นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องมู่หลาน

ปกนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องมู่หลาน

สายลมพัดผ่านทุ่งหญ้ากว้าง ท้องฟ้าสีทองอาบแสงอาทิตย์ยามเย็น มีนิทานพื้นบ้านสากลจากจีนตำนานเล่าขานถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่อย่างสงบ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และกลิ่นอาหารที่ลอยมาจากเรือนแต่ละหลัง ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปเช่นเดิม

แต่ในความเงียบสงบนี้ เมฆดำแห่งสงครามกำลังก่อตัวขึ้น คำสั่งจากองค์จักรพรรดิจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนไปตลอดกาล และหญิงสาวนางหนึ่งกำลังจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด… กับนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องมู่หลาน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องมู่หลาน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องมู่หลาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว รุ่งอรุณมาเยือน หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งยังคงเงียบสงบ แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องลอดผ่านหลังคาไม้ไผ่ของบ้านแต่ละหลัง เสียงไก่ขันดังขึ้นจากลานบ้าน กลิ่นข้าวต้มลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ

มู่หลานกำลังนั่งปอกผลไม้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางมองไปยังบิดาของตนฮัว ฮู ที่กำลังจิบชาเงียบ ๆ ดวงตาของเขาแม้จะอ่อนโยน แต่แฝงด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา

ทันใดนั้น เสียงแตรดังขึ้นจากทางเข้าหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าม้าหนักแน่น ชาวบ้านพากันชะเง้อมอง ทหารหลวงในชุดเกราะสีดำควบม้าผ่านถนนกลางหมู่บ้าน ก่อนหยุดลงหน้าแท่นประกาศ

หนึ่งในนั้นเปิดม้วนกระดาษขึ้น ก่อนเปล่งเสียงก้อง “ตามพระบัญชาขององค์จักรพรรดิ! แคว้นของเราถูกศัตรูจากแดนเหนือรุกราน! ชายฉกรรจ์ทุกบ้านต้องเข้าร่วมกองทัพ เพื่อนำชัยชนะกลับคืนมา!”

ชาวบ้านพากันซุบซิบ หลายคนมีใบหน้าตื่นตระหนก ในขณะที่บางคนกำหมัดแน่นด้วยความกังวล มู่หลานเองก็มองอย่างไม่วางตา จนกระทั่งได้ยินชื่อของครอบครัวตนเอง

“ตระกูลฮัว… ฮัว ฮู ต้องเข้าประจำการ!”

มู่หลานหันขวับไปมองบิดาของตนทันที นางเห็นมือของเขากำถ้วยชาแน่น แม้ใบหน้าจะยังสงบนิ่ง แต่ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน

เมื่อทหารจากไป ชาวบ้านค่อย ๆ แยกย้ายกลับบ้านของตนเอง บางคนร่ำไห้ บางคนโอบกอดกันแน่นราวกับนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้อยู่ด้วยกัน

มู่หลานเดินเข้าไปหาฮัว ฮู ที่กำลังหยิบดาบเล่มเก่าของเขาออกจากหีบไม้ นางเห็นว่าแม้เขาจะพยายามจับมันมั่นคง แต่มือที่เคยแข็งแกร่งกลับสั่นเล็กน้อย

“ท่านพ่อ ท่านยังไม่หายดีนัก ท่านจะไปรบได้อย่างไร?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

“นี่เป็นหน้าที่ของข้า” เขาตอบเสียงเรียบ พลางมองดาบในมือ

“แต่ท่านได้รับบาดเจ็บจากสงครามครั้งก่อน ข้าเกรงว่าท่านจะ…”

“พอเถอะ มู่หลาน” บิดากล่าวขัดขึ้น แม้เสียงของเขาจะอ่อนโยน แต่น้ำเสียงนั้นก็หนักแน่นจนมู่หลานต้องเม้มริมฝีปาก นางรู้ว่าเมื่อบิดาตัดสินใจแล้ว ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนใจเขาได้

ค่ำคืนนั้น เงาจันทร์ทอดลงบนลานหน้าบ้าน มู่หลานยืนอยู่หน้าโต๊ะไม้ นางถือดาบของบิดาในมือก่อนตวัดมันลง เส้นผมยาวสลวยร่วงลงกับพื้น นางมองเงาตัวเองในกระจกน้ำ ร่างของหญิงสาวหายไป เหลือเพียงเงาของนักรบในชุดบุรุษ

“หากข้าจะปกป้องครอบครัว ข้าต้องเป็นใครก็ได้… แม้แต่บุรุษ”

นางหยิบชุดเกราะเก่าของบิดาขึ้นมาสวม แล้วค่อย ๆ ก้าวออกจากบ้าน ทิ้งเพียงจดหมายไว้บนโต๊ะ “ข้าจะทำหน้าที่แทนท่าน โปรดอย่าตามหา”

เมื่อนางก้าวขึ้นหลังม้า หัวใจของนางเต้นแรง แต่ดวงตากลับแน่วแน่ นางขี่มุ่งออกจากหมู่บ้านภายใต้เงาจันทร์อันเงียบงันเช้าตรู่ ณ ค่ายทหาร พลทหารหลายสิบคนเข้าแถวเรียงกันบนลานฝึก เสียงตะโกนของนายทหารดังก้องขณะที่พวกเขาสั่งการเหล่าทหารใหม่ “เจ้า! ชื่ออะไร?”

มู่หลานยืนตรง สวมบทบาทใหม่ของตน นางสูดลมหายใจก่อนตอบ “แซ่ฮัว ข้าชื่อปิง!”

นายทหารกวาดตามองขึ้นลง ก่อนพยักหน้า “อย่าคิดว่าที่นี่จะเมตตาเจ้า เจ้าต้องฝึกหนัก ไม่เช่นนั้น เจ้าจะตายในสนามรบ”

นางกำหมัดแน่น นางรู้ดีว่าทุกย่างก้าวที่ผิดพลาดอาจหมายถึงการเปิดเผยตัวตน

การฝึกเริ่มต้นขึ้น และมันโหดกว่าที่มู่หลานคาดคิด นางต้องฝึกซ้อมตั้งแต่รุ่งสางจนพระอาทิตย์ตก ทั้งดาบ ธนู ขี่ม้า และการต่อสู้ตัวต่อตัว

มู่หลานล้มแล้วลุกขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน แขนขาถลอกจากการฝึกอย่างหนัก ทหารคนอื่น ๆ ต่างหัวเราะเยาะ “เจ้าจะรอดถึงวันพรุ่งนี้หรือไม่ ฮัวปิง?”

“ดูเหมือนเจ้าอ่อนแอเกินกว่าจะเป็นนักรบนะ!” นางเม้มริมฝีปากแน่น แต่ไม่โต้ตอบ

แต่ทุกครั้งที่ล้มลง นางจะกัดฟันลุกขึ้นมาใหม่ “ข้าจะไม่ยอมแพ้” นางพึมพำกับตัวเอง

ผ่านไปหลายเดือน มู่หลานเริ่มแข็งแกร่งขึ้น นางเรียนรู้ที่จะใช้ไหวพริบแทนกำลัง เมื่อมีการฝึกต่อสู้ นางใช้ความเร็วและความชาญฉลาดเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่า

วันหนึ่ง ขณะฝึกขี่ม้า นายทหารสั่งให้เหล่าทหารต้องยิงธนูไปที่เป้าขณะควบม้า

มู่หลานจับธนูมั่น นางมองเป้าหมาย พลางสูดลมหายใจเข้าฟิ้ววว! ลูกธนูของนางพุ่งตรงสู่เป้าอย่างแม่นยำ

ทหารคนอื่น ๆ ที่เคยหัวเราะเยาะ เริ่มหันมามองด้วยสายตาแตกต่างไปจากเดิม “เจ้ามีฝีมือกว่าที่ข้าคิดนะ ฮัวปิง!” เพื่อนทหารคนหนึ่งกล่าว “ข้าต้องยอมรับว่าเจ้าทำได้ดีจริง ๆ”

มู่หลานยิ้มเล็กน้อย นางรู้ว่าความพยายามของนางเริ่มเห็นผล นางไม่ได้เป็นแค่ทหารอีกต่อไป นางกำลังกลายเป็นนักรบอย่างแท้จริง

เสียงกลองศึกดังระรัว ค่ายทหารถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงแตรของแม่ทัพ ขณะที่ธงรบสะบัดไหวในสายลม “พวกเราจะออกศึก!” นายทหารประกาศ เสียงเฮดังขึ้นจากเหล่าทหาร

มู่หลานจับดาบแน่น นางรู้ว่านี่คือช่วงเวลาที่แท้จริงที่นางต้องเผชิญ ขณะที่กองทัพเคลื่อนพล นางมองไปยังเส้นขอบฟ้า นี่ไม่ใช่การฝึกอีกต่อไป แต่เป็นสงครามที่แท้จริง และนาง… จะต้องรอด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องมู่หลาน 2

ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆดำ กลิ่นควันไฟและเลือดตลบอบอวลทั่วสมรภูมิ กองทัพศัตรูจากแดนเหนือรวมตัวอยู่บนเนินเขา เตรียมเปิดฉากโจมตีครั้งสุดท้าย

มู่หลานอยู่แนวหน้า นางจับดาบแน่น พลทหารรอบตัวต่างมองนางด้วยสายตาแน่วแน่ ทุกคนรอเพียงคำสั่ง

“พวกเราสู้เคียงข้างกันมานาน ศัตรูอ่อนแรงแล้ว! วันนี้… คือวันแห่งชัยชนะ!”

เสียงของนางดังก้องไปทั่วกองทัพ ทหารจีนเปล่งเสียงร้องสนั่น “อ๊ากกก!!” พร้อมกระชับอาวุธ

ศัตรูเริ่มเคลื่อนพลลงจากเนิน ทหารม้ากระโจนลงมาพร้อมหอกแหลม กลองศึกดังระรัว แต่มู่หลานไม่หวั่นไหว นางยกดาบขึ้นสูงก่อนตะโกน “เตรียมยิงธนู!”

แนวธนูด้านหลังพร้อม พลธนูยกคันศรขึ้น เสียงลูกธนูพุ่งผ่านอากาศดัง ฟิ้ววววว! พุ่งเข้าปักเป้าหมาย ศัตรูเริ่มล้มลง แต่ยังคงทะลวงแนวรับเข้ามา

มู่หลานกระโดดขึ้นม้า ชักดาบออกจากฝัก ก่อนพุ่งทะยานเข้าไปกลางกองทัพ นางฟันลงอย่างแม่นยำ พุ่งหลบลูกธนูที่เฉียดใบหน้าไปเพียงคืบ

ศัตรูพยายามล้อมนางจากทุกทิศ แต่นางว่องไวเกินกว่าที่พวกมันจะตามทัน “จัดการแม่ทัพมันให้ได้!”

ทหารศัตรูคำราม พลทหารร่างยักษ์แกว่งขวานลงมา แต่มู่หลานพลิกตัวหลบ ฉัวะ! นางสะบัดดาบปาดแขนมันจนเลือดสาด ก่อนใช้เท้าถีบมันกระเด็นไป

สนามรบโกลาหล แต่ทัพจีนไม่ยอมถอย เสียงโลหะกระทบกันดังกึกก้อง

มู่หลานเห็นแม่ทัพศัตรูอยู่ไม่ไกล นางรู้ดีว่าหากสังหารเขาได้ กองทัพของมันจะแตกพ่าย นางบังคับม้าให้พุ่งตรงไป

“เจ้ากล้าดีอย่างไร!” แม่ทัพศัตรูตวาดก่อนเงื้อดาบใส่นาง

มู่หลานปัดป้อง เธอใช้จังหวะนั้นหมุนตัวไปด้านหลัง แล้วแทงดาบเข้าไปกลางลำตัว ฉึก! แม่ทัพศัตรูชะงัก ดวงตาเบิกกว้างก่อนร่างจะทรุดลง

เหล่าทหารของมันเห็นแม่ทัพถูกสังหาร ต่างพากันตื่นตระหนก บางคนเริ่มถอย บางคนทิ้งอาวุธแล้ววิ่งหนี

“ศัตรูถอยแล้ว! บุกเข้าไป!” มู่หลานตะโกน

ทัพจีนโห่ร้องกึกก้อง ก่อนไล่ตีศัตรูที่แตกกระเจิงไปจนหมดสิ้น

สนามรบเงียบสงัด ศัตรูถูกขับไล่จนหมด กองทัพจีนได้รับชัยชนะ เสียงกลองศึกสงบลง ทหารที่รอดชีวิตมองหน้ากันด้วยความโล่งใจ ก่อนเปล่งเสียงร้อง “ไชโย!” สนั่น

มู่หลานมองรอบตัว หัวใจของนางเต้นแรง แต่นางรู้ว่าสงครามนี้… จบลงแล้ว

ในวันรุ่งขึ้น ข่าวชัยชนะถูกส่งไปถึงเมืองหลวง มู่หลานและเหล่าทหารเดินทางกลับอย่างสมเกียรติ เมืองทั้งเมืองออกมาต้อนรับพวกเขาอย่างยิ่งใหญ่

ภายในพระราชวังองค์จักรพรรดินั่งอยู่บนบัลลังก์ ทรงทอดพระเนตรแม่ทัพหนุ่มที่พากองทัพของพระองค์ไปสู่ชัยชนะ

“เจ้าคือผู้ที่นำกองทัพของข้าสู่ชัยชนะ” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “บัดนี้ ข้าจะมอบเกียรติสูงสุดแก่เจ้า จงรับตำแหน่งขุนนางและทรัพย์สมบัติตามที่เจ้าสมควรได้รับ”

มู่หลานคุกเข่าลง นางรู้ดีว่านี่คือเกียรติสูงสุดที่ทหารทุกคนปรารถนา

แต่ในใจของนาง นางมีเพียงความคิดเดียว “ขอบพระทัยองค์จักรพรรดิ แต่หม่อมฉันมีเพียงหนึ่งความปรารถนา…”

จักรพรรดิทรงขมวดพระขนงเล็กน้อย

“หม่อมฉันขอคืนสู่บ้านและอยู่กับครอบครัว” ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบสนิท ไม่มีใครคาดคิดว่าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่จะปฏิเสธตำแหน่งสูงสุด

จักรพรรดิมองนางนิ่ง ก่อนตรัสขึ้นด้วยรอยแย้มพระโอษฐ์

“หากนั่นคือสิ่งที่เจ้าปรารถนา ข้าก็จะให้เจ้าไป… จงกลับบ้านไปในฐานะวีรบุรุษแห่งแผ่นดินนี้เถิด”

มู่หลานก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม ก่อนลุกขึ้นแล้วเดินออกจากท้องพระโรง

หัวใจของนางโล่งสบาย นางรู้ว่าสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า อาจเป็นรางวัลที่มีค่ากว่าทุกสิ่งที่ได้รับมา

หลังจากปฏิเสธตำแหน่งขุนนางและทรัพย์สมบัติจากจักรพรรดิ มู่หลานออกเดินทางกลับบ้าน นางมองทิวทัศน์รอบตัวที่เปลี่ยนจากสนามรบและเมืองหลวงอันโอ่อ่า กลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีและหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ

“ข้ากลับมาแล้ว…” นางพึมพำกับตัวเอง ขณะที่ก้าวเข้าใกล้ประตูเรือนที่คุ้นเคย

ทันทีที่มู่หลานเดินเข้าไปในบ้าน บิดาของนาง ฮัว ฮู ซึ่งนั่งอยู่หน้าบ้านก็มองขึ้นมา เมื่อสายตาของเขาสบกับบุตรสาวที่จากไปนานหลายปี หัวใจของเขาเต้นแรง

“มู่หลาน…” เสียงของเขาสั่นเครือ

นางยิ้มให้บิดา ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้าเขา นางไม่ได้สวมชุดเกราะ ไม่ได้ถือดาบเหมือนแม่ทัพอีกต่อไป แต่กลับมาเป็นบุตรสาวของเขาอีกครั้ง “ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว”

ฮัว ฮูมองดูบุตรสาวนิ่ง ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อขึ้นในดวงตา เขาค่อย ๆ ยื่นมือมาสัมผัสไหล่ของนาง “เจ้า… เจ้าโตขึ้นมากนัก”

หลังจากนั้น มู่หลานกลับเข้าห้องของตนเอง นางเปิดหีบไม้เก่า หยิบเสื้อผ้าของสตรีออกมา และเปลี่ยนจากชุดเกราะเป็นอาภรณ์อ่อนช้อยที่นางไม่ได้สวมใส่มานาน

เมื่อมู่หลานก้าวออกจากห้อง นางไม่ใช่แม่ทัพผู้แข็งแกร่งอีกต่อไป แต่กลับมาเป็นหญิงสาวผู้สง่างามในชุดสตรี

ไม่นานนัก เสียงม้าก็หยุดลงหน้าบ้าน สหายร่วมรบของนางหลายคนเดินเข้ามาหา พวกเขาเดินทางมาเพื่อพบกับแม่ทัพผู้เกรียงไกรอีกครั้ง

แต่เมื่อพวกเขาเห็นมู่หลานในชุดสตรี พวกเขาก็ชะงักไปทันที

“มู่หลาน?!” ชายคนหนึ่งอุทานออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง

“เจ้าเป็น… หญิงงั้นหรือ?” อีกคนถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

มู่หลานยิ้มบาง ๆ นางมองเหล่าผองเพื่อนที่เคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าคือมู่หลานคนเดิม… เพียงแต่ตอนนี้ ข้าได้กลับมาเป็นตัวของข้าเอง”

เหล่าสหายต่างมองหน้ากัน แต่ไม่มีใครกล่าวอะไร ก่อนที่ในที่สุด พวกเขาจะหัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ ๆ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นชายหรือหญิง เจ้าก็คือสหายของเราเสมอ!”

“จริงอย่างที่ว่า! ไม่ว่าเพศใด เจ้าก็คือผู้กล้า!” มู่หลานหัวเราะไปกับพวกเขา หัวใจของนางเต็มไปด้วยความสุข

นางไม่ต้องปลอมตัว ไม่ต้องสวมเกราะ ไม่ต้องแบกภาระของกองทัพอีกต่อไป นางได้กลับบ้านในฐานะของตัวเอง และได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องมู่หลาน 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความกล้าหาญไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ แต่ขึ้นอยู่กับหัวใจ มู่หลานพิสูจน์ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่น ความฉลาด และความเสียสละ สามารถทำให้เธอยืนหยัดในที่ที่ไม่มีใครคาดคิด

มันยังสอนว่าหน้าที่และเกียรติยศที่แท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่โลกมอบให้ แต่เป็นสิ่งที่เรามอบให้ตัวเอง มู่หลานไม่ต้องการตำแหน่งหรือรางวัล เธอเพียงต้องการทำในสิ่งที่ถูกต้องและปกป้องครอบครัว

และสุดท้าย นิทานเรื่องนี้ย้ำเตือนว่าการเป็นตัวของตัวเองคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มู่หลานสามารถสวมบทบาทเป็นนักรบ แต่ในท้ายที่สุด เธอเลือกกลับมาเป็นตัวเอง โดยไม่ต้องการให้โลกรับรองคุณค่าของเธอ เพราะเธอรู้แล้วว่าเธอคู่ควรกับมันตั้งแต่แรก

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องมู่หลาน (อังกฤษ: Hua Mulan) มีต้นกำเนิดจากบทกวีจีนโบราณชื่อ “เพลงลำนำมู่หลาน” (Ballad of Mulan, 木兰辞) ซึ่งปรากฏขึ้นครั้งแรกในช่วง ราชวงศ์เหนือ-ใต้ (ค.ศ. 386–589) เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นชายเพื่อเข้าร่วมกองทัพแทนบิดา และกลายเป็นนักรบผู้เก่งกาจ นิทานเรื่องนี้ได้รับการเล่าขานและดัดแปลงในวรรณกรรมจีนหลายยุคสมัย และกลายเป็นตำนานที่ฝังลึกในวัฒนธรรมจีน

ในสังคมจีนโบราณ ซึ่งเน้นบทบาทของชายเป็นหลัก มู่หลานเป็นตัวละครที่โดดเด่นเพราะเธอแสดงให้เห็นว่าความสามารถและความกล้าหาญไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเพศ เธอไม่ได้ออกรบเพื่อชื่อเสียงหรือเกียรติยศ แต่เพื่อความกตัญญูและความรับผิดชอบต่อครอบครัว ซึ่งเป็นคุณค่าที่สำคัญในปรัชญาขงจื๊อ

เรื่องราวของมู่หลานได้รับการบันทึกซ้ำในยุคราชวงศ์ถังและซ่ง และถูกนำมาสร้างใหม่หลายครั้งในรูปแบบของบทกวี บทละคร นิยาย รวมถึงการเล่าต่อ ๆ กันมาในแบบนิทานพื้นบ้านในบางเวอร์ชัน มู่หลานเลือกจบชีวิตตนเองเมื่อถูกบังคับให้เข้ารับราชการในฐานะสตรีหลังจากถูกเปิดเผยตัวตน แต่ในเวอร์ชันที่แพร่หลายที่สุด เธอกลับบ้านและใช้ชีวิตอย่างสงบ

เรื่องราวของเธอถูกนำมาสร้างเป็นวรรณกรรม ภาพยนตร์ และแอนิเมชัน มากมาย รวมถึง “มู่หลาน” ของดิสนีย์ ที่ดัดแปลงเรื่องราวให้มีความเป็นตะวันตกมากขึ้น แต่ยังคงแก่นแท้ของ ความกล้าหาญ การเสียสละ และการค้นหาตัวตน ไว้อย่างครบถ้วน

แม้ว่ามู่หลานจะเป็นเพียงตัวละครในตำนาน ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเธอมีตัวตนจริงหรือไม่ แต่เธอได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งของสตรี และเป็นตัวแทนของความเสมอภาคทางเพศในวรรณคดีจีน และนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องมู่หลานจะยังเป็นที่เล่าขานต่อไปตราบอีกนานเท่านาน

“เกียรติยศไม่ได้มาจากตำแหน่งที่ได้รับ แต่มาจากการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ไม่มีใครเห็น”