นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ

ปกนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ

ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องต้องป่าไผ่ มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากแดนปลาดิบ โดยเรื่องราวของหญิงสาวผู้ลึกลับถูกเล่าขานผ่านกาลเวลา เธอปรากฏขึ้นมาราวกับพรจากสวรรค์ งดงามเกินกว่าผู้ใดจะเทียบเคียง แต่ก็มาพร้อมความเร้นลับที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจ

ผู้คนต่างหลงใหลและปรารถนาไขว่คว้าตัวเธอไว้ แต่ไม่ว่าอำนาจจะยิ่งใหญ่เพียงใด หรือความรักจะลึกซึ้งเพียงไหน เธอกลับยิ่งเหมือนเงาที่ไม่มีวันถูกกักขัง ท่ามกลางความงามที่ไม่มีผู้ใดอาจครอบครอง เส้นทางของเธอถูกลิขิตไว้แล้ว แม้จะไม่มีใครรู้ว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นไร กับนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ

กาลครั้งนานมาแล้ว ค่ำคืนหนึ่งใต้แสงจันทร์ในโอกินะ ชายชราผู้หาเลี้ยงชีพด้วยการตัดไผ่ เดินลึกเข้าไปในป่าดังเช่นทุกวัน แต่ในคืนนั้นมีบางสิ่งที่แตกต่างออกไป ท่ามกลางเงาไม้สูงใหญ่ ต้นไผ่ต้นหนึ่งเปล่งประกายเรืองแสงประหลาด

“แปลกจริง… ข้าไม่เคยเห็นต้นไผ่เรืองแสงมาก่อน” โอกินะพึมพำ พลางเอื้อมมือไปสัมผัส

เมื่อเขาตัดมันออกภายในปล้องไผ่มีเด็กหญิงตัวเล็กจิ๋ว นอนอยู่ เธอมีร่างกายเปล่งประกายราวกับแสงจันทร์ ดวงตากลมโตไร้เดียงสา มองขึ้นมาที่เขาอย่างสงบนิ่ง ไม่มีเสียงร้องไห้ ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความเงียบอันน่าอัศจรรย์

“เด็กคนนี้… หรือว่าเป็นของขวัญจากสวรรค์?” โอกินะประคองเด็กหญิงขึ้นมา และในวินาทีนั้นเอง หัวใจของชายชราที่เคยเงียบเหงาก็ถูกเติมเต็ม

เขารีบพาเธอกลับไปยังบ้านไม้เก่าท่ามกลางป่าไผ่ ภรรยาของเขาซึ่งเป็นหญิงชราผู้ไม่มีลูก ต่างก็ปลื้มปีติและรับเลี้ยงเธอราวกับเป็นบุตรแท้ ๆ

“ลูกน้อย เจ้าคือพรจากสวรรค์ของพวกเรา ข้าจะตั้งชื่อเจ้า… ‘คางุยะ’

หลังจากวันนั้น ทุกครั้งที่โอกินะออกไปตัดไผ่ เขาพบก้อนทองคำและอัญมณีซ่อนอยู่ในลำต้น ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นช่วยให้เขาสามารถเลี้ยงดูคางุยะอย่างสมเกียรติ จากชายชราผู้ยากจน เขากลายเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวย

เวลาผ่านไป เด็กหญิงตัวน้อยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเร็วจนผิดธรรมชาติ ภายในเวลาเพียงไม่นาน เธอก็กลายเป็นหญิงสาวที่งดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้

เมื่อคางุยะฮิเมะเติบโตขึ้น ความงามของเธอก็เป็นที่โจษจันไปทั่วแผ่นดิน ว่ากันว่าเมื่อเธอเดินผ่าน ดอกไม้ก็เบ่งบานตามเส้นทางของเธอ แสงของเธอทำให้แม้แต่พระจันทร์ยังดูหม่นแสงลง

“นางงามล้ำยิ่งกว่าผู้ใดในโลก…”

“ลูกสาวของข้า สมควรได้ครองชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” โอกินะเอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

ข่าวของเธอแพร่กระจายไปยังเมืองหลวง ดึงดูดเหล่าขุนนางและนักรบผู้สูงศักดิ์ให้เดินทางมาเพื่อขอแต่งงาน แต่เมื่อใครก็ตามมาขอพบคางุยะฮิเมะกลับไม่ยอมออกมา เธอหลบซ่อนตัวจากสายตาของผู้คน ราวกับว่าเธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้

“ข้าไม่ต้องการเป็นของผู้ใด” คางุยะฮิเมะกระซิบกับตัวเอง ขณะมองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ 2

ในที่สุด ขุนนางผู้ทรงอิทธิพลห้าคน ซึ่งเป็นบุรุษที่ร่ำรวยและมีอำนาจที่สุดในแผ่นดิน ได้เข้ามาขอแต่งงานกับเธอ พ่อแม่บุญธรรมของเธอปลาบปลื้มใจ เพราะหากเธอแต่งงานกับพวกเขา เธอจะได้รับการคุ้มครอง และชีวิตของเธอจะมั่นคง

“ลูกพ่อ เจ้าควรเลือกคู่ครองที่ดีสักคนเถิด” โอกินะวิงวอน

แต่คางุยะฮิเมะไม่ได้คิดเช่นนั้น “หากพวกเขาต้องการข้า ก็ให้พวกเขาพิสูจน์ว่าความรักของพวกเขานั้นแท้จริง”

เธอยื่นเงื่อนไขให้ขุนนางแต่ละคนออกตามหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ของวิเศษในตำนาน ที่ไม่มีผู้ใดในโลกสามารถครอบครองได้ ขุนนางคนแรกต้องหาถ้วยศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธองค์, ขุนนางคนที่สองต้องนำกิ่งทองจากต้นไม้แห่งสวรรค์, ขุนนางคนที่สามต้องหาเสื้อคลุมของไฟที่ไม่มีวันเผาไหม้, ขุนนางคนที่สี่ต้องนำอัญมณีจากมังกรยักษ์, ขุนนางคนที่ห้าต้องหางานแกะสลักเปลือกหอยจากนกกระเรียนโบราณ

ขุนนางแต่ละคนต่างออกเดินทาง แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาเริ่มหาทางลัด

ขุนนางคนแรกพยายามหลอกคางุยะโดยนำถ้วยทองคำธรรมดามาหลอกว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อนางแตะมัน มันไม่ได้เรืองแสงตามคำเล่าลือ “ท่านคิดว่าข้าโง่ถึงเพียงนี้หรือ?” คางุยะฮิเมะกล่าว ก่อนจะคืนถ้วยให้ชายคนนั้น

ขุนนางคนที่สองพยายามปลอมแปลงกิ่งไม้ชุบทอง ขุนนางคนที่สามนำเสื้อคลุมปลอมมาหลอก ขุนนางคนที่สี่และห้าถึงกับยอมรับว่าพวกเขาไม่อาจหาของเหล่านั้นมาได้จริง

“เจ้าทุกคนสนใจเพียงความงามภายนอกของข้า มิใช่ตัวตนที่แท้จริง…” เธอปฏิเสธพวกเขาทั้งหมด

แม้แต่จักรพรรดิญี่ปุ่น ก็ได้ยินเรื่องราวของเธอและต้องการให้เธอมาเป็นมเหสีของพระองค์ แต่เธอปฏิเสธ แม้จะรู้ว่าการปฏิเสธจักรพรรดิอาจทำให้เธอต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย

จักรพรรดิทรงเสด็จไปพบนางด้วยพระองค์เอง เมื่อพระองค์พยายามเข้าใกล้ร่างของคางุยะฮิเมะเปล่งแสงราวกับพระจันทร์ และเธอก็เลือนหายไปจากมือของพระองค์ “แม้แต่ข้า เจ้าก็ไม่อาจอยู่เคียงข้างรึ?”

“ข้ามิใช่ของผู้ใด บนโลกนี้ หรือที่อื่นใดก็ตาม” พระองค์จึงยอมรับว่า หญิงผู้นี้ไม่อาจเป็นของใครได้เลย

คืนหนึ่ง คางุยะฮิเมะเดินออกไปยืนใต้แสงจันทร์ และหยาดน้ำตาของเธอก็ร่วงลงสู่พื้น “เวลาของข้าที่นี่… กำลังจะหมดลงแล้ว”

คืนหนึ่งขณะพระจันทร์เต็มดวง คางุยะฮิเมะยืนมองท้องฟ้า ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้า หยาดน้ำตาใสไหลลงอาบแก้ม เมื่อพ่อแม่บุญธรรมเห็นเช่นนั้น ก็รู้สึกกังวลใจ

“ลูกพ่อ เจ้าเป็นอะไรไป? หรือเจ้าคิดถึงสิ่งใดอยู่?” โอกินะเอ่ยถาม

คางุยะฮิเมะค่อย ๆ หันมามองทั้งสอง ก่อนจะสูดลมหายใจลึก ราวกับรู้ว่านี่คือความจริงที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป

“ท่านพ่อ ท่านแม่… ข้าไม่ได้เกิดมาจากโลกนี้ ข้าเป็นชาวจันทรา เมื่อถึงเวลา พวกเขาจะมารับข้ากลับไป”

คำพูดของเธอทำให้โอกินะและภรรยาชะงัก ดวงตาของชายชราสั่นไหวด้วยความตกใจ “ไม่จริง! เจ้าคือพรจากสวรรค์ เจ้าคือบุตรของพวกเรา!”

“ข้าก็อยากจะอยู่ที่นี่… ข้ารักท่านทั้งสอง แต่ข้าไม่อาจฝืนโชคชะตาได้”

โอกินะรีบเดินทางไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิ และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พระองค์ทรงตกพระทัย และสั่งให้ทหารหลวงไปเฝ้าบ้านของคางุยะฮิเมะ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวจันทรามาพาตัวเธอไป

“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเป็นของพวกเขา เจ้าคือสมบัติของโลกนี้” จักรพรรดิประกาศ

แม้คางุยะฮิเมะจะซาบซึ้งใจ แต่เธอก็รู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดคืนแห่งโชคชะตาได้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ 3

คืนหนึ่งที่ท้องฟ้าใสไร้เมฆดวงจันทร์ทอแสงเจิดจ้าอย่างผิดปกติ ลมพัดแรงราวกับเป็นสัญญาณบางอย่าง ทันใดนั้นแสงเรืองรองปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า และเงาร่างของเหล่าผู้มาเยือนก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น

พวกเขามิใช่กองทัพ มิใช่ปีศาจ แต่เป็นเหล่าผู้ส่งสารจากดวงจันทร์ แต่งกายด้วยชุดสีขาวเปล่งแสงราวกับเทพเจ้า พวกเขามิได้มาพร้อมอาวุธ แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้มัน

ทหารของจักรพรรดิที่ประจำการอยู่พยายามขัดขวาง แต่ร่างของพวกเขาอ่อนแรงลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีสิ่งใดในโลกสามารถหยุดผู้มาเยือนได้

โอกินะและภรรยาพยายามกอดคางุยะฮิเมะไว้ แต่ร่างของเธอเริ่มเปล่งแสงอ่อนโยน ราวกับกำลังจะจางหายไป “อย่าไป! ลูกพ่อ! ได้โปรดอย่าทิ้งเราไป!”

“ข้าก็อยากอยู่ ข้ารักท่านทั้งสอง…” เสียงของเธอสั่นเครือ “แต่ข้าถูกลิขิตให้ต้องกลับไป”

ผู้ส่งสารจากดวงจันทร์ยื่นผ้าคลุมศักดิ์สิทธิ์ ให้แก่คางุยะฮิเมะหากเธอสวมมัน เธอจะลืมทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นบนโลก

คางุยะฮิเมะเอื้อมมือไปแตะมันเบา ๆ ก่อนจะหันกลับมามองโอกินะและภรรยาเป็นครั้งสุดท้าย เธอไม่ต้องการลืมพวกเขา น้ำตาหยดสุดท้ายร่วงลงสู่พื้นดิน “ข้าไม่อยากลืม… ข้าอยากจดจำความรักที่ข้าได้รับจากโลกใบนี้”

แต่แล้ว ผู้ส่งสารก็ค่อย ๆ คลุมผ้าให้เธอ รอยยิ้มของเธอค่อย ๆ เลือนหาย ความรู้สึกของเธอจางลงและในที่สุด เธอก็ไม่หันกลับมามองโลกอีกเลย

คางุยะฮิเมะค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วทั้งแผ่นดิน เธอจากไปโดยไม่หันกลับมา

บนพื้นดินโอกินะและภรรยายืนมองท้องฟ้า น้ำตาไหลอาบแก้มราวกับไม่มีวันเหือดแห้ง

จักรพรรดิได้รับข่าวการจากไปของคางุยะฮิเมะ และพระองค์ทรงเสียพระทัยอย่างยิ่ง ก่อนจากไป เธอได้ทิ้งยาอายุวัฒนะไว้ให้พระองค์ แต่เมื่อพระองค์มองมัน พระองค์กลับเลือกที่จะเผามันบนยอดเขาสูงสุดของญี่ปุ่น “หากไม่มีเจ้าอยู่ โลกอันเป็นนิรันดร์ย่อมไร้ความหมาย”

ว่ากันว่าควันที่ลอยขึ้นจากภูเขานั้น คือเศษเสี้ยวแห่งความรักและความอาลัยที่ไม่มีวันจางหาย ต่อมาภูเขานั้นถูกเรียกว่า “ฟูจิ” (不死) ซึ่งแปลว่า “ไร้ซึ่งความตาย”

แม้เวลาจะผ่านไป ตำนานของเจ้าหญิงคางุยะยังคงถูกเล่าขาน และทุกครั้งที่เงาจันทร์ทาบลงบนพื้นโลก ผู้คนยังคงเงยหน้ามองขึ้นไป พร้อมกับคำถามที่ไร้คำตอบ… ว่าเธอจะยังจดจำโลกใบนี้อยู่หรือไม่

ตำนานแห่งดวงจันทร์และการจากลาที่ไม่มีวันหวนคืน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ 4

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ไม่มีสิ่งใดบนโลกที่เป็นของเราอย่างแท้จริง แม้โอกินะและภรรยาจะรักคางุยะฮิเมะดั่งบุตรแท้ ๆ แม้จักรพรรดิจะต้องการครอบครองเธอ แต่นางก็มิอาจอยู่บนโลกนี้ตลอดไป ทุกสิ่งที่เรารักล้วนถูกกำหนดให้ต้องจากไป ไม่ช้าก็เร็ว

ความรักไม่อาจเอาชนะโชคชะตา คางุยะฮิเมะปรารถนาจะอยู่กับพ่อแม่บุญธรรม แต่ไม่ว่าเธอจะรักพวกเขาเพียงใด เธอก็ไม่อาจฝืนชะตาที่ถูกกำหนดมา บางครั้ง แม้เราจะพยายามไขว่คว้าเพียงใด ก็มีสิ่งที่เราไม่มีวันรักษาไว้ได้

ความงามอาจเป็นคำสาป มากกว่าพร ความงามของคางุยะฮิเมะทำให้ผู้คนมากมายต้องการครอบครองเธอ พวกเขาหลงใหลในสิ่งที่ตาเห็น แต่ไม่มีใครเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของเธอ ความงามภายนอกดึงดูดผู้คน แต่ความลึกซึ้งของหัวใจคือสิ่งที่ควรค่าแก่การค้นหา

ความทรงจำและความรู้สึกคือสิ่งที่มีค่าที่สุด คางุยะฮิเมะไม่อยากลืมช่วงเวลาบนโลก แต่สุดท้ายเธอก็ต้องจากไป เธอเลือกจะจดจำมันให้นานที่สุด แม้จะรู้ว่ามันจะเลือนหายไปในที่สุด เราไม่อาจรักษาทุกสิ่งไว้ได้ แต่เราสามารถจดจำมันไว้ในหัวใจ ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ

บางการจากลาไม่มีคำสัญญาว่าจะได้พบกันอีก คางุยะฮิเมะจากไปโดยไม่มีวันหวนคืน ทิ้งไว้เพียงความอาลัยและความสงสัยว่าเธอจะยังจดจำโลกนี้อยู่หรือไม่ เรามักหวังว่าผู้จากไปจะยังคิดถึงเรา แต่บางครั้ง คำตอบนั้นอาจไม่มีวันมาถึง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ (อังกฤษ: Kaguya-hime no Monogatari) หรือที่รู้จักในชื่อ “ตำนานผู้ตัดไผ่” (Taketori Monogatari, The Tale of the Bamboo Cutter) เป็นนิทานพื้นบ้านที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น เชื่อกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเฮอัน (ศตวรรษที่ 10) และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในต้นแบบของวรรณกรรมญี่ปุ่น

ต้นฉบับของเรื่องนี้บันทึกในเอกสารโบราณภายใต้ชื่อ “ตำนานผู้ตัดไผ่” (竹取物語 – Taketori Monogatari) แต่เนื่องจากเนื้อเรื่องมุ่งเน้นไปที่เจ้าหญิงจากดวงจันทร์ “คางุยะฮิเมะ” ชื่อเรื่องจึงค่อย ๆ ถูกเรียกขานตามตัวละครหลักจนกลายเป็น “ตำนานเจ้าหญิงคางุยะ” (Kaguya-hime no Monogatari) ในยุคหลัง

เรื่องราวของนิทานนี้สะท้อนความเชื่อของญี่ปุ่นโบราณเกี่ยวกับโลกมนุษย์และดวงจันทร์ คนญี่ปุ่นในสมัยนั้นเชื่อว่าดวงจันทร์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ปราศจากมลทินและความเศร้าของโลกมนุษย์ จึงอาจเป็นที่มาของแนวคิดที่ว่าคางุยะฮิเมะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้ และต้องกลับไปยังดวงจันทร์ในท้ายที่สุด

ในแง่สังคม นิทานเรื่องนี้สะท้อนวิถีชีวิตของชนชั้นสูงในสมัยเฮอัน โดยเฉพาะแนวคิดเกี่ยวกับการแต่งงานและหน้าที่ของสตรีในยุคนั้น ผู้หญิงมักถูกกำหนดให้แต่งงานตามฐานะและอำนาจ แต่คางุยะฮิเมะปฏิเสธข้อบังคับทางสังคมและเลือกเส้นทางของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับการจากลาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ตำนานนี้ยังถูกเชื่อมโยงกับภูเขาฟูจิ โดยว่ากันว่าหลังจากคางุยะฮิเมะจากไป จักรพรรดิญี่ปุ่นได้เผา ยาอายุวัฒนะที่เธอทิ้งไว้ บนยอดเขาสูงที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เกิดควันที่ลอยขึ้นจากภูเขา และเป็นที่มาของชื่อ “ฟูจิ” (不死 – Fushi) ที่แปลว่า “ไม่มีวันตาย”

“นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงคางุยะ” ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน และถูกดัดแปลงเป็นนิยาย ละคร ภาพยนตร์ และแอนิเมชันมากมาย หนึ่งในเวอร์ชันที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ “The Tale of the Princess Kaguya” (2013) ภาพยนตร์ของสตูดิโอจิบลิที่ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ด้วยศิลปะแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

แม้เวลาจะผ่านไปกว่าพันปี นิทานเรื่องนี้ยังคงถูกเล่าขาน และทุกครั้งที่เงาจันทร์ทาบลงบนพื้นโลก ผู้คนยังคงเงยหน้ามองขึ้นไป พร้อมกับคำถามที่ไร้คำตอบ… ว่าเจ้าหญิงคางุยะจะยังจดจำโลกนี้อยู่หรือไม่

“ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจไม่ใช่การได้ครอบครอง แต่คือการยอมรับว่าบางสิ่งไม่เคยเป็นของเรา”