ในป่าอันอุดมสมบูรณ์มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากดินแดนอาโอเทียโรอา ดินแดนเมฆยาวสีขาว ต้นไม้สูงตระหง่านทอดเงาให้แก่เหล่านกที่โบยบินอยู่เหนือผืนดิน ทุกสิ่งดำเนินไปตามครรลองของธรรมชาติ จนกระทั่งภัยเงียบคืบคลานเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อรากไม้ถูกกัดกิน ความสมดุลของป่าก็เริ่มสั่นคลอน และถึงเวลาที่ใครบางคนต้องตัดสินใจ… ระหว่างการรักษาสิ่งที่ตนเองรัก หรือเสียสละเพื่อปกป้องสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า กับนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องนกกีวีสูญเสียปีกได้อย่างไร?

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องนกกีวีสูญเสียปีกได้อย่างไร?
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ภายในป่าลึกของอาโอเทียโรอา (Aotearoa นิวซีแลนด์) ต้นไม้อันยิ่งใหญ่เริ่มล้มลงทีละต้น แมลงและหนอนนับไม่ถ้วนกัดกินรากของพวกมันจากใต้ดิน ทำให้ป่าอ่อนแอและใกล้ล่มสลาย
Tāne-mahuta (ตาเน-มาฮูตา) เทพแห่งป่าไม้และธรรมชาติ เดินผ่านป่าของตน มองดูต้นไม้ที่กำลังตายไปอย่างช้า ๆ ความเศร้าหมองสะท้อนในดวงตาของเทพผู้เป็นบิดาแห่งพงไพร
“หากไม่มีใครลงไปปกป้องรากไม้เหล่านี้ ป่าทั้งผืนจะต้องล่มสลาย”
เสียงของเขาก้องไปทั่วทิวไม้ นกทุกตัวที่อาศัยอยู่ในป่าต่างบินมาเข้าเฝ้า พวกมันส่งเสียงร้องระคนด้วยความสงสัย
“เหล่าลูกแห่งป่า ข้ามีเรื่องต้องขอจากเจ้า” ตาเน-มาฮูตาประกาศ “ป่ากำลังจะล่มสลาย แมลงและหนอนใต้ดินกัดกินรากของต้นไม้ ข้าต้องการนกตัวหนึ่ง ลงไปอยู่บนพื้นดิน กินพวกมัน และช่วยปกป้องป่าของเรา”
เหล่านกเริ่มหันมองกัน บางตัวกระพือปีก บางตัวส่งเสียงกระซิบกระซาบ การใช้ชีวิตบนพื้นดิน หมายความว่าพวกมันต้องละทิ้งท้องฟ้า ต้องละทิ้งอิสรภาพแห่งปีกของตน “ใครจะเป็นผู้เสียสละเพื่อป่า?”
ตาเน-มาฮูตาเดินเข้าไปหานกตัวแรก “Tūī (ทูอี)”
“เจ้าจะเป็นผู้ปกป้องต้นไม้หรือไม่?”
นกทูอีสั่นหัว “ข้าไม่กล้าหรอก ท่านเทพ” นกเอ่ย “พื้นป่านั้นมืดทึบ ข้ากลัวจะไม่มีวันได้เห็นแสงอาทิตย์อีก”*
เทพแห่งป่าพยักหน้าช้า ๆ แล้วหันไปหานกตัวต่อไป “Pūkeko (พูเกโกะ)”
“แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าจะลงไปช่วยต้นไม้หรือไม่?”
นกพูเกโกะเดินถอยหลัง “ไม่ ข้าทำไม่ได้”* มันส่ายหัว “ดินบนพื้นป่าชื้นแฉะเกินไป ข้าไม่อยากให้เท้าของข้าเปื้อนโคลน”*
ตาเน-มาฮูตาขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปหานกตัวถัดมา “Ruru (รูรู – นกฮูกเมารี)”
“แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าจะลงไปช่วยป่าหรือไม่?”
นกฮูกรูรูขยับปีกแล้วถอนหายใจ “ข้าไม่สามารถทำได้ ข้าชอบนอนตอนกลางวัน ข้ากลัวว่าจะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบที่ข้าคุ้นเคยได้อีก”
ตาเน-มาฮูตามองไปทั่วป่า ความเงียบโรยตัวลง ไม่มีนกตัวใดต้องการเสียสละ เขาเหลือเพียงความหวังสุดท้าย
เทพแห่งป่าหันไปมองนกตัวสุดท้าย… “Kiwi (กีวี)”
กีวีเงยหน้าขึ้นมองตาเน-มาฮูตา มันกระพือปีกเล็กน้อย รู้ดีว่าหากมันตอบรับคำขอนี้ มันจะไม่มีวันบินได้อีก
ท้องฟ้าเหนือยอดไม้ มันจะไม่มีวันได้สัมผัสมันอีกเลย
แต่แล้วมันก็เหลือบมองต้นไม้ เห็นรากที่ถูกกัดกิน เห็นใบที่เหี่ยวเฉา หากมันไม่ทำ ป่าจะตาย และเหล่านกทั้งหมดก็จะไม่มีบ้านอีกต่อไป “ข้าจะทำ ข้าจะลงไปช่วยต้นไม้”
ตาเน-มาฮูตาจ้องมองนกกีวีด้วยความเคารพ เขารู้ว่านี่คือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
แต่มันจะต้องแลกกับบางสิ่งที่ไม่มีวันหวนคืนมา

ตาเน-มาฮูตามองลึกเข้าไปในดวงตาของกีวี เห็นทั้งความกลัวและความกล้าหาญปะปนกัน นกตัวเล็ก ๆ นี้รู้ดีว่าหากตอบตกลง มันจะต้องสูญเสียทุกสิ่งที่เคยเป็นมา
“เจ้ารู้ใช่ไหม ว่าหากเจ้าลงไปบนพื้น เจ้าจะไม่มีวันได้บินอีกต่อไป” เทพแห่งป่ากล่าว
“ข้ารู้” นกกีวีตอบ แม้เสียงของมันจะแผ่วเบา แต่ไม่มีความลังเล “แต่ข้าก็รู้ด้วยว่าหากไม่มีข้า ป่าจะต้องตาย และเมื่อนั้น ไม่มีนกตัวใดมีบ้านอีก”
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งป่า ก่อนที่เทพแห่งป่าจะกล่าวอย่างสง่างาม
“หากเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะมอบร่างใหม่ให้เจ้า”
ทันใดนั้น ปีกของกีวีเริ่มเล็กลงเรื่อย ๆ จนมันไม่อาจกางออกได้อีก ดวงตาของมันปรับตัวให้คุ้นเคยกับความมืด ขาของมันแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถวิ่งไปมาในพงไพร และปากของมันยาวขึ้นเพื่อขุดหาแมลงใต้ดิน
มันไม่ได้เป็นนกที่บินได้อีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งพื้นป่า ผู้ที่ไม่มีวันทอดทิ้งดินแดนนี้
“ข้าขอขอบใจเจ้า นกกีวี ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะเป็นที่รักของป่า และโลกจะจดจำเจ้าในฐานะผู้เสียสละ”
แต่ตาเน-มาฮูตายังไม่จบเพียงเท่านี้ เขาหันกลับไปหานกที่ปฏิเสธคำขอ
ตาเน-มาฮูตามองไปยังนกทูอี ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน เทพกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “เจ้ากลัวความมืดใช่หรือไม่? เช่นนั้น เจ้าจะถูกจารึกด้วยร่องรอยแห่งความขลาด”
ตั้งแต่นั้นมา ขนสีดำสนิทของนกทูอีถูกแต้มด้วยแถบขนสีขาวใต้คอ เป็นสัญลักษณ์ของความลังเลที่มันเคยมี
จากนั้น เขาหันไปหานกพูเกโกะที่ยังคงยืนตัวแข็ง เทพยิ้มเย็น “เจ้าไม่อยากให้เท้าเปื้อนโคลนหรือ? เช่นนั้น เจ้าจะต้องอาศัยอยู่ในที่ลุ่มตลอดไป”
พูเกโกะพยายามประท้วง แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรม ตั้งแต่นั้นมา มันต้องอาศัยอยู่ในหนองน้ำ ไม่อาจหนีจากโคลนได้อีก
สุดท้าย ตาเน-มาฮูตาหันไปหานกพีปีวารัวโรอา ดวงตาของเทพสงบนิ่ง “เจ้าหวงแหนรังของเจ้ามากเกินไป เช่นนั้น เจ้าจะไม่มีวันได้สร้างรังของตัวเองอีก”
พีปีวารัวโรอาส่งเสียงร้อง แต่มันไม่สามารถขอความเมตตาได้ ตั้งแต่นั้นมา มันต้องวางไข่ในรังของนกตัวอื่น และไม่สามารถดูแลลูกของมันเองได้
เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง เทพแห่งป่าหันกลับไปหากีวีที่ยืนอยู่บนพื้น มันเงยหน้ามองยอดไม้ แม้มันจะสูญเสียปีก แต่ในแววตาของมันเต็มไปด้วยความภาคภูมิ
ตั้งแต่นั้นมา นกกีวีไม่เคยบินได้อีกเลย แต่มันกลายเป็นนกที่เป็นที่รักที่สุดของอาโอเทียโรอา
แม้ว่ามันจะไม่สามารถแตะต้องท้องฟ้าได้ แต่มันได้รับเกียรติสูงสุดจากผืนดินที่มันปกป้อง
และนี่คือตำนานของนกกีวี… ผู้ที่เสียปีกของตนเพื่อให้ป่ายังคงอยู่

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ผู้ที่กล้าเสียสละเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ย่อมได้รับเกียรติ แม้ต้องแลกมาด้วยบางสิ่งที่ไม่มีวันหวนคืน” นกกีวีเลือกเสียสละปีกของมันเพื่อปกป้องป่า แม้ต้องละทิ้งอิสรภาพในการบิน แต่มันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและได้รับการยกย่องเหนือกว่านกที่ปฏิเสธ
“อำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความแข็งแกร่ง แต่อยู่ที่หัวใจที่กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง” นกตัวอื่นปฏิเสธเพราะกลัวสูญเสียสิ่งที่มี แต่กีวีเลือกทำในสิ่งที่ยากที่สุด ไม่ใช่เพราะมันแข็งแกร่งที่สุด แต่เพราะมันเข้าใจว่าหน้าที่ที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่ให้เกียรติสูงสุด แต่คือสิ่งที่ต้องใช้หัวใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
“บางครั้ง การละทิ้งสิ่งที่รัก อาจทำให้เราเป็นที่รักยิ่งกว่าเดิม” แม้กีวีจะสูญเสียปีก แต่กลับกลายเป็นนกที่เป็นที่รักและได้รับเกียรติที่สุดในอาโอเทียโรอา การเสียสละของมันไม่ได้ทำให้มันด้อยค่า แต่มันกลับเป็นผู้ที่โลกไม่อาจลืมเลือนได้เลย
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์เรื่องนกกีวีสูญเสียปีกได้อย่างไร? (อังกฤษ: How the Kiwi Lost Its Wings) ตำนานนี้เป็นเรื่องเล่าของชาวเมารี (Māori) ในนิวซีแลนด์ (Aotearoa) ที่ถูกถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน เพื่ออธิบายว่าเหตุใดนกกีวี ซึ่งเป็นนกประจำถิ่นของนิวซีแลนด์ จึงไม่มีปีกบินเหมือนนกตัวอื่น ๆ
เรื่องนี้สะท้อนถึงแนวคิดสำคัญของวัฒนธรรมเมารี ที่ให้ความสำคัญกับความเสียสละเพื่อส่วนรวม การปกป้องธรรมชาติ และการยอมรับหน้าที่ของตนเอง ในเรื่องเล่าเทพตาเน-มาฮูตา (Tāne-mahuta) เทพแห่งป่าไม้และธรรมชาติ ขอให้นกตัวหนึ่งเสียสละอิสรภาพของมันลงมาอาศัยบนพื้นดินเพื่อปกป้องต้นไม้จากแมลงศัตรูพืช
นกหลายตัวปฏิเสธเพราะกลัวจะสูญเสียสิ่งที่พวกมันรัก แต่นกกีวีกลับยอมละทิ้งปีกของมันเพื่อช่วยเหลือป่า สิ่งนี้ทำให้นกกีวีได้รับเกียรติสูงสุด กลายเป็นนกที่เป็นที่รักของชาวเมารีและชาวนิวซีแลนด์ แม้จะไม่สามารถบินได้อีกเลย
ตำนานนี้ยังอธิบายถึงลักษณะเฉพาะของนกบางชนิดในนิวซีแลนด์ โดยกล่าวว่านกที่ปฏิเสธการเสียสละ ถูกลงโทษให้มีลักษณะพิเศษบางอย่าง เช่น นกทูอีที่มีขนสีขาวใต้คอเป็นสัญลักษณ์ของความขลาด นกพูเกโกะที่ต้องอาศัยอยู่ในหนองน้ำ และนกพีปีวารัวโรอาที่ต้องวางไข่ในรังของนกตัวอื่น
นกกีวีจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและการเสียสละ ของชาวเมารี และยังเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน
“ผู้ที่ยอมสูญเสียสิ่งสำคัญของตนเอง เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า จะไม่มีวันถูกลืม แม้ร่างจะต่ำต้อย แต่หัวใจจะยิ่งใหญ่เหนือผืนฟ้า”