ในอดีตที่ผ่านมามีเรื่องเล่าตำนานนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือ(ล้านนา)ของเจ้าหลวงคำแดง ผู้เป็นกษัตริย์องค์แรกของเมืองล้านนา เขาเกิดในยุคที่โลกยังเต็มไปด้วยความลึกลับ และการผจญภัยที่ไม่มีใครคาดคิด ท่ามกลางเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอดีตชาติและการสร้างเมืองที่รุ่งเรือง มีสิ่งที่ซ่อนอยู่มากมายที่รอให้ผู้คนได้ค้นพบ
เส้นทางชีวิตของเจ้าหลวงคำแดงเต็มไปด้วยการพบพานและการเลือกทางที่ไม่เหมือนใคร จากการเริ่มต้นที่ไม่น่าจะเชื่อมโยงถึงกัน กลายเป็นการเดินทางที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของเมืองล้านนา… กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องเจ้าหลวงคำแดง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องเจ้าหลวงคำแดง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคสมัยประวัติศาสตร์ เมื่อแผ่นดินยังเต็มไปด้วยความลึกลับและปริศนา ณ ดินแดนอันไกลโพ้น มีพระยาหมูตนหนึ่งนามว่า อุตรจุนทะ เดิมทีเขาเคยเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจเมตตา รักความยุติธรรม แต่เพราะความผิดพลาดในอดีตชาติ เขาจึงถูกสาปให้เกิดเป็นหมูเพื่อชดใช้กรรม
แม้มีรูปลักษณ์เป็นสัตว์ แต่อุตรจุนทะกลับมีปัญญาเฉียบแหลมกว่าสัตว์ทั้งหลาย เขาอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ คอยช่วยเหลือผู้หลงทางและปกป้องสัตว์ที่อ่อนแอจากอันตราย ความดีของเขาเป็นที่เลื่องลือไปถึงพระวิสสุกรรม เทพผู้เป็นใหญ่ในการสร้างสรรพสิ่ง
ด้วยความเมตตา พระวิสสุกรรมประสงค์จะปลดปล่อย อุตรจุนทะ จากคำสาป จึงประกาศในทิพย์วิมานว่า
“เมื่อกรรมเก่าของเจ้าเบาบาง เจ้าจะได้ถือกำเนิดใหม่ในร่างมนุษย์ บำเพ็ญบารมีเพื่อสร้างแว่นแคว้นอันยิ่งใหญ่ และจะเป็นผู้ค้ำจุนแผ่นดินสืบไป”
เมื่อวาระมาถึงอุตรจุนทะ ก็สิ้นชีวิตในร่างหมูและถือกำเนิดใหม่เป็นมนุษย์ ในดินแดนที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและศึกสงคราม
ณ นครโจร ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของลุ่มแม่น้ำปิง พระยาโจรณีผู้ปกครองนครเป็นกษัตริย์ผู้เก่งกาจแต่โหดเหี้ยม เขามีพระโอรสเพียงองค์เดียว คือสุวัณณะคำแดงผู้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางปรากฏการณ์ประหลาด
คืนที่ สุวัณณะคำแดง ลืมตาดูโลก ท้องฟ้าถูกฉาบด้วยแสงสีแดงเรืองรอง ผู้คนต่างโจษจันกันว่าทารกน้อยผู้นี้มิใช่เด็กธรรมดา เพราะผิวกายของพระองค์เปล่งประกายดังทองคำตั้งแต่แรกเกิด
ในท้องพระโรงของนครโจริ พระยาโจรณีทอดพระเนตรโอรสด้วยความพอพระทัย แต่ยังมีความหวาดหวั่นในพระทัย เพราะคำทำนายของโหรหลวงกล่าวไว้ว่า “เด็กผู้นี้จักมีบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่ หากปล่อยให้เติบโตไป จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของนคร”
พระองค์ทรงลังเลระหว่างความรักที่มีต่อโอรสกับความหวาดกลัวต่อคำทำนาย แต่สุดท้ายความรักในสายเลือดก็มีอำนาจเหนือความหวาดหวั่น พระองค์จึงทรงเลี้ยงดูสุวัณณะคำแดง ด้วยความรักใคร่
หลายปีผ่านไป สุวัณณะคำแดงเจริญวัยเป็นชายหนุ่มผู้เฉลียวฉลาดและกล้าหาญ พระองค์เป็นที่รักของประชาชน แต่ความสามารถของพระองค์กลับปลุกความริษยาในหมู่เสนาอำมาตย์ พวกเขาเริ่มวางแผนกำจัดพระองค์ เพื่อรักษาอำนาจของตน
ในช่วงเวลานั้นเอง พระวิสสุกรรมซึ่งเฝ้าดูความเป็นไปของโลกมนุษย์ ได้ตระหนักว่าชะตาของล้านนากำลังจะเปลี่ยนแปลง พระองค์จึงเนรมิตกายเป็น กวางทองเพื่อทดสอบ สุวัณณะคำแดงและนำพาให้พระองค์ไปสู่พรหมลิขิตที่แท้จริง
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่พระอาทิตย์ทอแสงอ่อนโยนเหนือขุนเขา สุวัณณะคำแดง เสด็จออกประพาสป่าเพื่อล่าสัตว์ พระองค์ทรงประทับอยู่บนหลังม้า บรรดาทหารติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สายพระเนตรกลับจับจ้องบางสิ่งที่ไม่ธรรมดา
กลางลานหญ้า ปรากฏกวางทองตัวหนึ่ง มีเขาสีมรกต เรือนร่างเปล่งประกายราวกับทองคำบริสุทธิ์ มันยืนนิ่ง ท้าทายสายตาผู้ล่า
“สัตว์ประหลาดอะไรเช่นนี้” สุวัณณะคำแดงตรัสด้วยความประหลาดพระทัย ก่อนจะเร่งม้าติดตาม
กวางทองกระโจนไปข้างหน้า นำพระองค์ลึกเข้าไปในป่าทึบ เสียงนกป่าร้องระงม แต่พระองค์กลับไม่หวาดหวั่น ติดตามไปจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
ณ ดอยอ่างสรง ตรงหน้าของสุวัณณะคำแดงปรากฏสระน้ำใสราวกับกระจก ล้อมรอบด้วยดอกบัวหลากสี แต่สิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องหยุดชะงักหาใช่ความงามของธรรมชาติไม่ แต่เป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง
เธอมีเรือนผมดำขลับยาวจรดเอว ผิวขาวดุจงาช้าง ดวงตากลมโตส่องประกายลึกลับ นางยืนอยู่ริมน้ำ พลางจ้องมองพระองค์ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“เจ้าคือผู้ใดกัน?” พระองค์ตรัสถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย
หญิงสาวยิ้มก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ข้าคือ อินเหลา ธิดาแห่งเทพีผู้พิทักษ์ดอยอ่างสรง ที่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดไร้คุณธรรมย่อมไม่อาจล่วงล้ำเข้ามา”
สุวัณณะคำแดงทรงรู้สึกประหลาดใจ แต่มิได้หวาดกลัว พระองค์ก้าวเข้าไปใกล้ พลางตรัสอย่างหนักแน่น “ข้าเพียงติดตามกวางทองตัวหนึ่ง มันนำข้ามาที่นี่”
อินเหลา หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “กวางทองนั้นหาใช่สัตว์ธรรมดาไม่ มันเป็นเครื่องทดสอบจากสวรรค์ หากเจ้าผ่านการทดสอบ ข้าจะช่วยนำพาเจ้าไปสู่ชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่”
หลังจากนั้นสุวัณณะคำแดง ต้องเผชิญบททดสอบสามประการจากอินเหลา ได้แก่ ความกล้าหาญ ความเมตตา และปัญญา พระองค์ผ่านทุกข้อด้วยความเฉลียวฉลาดและหัวใจที่มั่นคง
เมื่อบททดสอบจบลง อินเหลายอมรับพระองค์เป็นคู่ครอง และมอบของวิเศษให้ ได้แก่ ผ้าคำอาภรณ์ ซึ่งป้องกันอันตราย และแหวนทองทิพย์ ที่จะช่วยชี้ทางในยามมืดมน
จากดอยอ่างสรง สู่การสร้างอาณาจักร ในเวลาเดียวกัน เหล่าเสนาอำมาตย์ของพระยาโจรณี พบสระบัวศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีนิมิตว่าเป็นสถานที่เหมาะแก่การตั้งนคร สุวัณณะคำแดงจึงทรงรวบรวมผู้คน สถาปนา เมืองล้านนา อันรุ่งเรือง ณ ลุ่มน้ำปิง และเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น กษัตริย์องค์แรกแห่งล้านนา อย่างยิ่งใหญ่

หลังจากสุวัณณะคำแดงสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของเมืองล้านนา บ้านเมืองก็รุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว พระองค์ทรงสร้างพระราชวังอันวิจิตรและขยายดินแดนไปจนสุดเขตลุ่มแม่น้ำปิง ภายใต้การปกครองของพระองค์ ประชาชนอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ความยุติธรรมแผ่ขยายไปทั่วแผ่นดิน
ด้วยพระปรีชาสามารถและบารมีอันยิ่งใหญ่ สุวัณณะคำแดงได้รับ “ดาบฟ้าฟื้น” อาวุธวิเศษจากพระวิสสุกรรม เป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจปราบศัตรูและคุ้มครองผู้ครอบครองไม่ให้พ่ายแพ้ในสนามรบ
แต่เมื่ออำนาจเพิ่มมากขึ้น ความริษยาก็ตามมา บรรดาขุนนางบางกลุ่มเริ่มไม่พอใจต่ออำนาจของสุวัณณะคำแดง พวกเขากลัวว่าความเข้มแข็งของพระองค์จะทำให้ตนเองไร้ซึ่งอำนาจ จึงสมคบคิดกันลับ ๆ เพื่อโค่นบัลลังก์
ในเวลาเดียวกัน ข่าวลือเรื่องความมั่งคั่งของล้านนาได้ล่วงรู้ถึงหูของอาณาจักรทางใต้ กษัตริย์ศัตรูผู้ละโมบจึงรวบรวมกองทัพหมายจะยึดครองแผ่นดินล้านนา
ภายในท้องพระโรงแห่งล้านนา ทหารผู้สื่อสารคุกเข่าต่อหน้าสุวัณณะคำแดง น้ำเสียงตื่นตระหนก
“ข้าแต่พระองค์ กองทัพศัตรูจากแดนใต้ได้เคลื่อนพลมาถึงชายแดน พวกมันเผาหมู่บ้านและจับชาวบ้านเป็นเชลย ขอพระองค์ทรงบัญชาเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
สุวัณณะคำแดงทรงฟังข่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พระองค์กวาดสายตาไปยังเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก่อนตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ล้านนาเป็นแผ่นดินของเรา หากศัตรูคิดล่วงล้ำ เราจะตอบโต้ด้วยดาบในมือ”
พระองค์เสด็จลุกขึ้นจากพระเก้าอี้ หยิบดาบฟ้าฟื้นที่วางอยู่ข้างพระวรกาย แววตาฉายประกายเด็ดเดี่ยว “เราจะนำทัพด้วยตนเอง!”
กลางสมรภูมิรบ กองทัพล้านนาเคลื่อนพลเผชิญหน้าศัตรู การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด สุวัณณะคำแดงทรงถือดาบฟ้าฟื้น นำทหารบุกทะลวงแนวรบศัตรูด้วยความกล้าหาญ
เมื่อใดที่ดาบวิเศษฟาดลง ร่างของศัตรูแตกกระจายเป็นเถ้าธุลี พลังของดาบทำให้ข้าศึกหวาดกลัวและล่าถอยไปในที่สุด
แต่ภายในราชสำนัก ขุนนางผู้ทรยศยังคงวางแผนร้าย พวกเขาปล่อยข่าวลือว่าสุวัณณะคำแดงใช้มนต์ดำเพื่อรักษาอำนาจ ทำให้ความจงรักภักดีของบางคนเริ่มสั่นคลอน
หลังสงครามสิ้นสุดลง พระองค์กลับมายังพระราชวัง แต่กลับพบว่ามีคนบางกลุ่มหวาดกลัวบารมีของพระองค์และพยายามแย่งชิงอำนาจอย่างลับ ๆ
ภายในพระตำหนักส่วนพระองค์ นางอินเหลาเห็นความอ่อนล้าบนใบหน้าของพระสวามี จึงตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พระองค์จะทรงอดทนไปอีกนานเพียงใด เสนาอำมาตย์บางพวกคิดคด หากวันหนึ่งพวกมันลอบทำร้าย พระองค์จะทรงรับมือไหวหรือ?”
สุวัณณะคำแดงทรงถอนพระทัย ก่อนตรัสตอบ “เราปกครองด้วยความยุติธรรม แต่คนโลภย่อมไม่เคยพอใจ บางที… อาจถึงเวลาแล้วที่เราจะวางมือ”
เมื่อสงครามสงบ บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุข แต่พระองค์เริ่มตระหนักว่าความวุ่นวายจะไม่จบสิ้นหากพระองค์ยังอยู่บนบัลลังก์
วันหนึ่ง สุวัณณะคำแดงจึงตรัสต่อเสนาอำมาตย์ทั้งปวง “ถึงเวลาแล้วที่เราจะมอบบัลลังก์นี้ให้ผู้สืบทอด เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป”
พระองค์ทรงแต่งตั้งโอรสให้ขึ้นครองราชย์แทน จากนั้นเสด็จขึ้นไปยังถ้ำเชียงดาวพร้อมกับนางอินเหลา เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายและปฏิบัติธรรม
ภายในถ้ำเชียงดาว ภายในถ้ำลึก สุวัณณะคำแดงและนางอินเหลาใช้ชีวิตอย่างสงบ พวกเขาปฏิบัติธรรมจนบรรลุฌานขั้นสูง
ชาวล้านนาเชื่อกันว่าพระองค์มิได้สิ้นพระชนม์ แต่ทรงแปรเปลี่ยนเป็นอารักษ์ผู้พิทักษ์แผ่นดิน ประทับอยู่ภายในถ้ำเชียงดาว คอยปกป้องเมืองล้านนาให้พ้นจากภัยพิบัติ
จนถึงปัจจุบัน ชาวล้านนายังคงบูชาเจ้าหลวงคำแดงในฐานะอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้มีอำนาจเหนืออารักษ์ทั้งปวง เชื่อกันว่าพระองค์ยังคงเฝ้าดูแลแผ่นดินล้านนา และจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหากบ้านเมืองตกอยู่ในอันตราย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… อำนาจและบารมีที่แท้จริงมิได้มาจากกำเนิดหรือความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาพร้อมกับสติปัญญา ความเมตตา และความเสียสละ สุวัณณะคำแดงแม้จะมีวาสนาและพลังอำนาจ แต่พระองค์ก็มิได้ใช้มันเพื่อครอบครองหรือข่มเหงผู้ใด กลับใช้ปกป้องบ้านเมืองและนำพาความสงบสุขมาให้ เมื่อถึงเวลาที่สมควร พระองค์เลือกสละทุกสิ่ง ไม่ยึดติดกับอำนาจหรือบัลลังก์ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงคือผู้ที่รู้ว่าเมื่อใดควรยึดถือ และเมื่อใดควรวางมือ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องเจ้าหลวงคำแดง ตำนานเจ้าหลวงคำแดงเป็นเรื่องเล่าขานที่มีความสำคัญและแพร่หลายในหลายกลุ่มชาติพันธุ์แถบภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ชาวไทยวน ไทลื้อ ไทใหญ่ ไทน้อย และไทอาหม ตำนานนี้มีการเล่าต่อกันมาอย่างยาวนาน ทั้งในรูปแบบนิทานพื้นบ้าน เอกสารโบราณ และการประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องผีเมืองหรืออารักษ์ผู้คุ้มครองแผ่นดิน ในแต่ละท้องถิ่นมีการเรียกขานเจ้าหลวงคำแดงแตกต่างกันไป
เรื่องราวของเจ้าหลวงคำแดงปรากฏในตำนานเก่าแก่หลายฉบับ เช่น ตำนานโบราณนิทานปถมเหตุการตั้งเชียงใหม่ กล่าวถึงความเกี่ยวข้องของเจ้าหลวงคำแดงกับการสร้างเมืองเชียงใหม่ ตำนานเชียงใหม่ปางเดิม เล่าถึงบทบาทของพระองค์ในฐานะกษัตริย์ผู้ปกป้องแผ่นดิน และตำนานสุวรรณคำแดง หรือ ตำนานเสาอินทขีล ซึ่งเชื่อมโยงเจ้าหลวงคำแดงกับพิธีกรรมบูชาเสาหลักเมือง
ตำนานนี้มีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมและความเชื่อของชาวล้านนา โดยเฉพาะการสักการะเจ้าหลวงคำแดงในฐานะอารักษ์เมือง ผู้คุ้มครองแผ่นดินและประชาชนให้พ้นจากภัยอันตราย พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหลวงคำแดง เช่น พิธีบวงสรวงเจ้าหลวงคำแดงประจำปีของชาวไทยวนในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดพะเยา พิธีเลี้ยงผีเจ้าหลวงคำแดงของชาวไทลื้อในจังหวัดพะเยา จังหวัดน่าน และจังหวัดเชียงราย และพิธีเลี้ยงผีเมืองของชาวไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
อำเภอเชียงดาว โดยเฉพาะดอยหลวงเชียงดาว ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความเกี่ยวข้องกับตำนานเจ้าหลวงคำแดงอย่างลึกซึ้ง ในอำเภอเชียงดาวมีศาลเจ้าหลวงคำแดงตั้งอยู่ถึงสี่แห่ง โดยมีการจัดพิธีบวงสรวงและเลี้ยงผีเพื่อสักการะท่านในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี ชาวบ้านเชื่อว่าเจ้าหลวงคำแดงประทับอยู่ในถ้ำเชียงดาว คอยคุ้มครองบ้านเมืองและจะปรากฏตัวเมื่อแผ่นดินตกอยู่ในภัยพิบัติ
ตำนานนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องเจ้าหลวงคำแดงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่า แต่ยังสะท้อนความศรัทธาและวิถีชีวิตของชาวล้านนาที่ผูกพันกับธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
“การสละสิ่งที่มีเพื่อค้นหาความหมายที่แท้จริงในชีวิต และการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมสำคัญกว่าความรุ่งโรจน์ส่วนตัว”