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด ก่อนจะพุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว

เขาพยายามจะวิ่งหนี แต่ขาของเขากลับหนักราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น ความหนาวเย็นแล่นเข้าสู่ร่าง รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังจับเขาไว้

“เจ้า… จะต้องชดใช้…” เสียงนั้นดังขึ้นรอบตัว ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป

เสียงลมพัดผ่านทุ่งหญ้า… เสียงม้า… และเสียงคนพูดคุยกันแว่ว ๆ

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นช้า ๆ พบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้น ร่างกายอ่อนแรงและปวดระบมไปหมด ท้องฟ้าสีเทาหม่นบ่งบอกว่าฟ้ายังไม่สางดีนัก

เขาขยับตัวขึ้นนั่งและมองไปรอบ ๆ ไม่มีร่องรอยของแสงปีศาจ ไม่มีหลุมที่เขาขุด ไม่มีเศษเครื่องปั้นดินเผา ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ข้า… ยังมีชีวิตอยู่?” เขาพึมพำกับตัวเอง

แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบนมือข้างหนึ่งของตนเอง รอยแผลเป็นสีคล้ำลากยาวไปตามแขนของเขา ราวกับถูกเผาไหม้ด้วยเปลวไฟที่มองไม่เห็น

เขาฝืนลุกขึ้นและเดินโซเซกลับไปยังค่ายพัก ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะไปถึง เมื่อชายชราเห็นเขากลับมา สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความกังวล

“เจ้ากลับมาได้อย่างไร?” ชายชราถามเสียงเข้ม

“ข้า… จำไม่ได้… ข้าจำได้แค่แสงสีแดง… และเสียงกระซิบ…” เขาตอบอย่างยากลำบาก

ชายชรามองรอยแผลบนแขนของเขาแล้วพยักหน้าช้า ๆ

“เจ้าโชคดีมากที่ยังรอดมาได้ แสงปีศาจปล่อยเจ้าไป เพราะเจ้ายังไม่ได้ขโมยสิ่งใดจากมัน แต่จงจำไว้… วิญญาณที่ไม่ได้รับการปลดปล่อยไม่ต้องการให้ใครมารบกวน หากเจ้ากลับไปอีกครั้ง คราวหน้าเจ้าอาจไม่มีโอกาสรอด”

ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ มือที่มีรอยแผลสั่นเล็กน้อย เขาไม่อาจบรรยายได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในใจบอกเขาว่า

เขาจะไม่มีวันกลับไปที่นั่นอีก

และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เขาไม่เคยเดินทางออกไปเพียงลำพังในคืนที่แห้งแล้งที่สุดของปีอีกเลย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอยากรู้อยากเห็นและความโลภอาจนำพาไปสู่ภัยอันตรายที่คาดไม่ถึง แม้ว่าความลึกลับจะดึงดูดใจเพียงใด แต่บางสิ่งในโลกนี้ไม่ได้มีไว้ให้มนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยว

แสงปีศาจ เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่ถูกลืม วิญญาณที่ไม่ได้รับการปลดปล่อย หรือความผิดพลาดในอดีตที่ยังคงหลอกหลอนปัจจุบัน คนที่ไม่เคารพสิ่งเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง

การฟังคำเตือนของผู้เฒ่าผู้แก่เป็นสิ่งสำคัญ ภูมิปัญญาของผู้ที่มาก่อนเรามักแฝงไปด้วยบทเรียนที่มีค่า แต่บ่อยครั้ง คนหนุ่มสาวที่คิดว่าตนเองเข้าใจทุกอย่างกลับมองข้ามมันไป

บางสิ่งที่ดูเหมือนเป็นโอกาส อาจเป็นกับดักที่รอคอยผู้ที่ไม่ระมัดระวัง เช่นเดียวกับตำนานแสงปีศาจที่ว่าผู้ใดไล่ตามมัน อาจไม่มีวันได้กลับมา…

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอาร์เจนตินาเรื่องลูซ มาลา ตำนานแสงปีศาจ (อังกฤษ: Luz Mala, The Evil Light) มีรากฐานมาจากตำนาน Luz Mala ซึ่งแปลว่าแสงชั่วร้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่เก่าแก่และเลื่องลือที่สุดของอาร์เจนตินาและอุรุกวัย ตำนานนี้มีมาตั้งแต่ยุคที่ชนเผ่าพื้นเมืองยังคงรุ่งเรือง ก่อนที่เกาโชเหล่านักเลี้ยงวัวเร่ร่อนจะเข้ามาครอบครองดินแดนทุ่งหญ้าแพมปัส

ตามความเชื่อดั้งเดิม แสงปีศาจคือดวงวิญญาณของผู้ที่ตายโดยไม่ได้รับการฝังอย่างเหมาะสม มันเป็นปรากฏการณ์เรืองแสงที่เต้นระบำเหนือพื้นดินรกร้าง มักปรากฏขึ้นในคืนที่อากาศแห้งแล้ง บางครั้งแสงนี้มาพร้อมกับก๊าซพิษจากกระดูกที่เน่าเปื่อยใต้ดิน เชื่อกันว่าหากใครหายใจเข้าไปมากเกินไป อาจหมดสติหรือเสียชีวิตโดยไม่มีใครพบเห็น

เรื่องเล่าของแสงปีศาจแฝงไปด้วยสองความเชื่อที่ขัดแย้งกัน ด้านหนึ่งมันเป็นลางร้าย เตือนว่าผู้ล่วงลับยังไม่ได้รับความสงบสุข แต่อีกด้านหนึ่ง มีคนเชื่อว่าแสงนี้นำไปสู่สมบัติที่ถูกฝังไว้ และเฉพาะผู้กล้าหาญหรือโลภมากพอเท่านั้นที่จะเสี่ยงค้นหามัน

ตำนานนี้สะท้อนให้เห็นความเชื่อพื้นบ้านเกี่ยวกับโลกหลังความตาย วิญญาณ และบทลงโทษของความโลภ มันถูกเล่าขานผ่านยุคสมัย ตั้งแต่ชนพื้นเมือง จนถึงเหล่าเกาโชผู้เดินทางข้ามทุ่งหญ้าในค่ำคืนมืดมิด ผู้ที่เคยพบเห็นแสงประหลาดนี้บางคนกลับมาได้พร้อมเรื่องเล่าที่น่าขนลุก ขณะที่บางคน… หายตัวไปตลอดกาล ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา

แม้ในยุคปัจจุบัน แสงลึกลับยังคงปรากฏให้เห็นในบางพื้นที่ นักวิทยาศาสตร์พยายามอธิบายว่ามันเป็นเพียงปฏิกิริยาของก๊าซฟอสฟีนที่ปล่อยออกมาจากซากพืชและสัตว์ที่เน่าเปื่อย แต่สำหรับชาวบ้านที่เติบโตมากับตำนานนี้แสงปีศาจไม่ใช่สิ่งที่ควรเข้าใกล้ และคนที่เคยเห็นมันด้วยตาตัวเอง… มักไม่เคยต้องการพิสูจน์ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่

“ไม่ใช่ทุกแสงสว่างที่นำทาง บางดวงมีไว้เพื่อล่อให้เจ้าหลงเข้าสู่ความมืด”