ปกนิทานกริมม์เรื่องโนอิสต์และลูกชายทั้งสามของเขา

นิทานกริมม์เรื่องโนอิสต์และลูกชายทั้งสามของเขา

ในโลกที่ตรรกะและเหตุผลถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลัง ความเป็นจริงอาจถูกบิดเบือนจนกลายเป็นความมหัศจรรย์ที่ชวนหัวเราะและน่าพิศวงไปพร้อมๆ กัน

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงการผจญภัยสุดเพี้ยนของครอบครัวนอยสต์และลูกชายสามคนผู้มีคุณลักษณะย้อนแย้งเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ กับการเดินทางข้ามทะเลสาบสู่โบสถ์ลับในป่าลึกที่ทุกสิ่งกลับตาลปัตรไปเสียหมด กับนิทานกริมม์เรื่องโนอิสต์และลูกชายทั้งสามของเขา

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องโนอิสต์และลูกชายทั้งสามของเขา

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องโนอิสต์และลูกชายทั้งสามของเขา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ที่ทอดตัวอยู่ระหว่างเมืองแวร์เรลและเมืองซอยส์ เป็นที่ตั้งของบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งของชายที่ชื่อว่า “โนอิสต์” ชายผู้นี้มีชีวิตที่เงียบสงบ แต่ความไม่ธรรมดากลับตกไปอยู่ที่ลูกชายทั้งสามคนของเขา ผู้ซึ่งมีคุณลักษณะที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต ทว่ากลับมีความสามารถที่ขัดกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

ลูกชายคนโตนั้นเป็นคน “ตาบอด” โลกของเขามืดมิดมองไม่เห็นแม้แต่แสงตะวัน
ลูกชายคนกลางเป็นคน “ขาพิการ” เดินเหินไม่สะดวกต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการขยับตัว
และลูกชายคนเล็กนั้นเป็นคน “เปลือยกายล่อนจ้อน” เขาไม่มีเสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียวที่จะปกปิดร่างกาย ไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บหรือร้อนระอุเพียงใดก็ตาม

แม้สภาพของพวกเขาจะดูน่าเวทนาในสายตาคนทั่วไป แต่ในโลกของโนอิสต์นั้น พวกเขาทั้งสามกลับใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างกลมกลืนและพร้อมที่จะออกไปเผชิญโลกกว้างเพื่อพิสูจน์ว่า สิ่งที่ตาเห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่จิตใจสัมผัสได้เสมอไป

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องโนอิสต์และลูกชายทั้งสามของเขา 2

วันหนึ่ง สามพี่น้องตัดสินใจพากันออกไปยังทุ่งหญ้ากว้างเพื่อเสาะหาอาหาร ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่อง ทันใดนั้นเองมีกระต่ายป่าหูยาวตัวหนึ่งวิ่งกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ด้วยความรวดเร็ว หากเป็นคนธรรมดาคงยากที่จะจับมันได้ทัน ทว่าเหตุการณ์ถัดมากลับเป็นเรื่องที่ใครได้ฟังก็ต้องขยี้ตาด้วยความเหลือเชื่อ

พี่คนโตที่ “ตาบอด” กลับเป็นคนแรกที่รับรู้ถึงการเคลื่อนไหว เขาหยิบปืนคาบศิลาขึ้นมาเล็งไปยังทิศทางที่ว่างเปล่าสำหรับสายตาคนอื่น แต่เขากลับลั่นไกออกไปเพียงนัดเดียว กระสุนนั้นพุ่งตรงเข้าเป้าอย่างแม่นยำจนกระต่ายตัวนั้นล้มลง

ทันทีที่กระต่ายล้ม พี่ชายคนรอง “ขาพิการ” ที่ใคร ๆ คิดว่าเดินแทบไม่ได้ กลับออกตัววิ่งกวดไปบนทุ่งหญ้าด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ เขาเข้าถึงตัวกระต่ายก่อนที่มันจะทันได้ขยับตัวหนีไปไหน

และที่น่าตลกขบขันที่สุดคือ เมื่อชายผู้ “เปลือยกายล่อนจ้อน” เดินตามมาถึง เขาไม่มีเสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่มีเข็มขัด หรือแม้แต่ผ้าคาดเอว แต่เขากลับหยิบกระต่ายตัวอ้วนพีตัวนั้น “ใส่เข้าไปในกระเป๋าเสื้อ” ของเขาได้อย่างง่ายดายและเดินหน้าต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไม่มีคำตอบว่า เขามีกระเป๋าเสื้อได้อย่างไรในเมื่อเขาไม่มีเสื้อสวมใส่แม้แต่เส้นด้ายเดียว!

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องโนอิสต์และลูกชายทั้งสามของเขา 3

หลังจากที่ได้กระต่ายมาไว้ในกระเป๋า (ที่ไม่มีอยู่จริง) แล้ว สามพี่น้องก็ออกเดินทางต่อจนมาถึงริมฝั่งทะเลสาบขนาดมหึมาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ที่นั่นมีเรือจอดสงบนิ่งอยู่สามลำเพื่อให้ผู้มาเยือนเลือกใช้

ลำแรกเป็นเรือที่ดูมั่นคงแข็งแรงและกำลังกางใบเรือเตรียม “แล่น” ไปตามลม ลำที่สองเป็นเรือเก่าคร่ำครึที่กำลังค่อย ๆ “จม” ลงสู่ก้นทะเลสาบ ส่วนลำที่สามนั้นประหลาดที่สุด เพราะมันคือเรือที่ “ไม่มีพื้นเรือ” หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีแต่กรอบไม้แต่ไร้ก้นนั่นเอง

ด้วยตรรกะที่คนธรรมดาไม่อาจเข้าใจ สามพี่น้องเมินเฉยต่อเรือที่สมบูรณ์แบบ และไม่สนใจเรือที่กำลังจม แต่กลับพร้อมใจกันก้าวลงไปใน “เรือที่ไม่มีพื้น” ทั้งสามยืนอยู่บนความว่างเปล่าภายในกรอบเรือ ทว่าเมื่อเริ่มออกเดินทาง

รือลำนี้กลับพาพวกเขาข้ามน้ำข้ามทะเลสาบอันลึกซึ้งไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ เท้าของพวกเขาไม่จมลงดิน และเสื้อผ้า (ของคนที่ไม่มีเสื้อผ้า) ก็ไม่เปียกน้ำแม้แต่หยดเดียว จนกระทั่งพาพวกเขาไปถึงอีกฟากฝั่งที่มีป่าทึบรออยู่

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องโนอิสต์และลูกชายทั้งสามของเขา 4

เมื่อข้ามน้ำมาได้ ทั้งสามก็เดินเข้าไปในป่าที่ใหญ่โตมโหฬารจนต้นไม้แต่ละต้นดูเหมือนจะค้ำยันแผ่นฟ้าไว้ พวกเขาเดินไปจนพบต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งที่โคนต้นถูกเจาะเป็นช่องขนาดใหญ่ ภายในนั้นถูกจัดแต่งเป็น “โบสถ์จำลอง” ที่ดูขรึมขลังแต่ก็น่าประหลาดใจ

ภายในโบสถ์ไม้แห่งนี้ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่เลย มีเพียงหุ่นจำลองที่ทำจากไม้สองร่าง ร่างแรกคือ “สัปเหร่อ” ที่ถูกแกะสลักขึ้นจากไม้บีช

และอีกร่างหนึ่งคือ “บาทหลวง” ที่ทำจากไม้บ็อกซ์ ทั้งสองยืนนิ่งเหมือนมีชีวิต

ทว่าสิ่งที่ทำให้สามพี่น้องต้องตกใจคือวิธีการอำนวยพรของที่นี่

แทนที่จะประพรมน้ำมนต์ด้วยกิ่งไม้หรือช่อดอกไม้ บาทหลวงไม้บ็อกซ์กลับใช้ “กระบอง” อันเขื่องในการพรมน้ำมนต์! ใครก็ตามที่เดินเข้าไปขอพรจะถูกหวดด้วยกระบองอย่างแรงจนต้องร้องโอยระงม จนเกิดเป็นคำกล่าวตลกขบขันที่ตกทอดกันมาว่า

“ช่างมีความสุขเหลือเกินสำหรับผู้ที่รอดพ้น และสามารถวิ่งหนีออกมาจากน้ำมนต์ (กระบอง) นั้นได้!”

ทั้งสามพี่น้องจึงรีบโกยอ้าวออกมาจากโบสถ์ไม้ต้นนั้น พร้อมกับกระต่ายในกระเป๋าและความทรงจำเกี่ยวกับการเดินทางที่ไม่มีความสมเหตุสมผลเลยแม้แต่นิดเดียว

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องโนอิสต์และลูกชายทั้งสามของเขา 5

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความจริงหรือความเป็นไปได้ในโลกนี้อาจไม่สำคัญเท่ากับ “มุมมอง” และ “อารมณ์ขัน” เพราะในบางครั้งเราก็ต้องรู้จักปล่อยวางตรรกะที่เคร่งเครียดเพื่อเปิดรับความแปลกประหลาดที่เข้ามาในชีวิต

การที่คนเรามีข้อบกพร่องที่แตกต่างกันนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องพ่ายแพ้เสมอไป หากเราอยู่ในโลกที่เปิดกว้างและไร้ซึ่งอคติ สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ก็อาจกลายเป็นความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ได้ และท้ายที่สุด เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าความสุขที่แท้จริงอาจไม่ใช่การได้รับการปรนนิบัติอย่างสะดวกสบาย แต่คือการรู้จักเอาตัวรอดจากอุปสรรคที่บ้าบอคอแตกด้วยจิตใจที่ร่าเริง

อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องโนอิสต์และลูกชายทั้งสามของเขา (อังกฤษ: Knoist and His Three Sons) นิทานลำดับที่ 138 KHM นี้จัดอยู่ในกลุ่มนิทานประเภท “เรื่องโกหกที่เหลือเชื่อ” (Tall Tales) ซึ่งเป็นประเพณีการเล่าเรื่องที่เน้นความขบขันจากการนำเสนอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และความย้อนแย้งสุดขั้ว โดยพี่น้องตระกูลกริมม์ได้รับฟังเรื่องนี้มาจากตระกูลฟอน ฮักซ์เทาเซิน (von Haxthausen)

ในทางคติชนวิทยา นิทานเรื่องนี้ถือเป็นการรวบรวมเหตุการณ์ที่ขัดแย้งกับหลักเหตุผลและตรรกะของโลกความจริง (Paradox) เช่น คนตาบอดที่ยิงปืนแม่น หรือเรือไม่มีก้นแต่ไม่จม ซึ่งเป็นการใช้ศิลปะการเล่าเรื่องเพื่อสร้างความบันเทิงและฝึกทักษะการจินตนาการของผู้ฟัง โดยดัดแปลงมาจากโครงสร้างของบทเพลงหรือบทร้องพื้นบ้านเก่าแก่ที่นิยมใช้ในการละเล่นหรือการประลองไหวพริบในอดีต

นอกจากความสนุกสนานแล้ว เรื่องนี้ยังแฝงไปด้วยการล้อเลียนความเชื่อทางศาสนาและระเบียบสังคมในยุคนั้น โดยเฉพาะฉากโบสถ์ในต้นไม้และบาทหลวงไม้ที่ประพรมน้ำมนต์ด้วยไม้ตะพด ซึ่งเป็นการเสียดสีความคร่ำครึและพิธีกรรมที่ขาดชีวิตชีวาผ่านอารมณ์ขันแบบตลกร้าย ทำให้มันเป็นนิทานที่มีเสน่ห์และเป็นที่จดจำในฐานะวรรณกรรมที่เชิดชูความไร้สาระอย่างมีชั้นเชิงครับ

คติธรรม: “ในโลกแห่งความเหนือจริง ความเป็นไปไม่ได้ไม่ใช่ขีดจำกัด แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสำเร็จสำหรับผู้ที่กล้าจะก้าวเดินไปในแบบของตัวเอง”