นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด

ปกนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด

ท่ามกลางลมพัดเอื่อยของผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกา เล่าว่ามีชายคนหนึ่งเดินทางไปตามเส้นทางอันไกลโพ้น ด้วยเสื้อผ้าธรรมดา รองเท้าที่แทบไม่เหลือสภาพ และหม้อเก่าครอบอยู่บนศีรษะ ไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน สิ่งเดียวที่เขามีคือถุงผ้าที่เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ และความเชื่อมั่นในบางสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ

ไม่มีสมบัติเงินทอง ไม่มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีเพียงรอยเท้าที่ทอดยาวบนผืนดิน และร่องรอยเล็ก ๆ ที่เขาทิ้งไว้ข้างหลัง หลายคนหัวเราะเยาะ บ้างมองด้วยสายตาสงสัย บ้างมองด้วยความเวทนา แต่เขายังคงก้าวเดินต่อไป เพราะในใจของเขารู้ดีว่า วันหนึ่ง สิ่งที่เขากำลังทำจะเปลี่ยนแปลงบางสิ่งไปตลอดกาล กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด เมล็ดพันธุ์แห่งวันพรุ่งนี้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 อเมริกายังเป็นดินแดนกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยป่าเขาและทุ่งหญ้า ท่ามกลางสายลมที่พัดเอื่อยและเสียงนกร้องก้องไปทั่ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเท้าไปตามเส้นทางอันไกลโพ้น บนหัวของเขา… ใช่แล้ว! เป็นหม้อใบเก่าที่เขาใช้แทนหมวก

เขาชื่อ “จอห์นนี่ แอปเปิลซีด” กระเป๋าของเขาเต็มไปด้วยเมล็ดแอปเปิล และหัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยความฝัน

“ข้าจะปลูกต้นแอปเปิลไปทั่วอเมริกา! วันหนึ่ง… เด็ก ๆ จะได้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ของข้าและเก็บแอปเปิลลูกโตมากิน” จอห์นนี่พูดกับตัวเองพลางหว่านเมล็ดลงดิน

วันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านหลัง

“เฮ้! เจ้าคนหม้อหัว! เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งยืนจ้องเขาด้วยความสงสัย มือทั้งสองข้างกอดถังน้ำไว้แน่น ด้านหลังมีบ้านไม้เล็ก ๆ ตั้งอยู่

จอห์นนี่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะย่อตัวลงให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเด็กชาย “ข้ากำลังปลูกแอปเปิล เด็กน้อย”

“ทำไมเจ้าต้องปลูกมันไว้กลางทางด้วยล่ะ?” เด็กชายขมวดคิ้ว

จอห์นนี่ตักดินขึ้นมาในมือ ยิ้มให้เด็กชาย “เพราะวันหนึ่ง มันจะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ให้ร่มเงาแก่ผู้เดินทาง และมีผลอร่อย ๆ ให้เจ้ากินยังไงล่ะ”

เด็กชายตาเป็นประกาย เขาหันไปมองพื้นโล่งตรงหน้าราวกับจินตนาการถึงต้นแอปเปิลสูงตระหง่าน “ข้าก็อยากช่วยปลูก!”

“ดีมาก! ถ้างั้น เจ้าต้องดูแลมันให้ดีนะ” จอห์นนี่ส่งเมล็ดแอปเปิลให้เด็กชายก่อนจะยิ้มกว้าง แล้วออกเดินทางต่อไป ทิ้งรอยเท้าไว้บนผืนดินและเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตไว้ในหัวใจของเด็กชาย

หลายเดือนผ่านไป จอห์นนี่ยังคงเดินทางผ่านเมืองเล็กเมืองน้อย แวะเวียนไปตามฟาร์มของผู้คน และแจกจ่ายเมล็ดแอปเปิลให้ทุกคนที่ต้องการ

วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังโรยเมล็ดลงดินกลางป่า เสียงคำรามดังขึ้นจากด้านหลัง พุ่มไม้สั่นไหว “กรรร์!!”

จอห์นนี่หันไปช้า ๆ แล้วพบกับ… หมีตัวโตขนฟู! เขาไม่ตื่นตกใจ แต่กลับยิ้มและพูดกับเจ้าหมีแทน “สวัสดี เจ้าหมีตัวโต! เจ้าหิวรึเปล่า?”

เจ้าหมีทำตาโต มันไม่เคยเจอมนุษย์ที่พูดกับมันอย่างใจดีแบบนี้มาก่อน มันเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า จอห์นนี่หยิบแอปเปิลจากถุงแล้วยื่นให้มัน “กินสิ นี่แหละผลจากต้นไม้ที่ข้าปลูก”

เจ้าหมีดมกลิ่นแล้วงับแอปเปิลไปเคี้ยว เสียงกรุบ ๆ ดังขึ้น ขณะที่มันเคี้ยวด้วยความพึงพอใจ

“เห็นไหมล่ะ? ต้นแอปเปิลไม่ได้ให้ผลแค่กับมนุษย์ แต่ยังแบ่งปันให้สัตว์อย่างเจ้าด้วย”

เจ้าหมีมองจอห์นนี่ด้วยสายตาอ่อนโยนขึ้น มันไม่ได้เป็นศัตรู แต่กลับเดินตามจอห์นนี่ไปเงียบ ๆ ราวกับกำลังเฝ้าดูเขาทำงาน

ไม่นานนัก จอห์นนี่ก็เดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นี่ ผู้คนต่างมองเขาด้วยความประหลาดใจและสงสัย

ชายชราผู้หนึ่งเดินออกมาจากบ้าน เขามองจอห์นนี่จากหัวจรดเท้าแล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าเป็นใครกัน? และเจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

จอห์นนี่ยิ้มพลางยื่นถุงเมล็ดแอปเปิลให้ “ข้าคือจอห์นนี่ แอปเปิลซีด ข้านำของขวัญมาให้พวกท่าน”

หญิงคนหนึ่งขมวดคิ้ว “ของขวัญ?”

“เมล็ดแอปเปิล!” จอห์นนี่พูดเสียงดังฟังชัด “ถ้าพวกท่านปลูกมัน อีกไม่กี่ปีข้างหน้า พวกท่านจะมีสวนแอปเปิลที่เต็มไปด้วยผลไม้แสนอร่อย”

ชายชราหัวเราะเบา ๆ “เจ้าคิดว่าเมล็ดเล็ก ๆ เหล่านี้จะเปลี่ยนชีวิตพวกเราได้หรือ?”

จอห์นนี่พยักหน้าอย่างมั่นใจ “แน่นอน ต้นไม้ทุกต้นเริ่มจากเมล็ดเล็ก ๆ เสมอ”

เด็ก ๆ วิ่งเข้ามามุงดู พวกเขาตื่นเต้นกับเมล็ดเล็ก ๆ ในมือ “ข้าอยากปลูกบ้าง!” เด็กอีกคนกล่าว “ข้าก็ด้วย!”

จอห์นนี่ยิ้มกว้าง “ถ้างั้น มาเริ่มกันเลยเถอะ!”

ท่ามกลางเสียงหัวเราะและความหวัง เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตถูกฝังลงในดิน วันหนึ่ง ต้นแอปเปิลเหล่านี้จะเติบโต และจะเป็นมรดกของคนรุ่นต่อไป

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด 2

จอห์นนี่ยังคงเดินทางต่อไป วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาไม่เคยหยุดหว่านเมล็ดแอปเปิลลงบนผืนดิน บางครั้งเขาพบผู้คนที่ยินดีรับฟัง แต่บางครั้ง… ก็มีคนที่หัวเราะเยาะเขา

วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังปลูกต้นแอปเปิลใกล้ชายป่า กลุ่มชายฉกรรจ์เดินเข้ามาล้อมรอบเขา พวกเขาสวมเสื้อผ้าหยาบกระด้างและถือขวานติดตัว

“เจ้าทำอะไรอยู่ที่นี่” ชายร่างใหญ่ที่สุดถามเสียงห้วน

“ข้ากำลังปลูกต้นแอปเปิล” จอห์นนี่ตอบเรียบง่าย

ชายอีกคนหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าต้นไม้พวกนี้จะมีค่าอะไร? ป่าแถวนี้เราจะถางมันหมดอยู่แล้ว ที่ดินควรเอาไว้เลี้ยงวัวมากกว่า”

“แล้วเจ้าจะกินอะไรในวันที่ไม่มีผลไม้เหลืออยู่?” จอห์นนี่ถามกลับ “ต้นไม้ไม่ได้มีค่าแค่ไม้ของมัน มันให้ร่มเงา ให้อากาศบริสุทธิ์ และให้ผลที่คนรุ่นต่อไปจะได้รับ”

ชายร่างใหญ่ส่ายหน้า “แต่พวกเราไม่ได้มีเวลารอให้มันโตหรอก”

“ข้าไม่ได้ปลูกมันเพื่อตัวข้าเอง ข้าปลูกมันเพื่อคนรุ่นต่อไป” จอห์นนี่พูดเสียงมั่นคง “แม้ว่าข้าจะไม่มีโอกาสได้เห็นต้นไม้เหล่านี้สูงขึ้นไป แต่ข้ารู้ว่าในอนาคต พวกมันจะให้ร่มเงาและผลแก่คนอื่น”

ชายเหล่านั้นเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเดินจากไป ทิ้งจอห์นนี่ให้อยู่กับต้นกล้าเล็ก ๆ ที่เขาปลูกลงดิน เขาเพียงยิ้มให้มัน พลางใช้มือเกลี่ยดินรอบ ๆ อย่างทะนุถนอม

พายุฝนกระหน่ำเขาหลายครั้ง หนาวเหน็บกัดกินเขาในฤดูหนาว แต่จอห์นนี่ก็ไม่เคยหยุดเดินทาง ไม่เคยหยุดปลูก

หลายปีผ่านไป ต้นแอปเปิลที่จอห์นนี่ปลูกเริ่มเติบโต ผู้คนในหมู่บ้านต่าง ๆ ได้เก็บเกี่ยวผลของมัน เด็ก ๆ ปีนขึ้นไปเล่นบนกิ่งก้าน แขวนชิงช้า และหยิบแอปเปิลมากัดด้วยความสดชื่น

แต่ร่างกายของจอห์นนี่เริ่มโรยรา วันหนึ่ง เขาเดินเข้าไปในกระท่อมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งริมลำธาร นั่งลงข้างหน้าต่าง มองดูทุ่งหญ้ากว้างที่เต็มไปด้วยต้นแอปเปิลที่เขาเคยปลูก

เด็กชายคนหนึ่งที่เคยพบเขาตอนเด็กโตเป็นหนุ่มแล้ว เขาเดินเข้ามาหาด้วยแอปเปิลในมือ “จอห์นนี่ ดูสิ ต้นไม้ที่ท่านปลูกเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้มันให้ผลแล้ว”

จอห์นนี่ยิ้มอ่อนโยน “ข้าดีใจที่เห็นมันเติบโต”

เด็กหนุ่มกล่าวต่อว่า “ท่านรู้ไหม ผู้คนเล่าถึงท่านไปทั่ว ทุกคนรู้จัก ‘จอห์นนี่ แอปเปิลซีด’ และต่างปลูกต้นไม้ตามที่ท่านทำ”

“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าหวังไว้” จอห์นนี่พยักหน้า “จำไว้นะ ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ที่ไหน จงปลูกสิ่งดี ๆ ไว้เสมอ เพราะวันหนึ่ง มันจะเติบโตและให้ร่มเงากับคนรุ่นหลัง”

ไม่นานหลังจากนั้น จอห์นนี่จากโลกนี้ไปอย่างสงบ แต่เรื่องราวของเขาไม่เคยเลือนหาย ต้นแอปเปิลยังคงเติบโตสูงขึ้น ผู้คนยังคงเล่าขานถึงชายที่เดินทางไปทั่วอเมริกา เพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตไว้บนแผ่นดิน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความเมตตาและความเสียสละสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ แม้บางสิ่งที่เราทำอาจดูเล็กน้อย ไร้ความหมาย หรือไม่มีใครเห็นคุณค่าในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งดี ๆ ที่เราหว่านลงไปจะค่อย ๆ เติบโตและส่งต่อให้คนรุ่นหลัง จอห์นนี่ไม่ได้ปลูกต้นแอปเปิลเพื่อตัวเอง แต่เขาทำเพื่อ อนาคตของผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เขาเชื่อว่า การกระทำเล็ก ๆ ในวันนี้จะกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาลในวันข้างหน้า

บางครั้งผู้คนอาจไม่เข้าใจสิ่งที่เราทำ อาจหัวเราะเยาะ ดูแคลน หรือมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่หากเรายืนหยัดและทำต่อไปด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น วันหนึ่งโลกก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ความอดทนและความเพียรพยายามเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผลลัพธ์ที่แท้จริงของความดีงามไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ต้นแอปเปิลที่ให้ร่มเงาและผลแก่ผู้คนในวันนี้ล้วนเกิดจากเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ที่ถูกหว่านลงไปเมื่อหลายปีก่อน เช่นเดียวกับสิ่งดี ๆ ที่เราทำให้กับโลก แม้เราอาจไม่ได้อยู่เห็นผลของมัน แต่ก็ยังมีคนรุ่นหลังที่จะได้รับประโยชน์และส่งต่อสิ่งนั้นต่อไป

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องจอห์นนี่ แอปเปิลซีด (อังกฤษ: Johnny Appleseed) มีที่มาจากบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ชื่อจอห์น แชปแมน (John Chapman) ซึ่งเกิดในปี ค.ศ. 1774 และกลายเป็นตำนานพื้นบ้านของอเมริกา เขาเป็นชายเร่ร่อนที่เดินทางไปทั่วพื้นที่ทางตะวันออกและตอนกลางของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐโอไฮโอ อินเดียนา และอิลลินอยส์ เพื่อปลูกต้นแอปเปิลและแจกจ่ายเมล็ดแอปเปิลให้กับผู้คน

เรื่องราวของเขาได้รับการเล่าขานและขยายความผ่านกาลเวลา จนกลายเป็นนิทานพื้นบ้านที่ผสมผสานข้อเท็จจริงและตำนานเข้าด้วยกัน ในความเป็นจริง จอห์น แชปแมน ไม่ได้เพียงแค่หว่านเมล็ดไปทั่วโดยไม่มีจุดหมาย แต่เขาปลูกสวนแอปเปิลขึ้นมาเพื่อขายให้กับผู้ตั้งรกรากใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการอ้างสิทธิ์ที่ดินในยุคนั้น อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตเรียบง่ายของเขา ความรักในธรรมชาติ และความเมตตาต่อผู้คนและสัตว์ป่าทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพและจดจำ

หลังจากเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1845 เรื่องราวของเขายังคงถูกเล่าขานและดัดแปลงในรูปแบบของนิทานพื้นบ้าน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเมตตา ความเสียสละ และแนวคิดที่ว่าการกระทำเล็ก ๆ สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้ นิทานเรื่องนี้ยังได้รับความนิยมในวัฒนธรรมอเมริกันและกลายเป็นหนึ่งในตำนานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของประเทศ

“ต้นไม้ใหญ่ทุกต้นเริ่มจากเมล็ดเล็ก ๆ เช่นเดียวกับความดีงามที่แม้ดูไร้ค่าในวันนี้ แต่วันหนึ่งมันอาจกลายเป็นร่มเงาและผลไม้ให้ใครสักคนได้เก็บเกี่ยว จงหว่านสิ่งดี แม้ว่าเจ้าจะไม่มีวันได้เห็นมันเติบโต”