ยามค่ำคืนในหมู่บ้านชนบทอันเงียบสงบ แสงจันทร์ทอดเงาลงบนลานบ้าน เสียงกระสวยทอผ้าและเข็มฝ้ายหมุนดังแว่วมากับสายลมเย็น ชีวิตของผู้คนดำเนินไปตามวิถีเดิม แต่ในสายตาของบางคน โลกกลับไม่เคยเมตตาต่อพวกเขาเลย
ในโลกที่บางคนเกิดมาพร้อมรูปร่างงดงามและได้รับความรักง่ายดาย ยังมีบางคนที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ แต่โชควาสนานั้นหาใช่สิ่งที่จะแข่งขันหรือแย่งชิงได้ เรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทยของหญิงสองคนที่เผชิญชะตากรรมต่างกันนี้ จะเป็นบทเรียนที่ฝากไว้ให้จดจำตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องย่าผันคอเหนียง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องย่าผันคอเหนียง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในชนบท ผู้คนในหมู่บ้านดำรงชีวิตด้วยการทำไร่ทำนาและหาของป่ามาขาย ท่ามกลางหญิงสาวมากมายในหมู่บ้าน มีหญิงคนหนึ่งที่แตกต่างจากผู้อื่น นางมีรูปร่างอาภัพ คอพอกใหญ่จนดูน่าเกลียด ผู้คนในหมู่บ้านต่างเรียกนางว่า “อีตาคอเหนียง”
แม้ว่าสาวตาจะพยายามใช้ชีวิตเช่นหญิงสาวทั่วไป ทุกค่ำคืน นางจะนั่งปั่นฝ้ายอยู่กลางลานบ้าน หวังว่าคงมีหนุ่ม ๆ ผ่านมาแวะเวียนพูดคุยกับนางบ้าง แต่นางทำได้เพียงเฝ้าฟังเสียงดนตรี เสียงหัวเราะ และเสียงร้องเพลงของเหล่าชายหนุ่มที่เดินผ่านไป สุดท้ายพวกเขาก็แวะไปยังบ้านของหญิงอื่น ทิ้งให้นางนั่งอยู่อย่างเดียวดาย
คืนแล้วคืนเล่า สาวตารอคอยอย่างเปล่าประโยชน์ ความผิดหวังสะสมกลายเป็นความเศร้า นางเริ่มคิดว่าตนเองคงไม่มีค่าพอที่จะได้รับความรักจากใคร
“ข้าคงไม่มีวันได้พบความสุขในชีวิต หากไม่มีใครต้องการ ข้าก็ขอเลือกหนีจากโลกนี้ไปเสียเลยจะดีกว่า”
เช้าวันหนึ่ง นางตระเตรียมเสบียงและข้าวของเครื่องใช้เงียบ ๆ ก่อนจะออกเดินเข้าป่าลึก ตั้งใจว่าครั้งนี้จะไม่กลับมาอีกต่อไป
สาวตาเดินลึกเข้าไปในป่า ฝ่าแดดแผดเผาและเส้นทางอันทุรกันดาร ผ่านหุบเขา ลำธาร และป่าทึบ นางเดินต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจว่าขาจะเจ็บหรือร่างกายจะอ่อนล้า วันที่ 14 ของการเดินทาง นางมาถึงกลางป่าลึก ที่ซึ่งไม่มีร่องรอยของมนุษย์
“ที่นี่คงไม่มีใครตามมาพบข้าอีก ข้าคงจะตายอย่างสงบที่นี่”
ความเหนื่อยล้าเกาะกินร่างกาย นางทรุดตัวลงใต้ต้นไม้ใหญ่และหมดสติไป
คืนนั้นเอง เป็นคืนที่เหล่าผีป่าออกมารวมตัวกันเพื่อจัดงานเลี้ยง พวกมันพากันยืมข้าวของจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหม้อดิน ใบไม้ หรือแม้แต่เถาวัลย์มาใช้เป็นของประดับ
ผีตนหนึ่งเดินผ่านมาพบร่างของสาวตานอนอยู่ใต้ต้นไม้ มันจ้องมองคอพอกของนางด้วยความสนใจ
“เราตามหาหม้อแกงอยู่ตั้งนาน เพิ่งจะมาพบที่นี่เอง”
มันพึมพำ ก่อนจะตรงเข้าไปและคว้าคอพอกของสาวตาติดมือไป พลางพูดว่า
“แม่นาง ข้าขอยืมหม้อแกงหน่อยนะ เสร็จธุระแล้วจะเอามาคืน”
เมื่อลำแสงแรกของรุ่งอรุณส่องผ่านใบไม้ สาวตาก็รู้สึกตัวขึ้น นางเอามือลูบคลำที่คอของตนเอง ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คอพอกของนางหายไปแล้ว!
นางไม่อยากเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ความยินดีทำให้นางลืมความเหนื่อยล้าทั้งหมด นางรีบวิ่งกลับหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้น ระหว่างทางนางหัวเราะและร้องไห้ไปพร้อมกัน เพราะในที่สุด นางก็ได้เป็นหญิงสาวธรรมดาเหมือนคนอื่นเสียที
เมื่อกลับถึงหมู่บ้าน สาวตาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ชาวบ้านฟัง ทุกคนต่างตกตะลึงและพากันซักถามด้วยความอยากรู้ ข่าวการหายไปของคอพอกสาวตากระจายไปทั่ว
ในกลุ่มผู้ฟังนั้น มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่รับฟังเรื่องราวของสาวตาด้วยความสนใจเป็นพิเศษ นางชื่อย่าผันหญิงผู้มีคอพอกเช่นกัน
แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ สาวตาเดินเข้าป่าด้วยความสิ้นหวัง แต่ย่าผันกลับคิดถึงเพียงสิ่งเดียว “ถ้าข้าทำแบบเดียวกัน ข้าก็จะได้โชคเหมือนกัน!”

หลังจากได้ฟังเรื่องราวของสาวตา ย่าผันก็รู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง นางเองก็มีคอพอก แม้จะไม่โตเท่าสาวตา แต่มันก็ทำให้นางอับอายมาตลอดชีวิต
“หากสาวตาเดินเข้าป่าแล้วกลับมาไร้คอพอก เช่นนั้นข้าก็ทำได้เหมือนกัน!”
นางไม่สนใจว่าสาวตาเดินทางเข้าป่าด้วยความสิ้นหวัง ไม่สนใจว่าปาฏิหาริย์นั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญ สิ่งเดียวที่นางคิดคือ หากเลียนแบบสาวตา นางก็ต้องได้รับผลลัพธ์เช่นเดียวกัน
ในเช้าวันถัดมา ย่าผันเตรียมเสบียงและออกเดินเข้าป่า นางเดินตามเส้นทางที่สาวตาเคยบอก โดยหวังว่าความโชคดีจะเป็นของนางบ้าง
แต่แทนที่นางจะเดินด้วยความสิ้นหวังเช่นสาวตา ย่าผันกลับเดินด้วยความมุ่งมั่นและความโลภ นางตั้งใจเพียงอย่างเดียวว่า “ข้าจะกลับมาสวยงาม และไม่มีใครมาดูถูกข้าได้อีก!”
หลังจากเดินทางเป็นเวลาหลายวัน นางมาถึงบริเวณป่าที่สาวตาเคยนอนสลบ นางจึงล้มตัวลงพักและหลับไปอย่างสบายใจ รอให้ผีป่ามาพรากเอาคอพอกของนางไป
คืนนั้น ผีป่ากลับมาอีกครั้ง และเมื่อมันมองดูหญิงที่นอนอยู่ มันก็จำได้ว่า
“เมื่อหลายคืนก่อน ข้ายืมหม้อแกงไป คราวนี้ ข้าจะเอามาคืน!”
โดยไม่ลังเล ผีวางสิ่งที่มันถือมาลงตรงคอของย่าผัน ก่อนจะจากไปอย่างเงียบ ๆ
รุ่งเช้า ย่าผันตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น นางรีบเอามือลูบคอของตนเอง แต่แทนที่นางจะพบว่าคอพอกหายไป สิ่งที่นางพบกลับทำให้นางต้องกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ
คอของนางกลับพอกโตขึ้นกว่าเดิมสองเท่า!
ย่าผันเดินกลับหมู่บ้านด้วยความอับอายและเสียใจ นางไม่เข้าใจว่าทำไมสาวตาถึงได้รับโชคดี แต่ตนเองกลับได้รับเคราะห์กรรม
“เหตุใดโชคชะตาถึงได้โหดร้ายกับข้าเช่นนี้?” นางคิด
แต่เมื่อเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้าน นางเริ่มตระหนักถึงสิ่งหนึ่ง
บางครั้ง คนเราก็ไม่อาจแข่งบุญแข่งวาสนากันได้
ย่าผันรู้แล้วว่า สาวตาได้รับปาฏิหาริย์เพราะโชคชะตาของนางเป็นเช่นนั้น แต่นางกลับพยายามบังคับโชคชะตาเพื่อตัวเอง ผลลัพธ์จึงไม่เป็นดั่งหวัง
แต่แทนที่จะโศกเศร้า ย่าผันกลับเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง
“หากข้าจะไม่สามารถเปลี่ยนร่างกายของตนได้ เช่นนั้นข้าจะเปลี่ยนหัวใจของข้าแทน!”
นับแต่นั้นมา ย่าผันเริ่มช่วยเหลือชาวบ้าน ทำงานหนักโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน นางเลิกสนใจเรื่องรูปร่างของตนเอง และมุ่งมั่นทำความดี
ชาวบ้านเริ่มยกย่องนาง แม้ว่าคอของนางจะยังพอกโต แต่นางกลับเป็นที่รักของทุกคน นางกลายเป็นแบบอย่างของผู้ที่ใช้ชีวิตด้วยความเสียสละ
แม้เมื่อเวลาผ่านไปและย่าผันล่วงลับไปแล้ว แต่ชื่อเสียงของนางยังคงถูกกล่าวถึงเสมอ
“ใจบุญเหมือนย่าผันคอเหนียง” กลายเป็นคำกล่าวที่ชาวบ้านใช้ยกย่องผู้ที่ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… โชควาสนาของแต่ละคนแตกต่างกัน และไม่อาจบังคับให้เป็นดั่งใจหวัง สาวตาไม่ได้ตั้งใจแสวงหาปาฏิหาริย์ แต่โชคชะตากลับเมตตานาง ขณะที่ย่าผันพยายามไขว่คว้าสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเอง จึงต้องพบกับความผิดหวัง
นิทานยังเตือนให้เราตระหนักว่า แทนที่จะเปลี่ยนโชคชะตา จงเปลี่ยนหัวใจของตนเอง ย่าผันล้มเหลวในการกำจัดคอพอก แต่เมื่อยอมรับสิ่งที่เป็นและเลือกทำความดี นางกลับได้รับการยกย่องและเป็นที่รักของผู้คน
สุดท้าย นิทานเรื่องนี้สอนว่า คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่รูปร่างหน้าตา แต่อยู่ที่การกระทำ ความดีต่างหากที่ทำให้คนจดจำ และแม้เมื่อสิ้นลมหายใจไปแล้ว คุณงามความดีนั้นก็ยังคงอยู่ตลอดไป
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องย่าผันคอเหนียง เป็นนิทานพื้นบ้านของภาคเหนือที่เล่าขานกันมาช้านาน โดยมีรากฐานมาจากคติความเชื่อเรื่องบุญ วาสนา และผลของการกระทำ (กรรม) ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในพุทธศาสนา
ชื่อ “ย่าผันคอเหนียง” เป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวบ้านทางภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ที่มักนำเรื่องนี้มาเล่าสอนลูกหลานให้เข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิต
เรื่องราวนี้สะท้อนวิถีชีวิตของชาวบ้านในอดีต ที่ให้ความสำคัญกับศีลธรรม ความดี และการยอมรับในโชคชะตา คติที่ว่า “แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้” เป็นหัวใจสำคัญของนิทานเรื่องนี้ ซึ่งสอนให้คนพึงพอใจในสิ่งที่ตนมี และไม่พยายามแย่งชิงหรือบังคับโชคชะตาของผู้อื่น
แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าตำนานนี้มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อใด แต่เรื่องราวของ ย่าผันคอเหนียง ยังคงถูกเล่าต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้คนตระหนักว่า ความดีงามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่อยู่ที่การกระทำของเราเอง
“คนเราขอพรให้โชคดีได้ แต่ไม่มีใครขอพรให้เป็นคนอื่นได้ บุญของใคร ก็เป็นของคนนั้น แย่งชะตาผู้อื่น สุดท้ายอาจเหลือเพียงเคราะห์กรรม”