หมอกหนาปกคลุมผืนป่าดิบชื้น เสียงกระซิบของสายลมแผ่วเบาผสมกับเสียงใบไม้ไหว ท่ามกลางความเงียบงันนั้น มีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืดของต้นไม้ใหญ่ บ้างว่าเป็นเพียงเงาของกิ่งไม้ที่ไหวเอนตามลม แต่สำหรับผู้ที่เคยได้ยินตำนานของลา ตุนดา พวกเขารู้ดีว่า… ไม่ใช่แค่เงา
มีเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านสากลจากโคลอมเบียที่ถูกส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน เธอเป็นแม่มดแห่งป่าหมอก ผู้แฝงตัวอยู่ในเงาสลัว แปลงร่างเป็นคนที่เหยื่อรักและไว้ใจที่สุด กระซิบด้วยเสียงอ่อนโยน และเมื่อเหยื่อเข้าใกล้… ก็ไม่มีวันได้กลับออกมา เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงนิทานเก่าแก่ หรือเป็นคำเตือนที่ถูกมองข้าม? คำตอบมีเพียงผู้ที่เคยเดินหลงเข้าไปในหมอกเท่านั้นที่รู้ กับนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องแม่มดในสายหมอกลา ตุนดา

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องแม่มดในสายหมอกลา ตุนดา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าดิบชื้นของโคลอมเบีย หมอกสีขาวหนาทึบปกคลุมไปทั่วผืนดิน ราวกับเงื้อมมือของบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเงามืด ตำนานหนึ่งถูกเล่าขานมาหลายชั่วอายุคน เรื่องของลา ตุนดา (La Tunda) แม่มดแห่งป่าหมอก ผู้ซึ่งไม่เคยปล่อยให้เหยื่อที่ติดกับเธอได้กลับออกมา
คนเฒ่าคนแก่เล่าว่าเธอมีดวงตาสีดำสนิท รอยยิ้มเย็นชา และมือที่สามารถแปรเปลี่ยนรูปร่างได้ตามต้องการ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเธอสามารถแปลงร่างเป็นใครก็ได้ โดยเฉพาะคนที่เหยื่อรักและไว้ใจที่สุด เธอจะเรียกชื่อของพวกเขาด้วยน้ำเสียงอบอุ่น และเมื่อเหยื่อเข้าใกล้… ก็จะไม่มีวันได้กลับออกมา
เด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ยินเรื่องเล่านี้มาตลอดชีวิต แต่สำหรับเขา มันเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก
“แม่มด? ผีร้าย? นี่มันศตวรรษที่เท่าไหร่แล้ว?” เขาหัวเราะทุกครั้งที่มีใครเตือนถึงอันตรายในป่า เขาเชื่อว่าคนที่ตกเป็นเหยื่อของสิ่งเหล่านี้ คงเป็นพวกโง่เขลาที่หลงเชื่อคำพูดง่าย ๆ
คืนหนึ่ง หลังจากทะเลาะกับครอบครัวเพราะความอวดดี เขาตัดสินใจออกจากบ้าน เดินเข้าไปในป่าหมอกเพียงลำพัง ท้าทายทั้งเงามืดและคำเตือนที่เขาไม่เคยใส่ใจ
“ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สามารถล่อลวงข้าได้… ถ้าข้าไม่โง่พอจะเชื่อมัน” แต่สิ่งที่รอเขาอยู่ในป่า กลับเป็นบางสิ่งที่ไม่ต้องการให้เขาเชื่อ… แต่มันต้องการให้เขารู้
หมอกในป่าหนาแน่นกว่าทุกคืน เงาของต้นไม้บิดเบี้ยวราวกับแขนของสิ่งมีชีวิต เด็กหนุ่มเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ แต่แล้ว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากที่ไกล ๆ
“ลูกจ๋า เจ้าอยู่ไหน? แม่ไม่ได้โกรธเจ้าเลย… กลับมาหาแม่นะ” หัวใจของเขาเต้นแรง นั่นเป็นเสียงของแม่ของเขา!
“แม่?” เขาตะโกนตอบกลับไป สายหมอกขยับไหวก่อนที่เงาร่างของแม่จะปรากฏขึ้น เธอยืนอยู่ตรงนั้น สวมเสื้อผ้าที่เขาจำได้ดี ดวงตาของเธออ่อนโยนเหมือนทุกครั้งที่เธอปลอบเขาตอนเป็นเด็ก
“ลูกหิวหรือเปล่า?” เธอถามพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “มานี่สิ แม่มีของกินให้เจ้า”
เธอยื่นอาหารจานหนึ่งให้ กลิ่นของมันอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและความรัก ราวกับรสชาติของวัยเด็กที่เขาเคยโหยหา
เขารู้สึกถึงบางอย่างในอกความคิดถึง ความอ่อนแอ ความต้องการที่จะกลับไปเป็นเด็กเล็ก ๆ ที่แม่ยังคอยปกป้องอยู่
เขารับอาหารมาถือไว้ เพียงแค่คำเดียว… เพียงแค่รสชาติเดียว ก็ทำให้เขากลับไปสู่ความสุขเดิมได้
เขากัดลงไป ทันทีที่รสชาติแรกแตะลิ้น ทุกอย่างรอบตัวพลันเปลี่ยนไป
มือที่ยื่นอาหารให้เขากลายเป็นเล็บแหลมคม ใบหน้าของ “แม่” บิดเบี้ยว รอยยิ้มที่เคยอบอุ่นฉีกกว้างเกินกว่าที่มนุษย์จะมีได้ ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองเขาด้วยแววตาเยาะเย้ย
เธอไม่ใช่แม่ของเขาเธอคือลา ตุนดา
“ข้าหลอกเจ้าได้ง่ายกว่าที่คิดนะ เจ้าผู้ฉลาดนัก” เธอกระซิบข้างหูเขา “แต่ข้าก็รู้อยู่แล้ว… ว่าทุกคนมีบางสิ่งที่พวกเขาต้องการจะเชื่อ ต่อให้พวกเขาปฏิเสธมันแค่ไหนก็ตาม”
เด็กหนุ่มพยายามจะก้าวถอยหลัง แต่ร่างกายของเขาหนักอึ้งอย่างประหลาด เหมือนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น
เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเวทมนตร์ของลา ตุนดา หรือเป็นเพราะ สิ่งที่เขาเลือกจะเชื่อ… ได้กลืนกินเขาไปแล้ว

เด็กหนุ่มล้มลงกับพื้น หมอกเย็นเฉียบซึมผ่านผิวหนังของเขา ร่างกายของเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับถูกมัดด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น เขาพยายามลุกขึ้น แต่ขาของเขาไร้เรี่ยวแรง
ลา ตุนดาโน้มตัวลง ดวงตาดำสนิทของเธอสะท้อนภาพของเขา “เจ้าเคยหัวเราะเยาะคำเตือนของคนอื่นมิใช่หรือ? แล้วดูเจ้าในตอนนี้สิ…”
เขาหอบหายใจ รู้สึกถึงบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิมมันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความอ่อนแอ ทุกครั้งที่เขาพยายามคิดหาทางหนี สมองของเขากลับมืดทึบ ราวกับความคิดของเขาไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป
“เจ้าไม่ถูกล่ามด้วยโซ่ใด ๆ หรอก” ลา ตุนดาหัวเราะเบา ๆ “เจ้าถูกล่ามด้วยตัวของเจ้าเองต่างหาก”
เด็กหนุ่มรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นอาหารที่เธอให้เขากิน… มันไม่ได้ฆ่าเขา แต่มันค่อย ๆ กลืนกินจิตใจของเขา
ความแข็งแกร่งของเขาเหือดหาย ความมั่นใจของเขาสลายไป เขายังคงมีชีวิต… แต่เป็นชีวิตที่ไม่อาจหนีไปไหนได้
วันแล้ววันเล่า ลา ตุนดายังคงให้อาหารเขาอาหารต้องสาปที่ทำให้เขาอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เขาไม่ได้อดตาย เขาไม่รู้สึกหิวโหย แต่เขาไม่มีเรี่ยวแรงพอจะหลบหนี เขาติดอยู่ที่นี่ ติดอยู่ในเงาของตัวเอง
คืนหนึ่ง ขณะที่เขานั่งเงียบงัน จ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในแอ่งน้ำตื้น ๆ ที่ขังอยู่บนพื้น เขาเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ร่างของเขาซูบผอม ดวงตาหม่นหมอง ไม่มีแววอวดดีอีกต่อไป ไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะต่อคำเตือนของใครอีก
ลา ตุนดายืนอยู่ด้านหลังเขา ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกระซิบเบา ๆ “เจ้าเข้าใจหรือยัง? ไม่ใช่ข้าที่ล่อลวงเจ้า… เจ้าล่อลวงตัวเองมาตั้งแต่แรกแล้ว”
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอียงคอ หัวเราะแผ่ว ๆ
“อย่าได้หลงกลคำพูดของผู้ที่ดูเหมือนจะเป็นที่รักของเจ้า เพราะบางที… อาจเป็นลา ตุนดาในคราบของพวกเขาเอง” เขาหวนนึกถึงคำพูดของคนเฒ่าคนแก่ที่เคยพูดไว้
เขาเงยหน้าขึ้น ท้องฟ้ายังคงปกคลุมด้วยหมอกหนา ไม่มีทางออก มีเพียงเขา และเงาของเขาเองที่จ้องกลับมา
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา… ไม่มีใครพบเขาอีกเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… บางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องถูกใครหลอก… เพราะเราเลือกที่จะหลอกตัวเองมาตั้งแต่แรกแล้ว
ความเย่อหยิ่งและความมั่นใจที่มากเกินไป อาจกลายเป็นบ่วงที่รัดตัวเราเอง เด็กหนุ่มในเรื่องเชื่อว่าเขาฉลาดเกินกว่าจะตกเป็นเหยื่อของสิ่งใด แต่ในที่สุด สิ่งที่ล่อลวงเขาไม่ใช่เวทมนตร์ของลา ตุนดา แต่เป็นความเชื่อผิด ๆ ของเขาเอง
ความอ่อนแอที่แท้จริง ไม่ใช่ร่างกาย แต่คือจิตใจ ลา ตุนดาไม่ได้ฆ่าเหยื่อของเธอ แต่ทำให้พวกเขาอ่อนแอจนหมดสิ้น ความมั่นใจของเด็กหนุ่มพังทลาย ไม่ใช่เพราะปีศาจลึกลับ แต่เพราะเขายอมปล่อยให้ตัวเองติดอยู่ในกับดักที่ตัวเองมองข้าม
สุดท้ายแล้ว กับดักที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่ศัตรูสร้างขึ้น… แต่เป็นสิ่งที่เราหลอกตัวเองให้เชื่อว่ามันไม่มีวันเกิดขึ้นกับเรา
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องแม่มดในสายหมอกลา ตุนดา (อังกฤษ: La Tunda) แม่มดแห่งป่าหมอกในโคลอมเบีย ตำนานนี้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวแอฟโฟร-โคลอมเบีย โดยเล่าขานถึงหญิงลึกลับผู้มีพลังในการแปลงร่างเป็นคนที่เหยื่อรักและไว้ใจที่สุด เธอใช้คำพูดปลอบประโลมและอาหารต้องสาปทำให้เหยื่ออ่อนแอลง ไม่สามารถต่อต้านหรือตัดสินใจได้อย่างมีสติ พวกเขาจะถูกกักขังอยู่ในป่าลึก ไม่ใช่ด้วยพันธนาการทางกาย แต่ด้วยพันธนาการทางใจที่ค่อย ๆ กลืนกินตัวตนของพวกเขาไป
ลา ตุนดาไม่ใช่เพียงตำนานเพื่อความบันเทิง แต่เป็นคำเตือนแก่ผู้คนในอดีต เด็ก ๆ ถูกสอนให้ระวังเสียงเรียกจากป่า ไม่เดินลึกเข้าไปเพียงลำพัง และอย่าไว้ใจใครง่าย ๆ แม้ว่าพวกเขาจะดูเหมือนเป็นคนที่เรารักที่สุดก็ตาม เรื่องเล่าของเธอสะท้อนถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของป่า และอันตรายที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์เอง
แม้ในปัจจุบัน ตำนานลา ตุนดายังคงมีอิทธิพล ไม่ใช่แค่เพราะความลึกลับของเธอ แต่เพราะเธอเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรามองข้ามภัยที่มาในรูปแบบของความคุ้นเคย คำพูดที่ฟังดูอบอุ่น และความรู้สึกปลอดภัยที่อาจเป็นกับดัก
“บางครั้ง สิ่งที่ล่อลวงเราได้มากที่สุด… คือสิ่งที่เราอยากเชื่อเอง”