เมื่อความเงียบเข้าครอบคลุมใต้ถุนบ้าน และเสียงลมพัดพาเอาความเก่าก่อนกลับมา ปู่ก็เริ่มเล่านิทานพื้นบ้านไทยเรื่องหนึ่งให้หลานฟัง เรื่องนั้นไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือไม่จริง ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน ไม่มีแม้แต่บทเรียนชัดเจนให้จดจำ แต่กลับถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกจากปากคนเฒ่าคนแก่รุ่นแล้วรุ่นเล่า
ไม่ใช่เรื่องของวีรบุรุษ ไม่ใช่ตำนานของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องของสิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่มีผู้ใดเคยนับค่า ทว่าคำพูดเพียงคำเดียวของมันกลับฝังแน่นอยู่ในใจผู้ฟังจนนานเท่านาน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ตั๋วหลาน (ปู่โกหกหลาน)

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ตั๋วหลาน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แดดบ่ายสาดลงมาบนลานดินจนร้อนระอุ เสียงจักจั่นร้องระงม ลมโชยบางเบาพาเอากลิ่นหญ้าแห้งปนกลิ่นควายมาแตะจมูกใต้ถุนเรือนเก่าหลังหนึ่ง ปู่วันนั่งพิงเสา เคี้ยวหมากเสียงดังกรอบแกรบ ข้างตัวคือหลานชายคนเดียวที่นั่งยอง ๆ กำลังย่ำข้าวเหนียวใส่น้ำพริกปลาร้าอยู่พลาง เอ่ยขึ้นเสียงใสว่า “ปู่ ปู่ เล่าเรื่องเก่าให้ข้าฟังหน่อยสิ เรื่องแปลก ๆ ที่ปู่เคยได้ยินเมื่อก่อนน่ะ”
ปู่ยิ้มมุมปาก ลูบหัวหลานเบา ๆ ก่อนจะเอียงตัวพิงเสาอย่างสบายใจ แล้วพูดว่า “เอ็งเคยเห็นแมงกุดจี่ไหมล่ะ?”
เด็กชายพยักหน้าไวทันที “เคยสิ มันก็แมลงตัวเล็ก ๆ ที่คาบขี้ควายกลม ๆ กลิ้งไปกลิ้งมานั่นแหละ ใช่ไหมปู่?”
“ใช่แล้วล่ะ” ปู่ตอบพลางอมยิ้ม “แต่เอ็งรู้ไหมว่า ครั้งหนึ่งมันเคยจะไปเมืองลังกา”
เด็กชายทำตาโต กลืนน้ำลายแทบไม่ทัน “ลังกา… เมืองในเรื่องรามเกียรติ์นั่นน่ะเรอะ?”
“ก็นั่นแหละ ไม่ผิดหรอก” ปู่ตอบเสียงเรียบ แต่สายตามีแววขำขันพลางเริ่มเล่าช้า ๆ “แต่ก่อนนั้นนานมาแล้ว มีแมงกุดจี่ผัวเมียคู่หนึ่ง มันช่วยกันกลิ้งเบ้า… ก็คือก้อนดินกลม ๆ ที่มันห่อไข่มันไว้ เดินทางข้ามคันนา ลุยหล่มดิน ผ่านทุ่ง ผ่านพง ข้ามกองขี้ควาย ตะเกียกตะกายไปไม่หยุดมือ ท่าทางคล้ายมีเป้าหมายสำคัญ มันกลิ้งกันอยู่สองตัวอย่างนั้น พอดีวันหนึ่ง มันกลิ้งผ่านไปทางใต้ต้นกระโดนใหญ่ที่ชายทุ่ง ขณะนั้นเอง มีหมาตัวหนึ่งนอนขี้เกียจอยู่ตรงนั้น พอเห็นกุดจี่สองตัวกลิ้งเบ้ามา ก็งึดนัก มันลุกขึ้นมายืดขา แล้วถามขึ้นเสียงขรึมว่า…”
‘เจ้า ๆ สองตัวนี่จะพากันไปไหนหรือวะ?’
‘เราสองผัวเมีย จะไปเมืองลังกา’ กุดจี่ตัวผู้ตอบเสียงแน่วแน่ ไม่หยุดกลิ้งแม้แต่น้อย
ไอ้หมาเลิกคิ้ว หาวปากกว้างก่อนหัวเราะหึ ๆ ในคอ ‘เมืองลังกาเนี่ยนะ? ที่อยู่ไกลลิบโพ้นข้ามทะเลข้ามฟ้าน่ะหรือ? เอ็งคิดจะกลิ้งเบ้าไปถึงที่นั่นให้ได้รึ?’
‘ใช่สิ’ กุดจี่ตอบเสียงนิ่ง ‘ก็ได้ข่าวว่าเมืองลังกานั้นโดนหนุมานเผาจนวอดวายหมดแล้ว ครกตำพริกตำขิงก็ไหม้ไม่มีเหลือ ข้าเลยจะเอาเบ้านี่ไปถวายพระเจ้าเมือง ให้ท่านได้ตำพริกกินข้าวอีกหน’
หมาทำตาเหลือกกลอกมองก้อนเบ้าในมือแมงกุดจี่ แล้วถอนใจเฮือกใหญ่ ‘ข้าไม่อยากดูถูกเจ้านะ แต่เจ้าตัวแค่นี้ จะทำครกอะไรได้ ก้อนเดียวเนี่ยนะ?’
กุดจี่ตัวเมียที่เงียบอยู่ตลอด พูดขึ้นเสียงนุ่มนวล ‘ก้อนนี้น่ะ ข้าจะปาดให้เป็นครกได้ตั้งสามใบ ใช้ได้ทั้งบ้าน’
หมาฟังแล้วถึงกับเงียบงัน พูดไม่ออก มันเอียงคอซ้ายทีขวาที มองกุดจี่สองตัวที่ยังกลิ้งเบ้าอย่างไม่ลดละ แล้วพูดเสียงเบาว่า ‘เมืองลังกา… แล้วเจ้าจะไปถึงทันมื้อเช้าไหม?’
‘ถึงสิ ถึงแน่ ข้ากลิ้งทางไว้หมดแล้ว ลมก็รู้ ฟ้าก็รับ เบ้านี่จะถึงก่อนแสงอรุณเสียอีก’
ไอ้หมานั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง พยักหน้าช้า ๆ อย่างคนหมดปัญญาจะเถียง มันจ้องมองสองกุดจี่ผัวเมียที่ค่อย ๆ กลิ้งเบ้าออกไปไกล ลับคันนาไปทีละน้อย
เสียงเบ้าครูดดินดังแกร่ก ๆ ฟังดูแปลกหูนัก มันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ “ถ้าเอ็งถึงเมืองลังกาได้จริง ข้าคงต้องเลิกกินแมงกุดจี่ไปตลอดชีวิตแน่ ๆ”
แล้วตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีใครเคยเห็นหมาตัวนั้นแตะต้องแมงกุดจี่อีกเลย ไม่ว่าตัวสดที่เดินอยู่ในขี้ควาย หรือแม้แต่ตัวที่ถูกคั่ว ทอด ตากแห้งจนหอมฉุย มันก็เมินหน้าหนีตลอด
พอมีคนถาม มันก็ตอบเพียงว่า “กุดจี่ไม่ใช่แมงธรรมดา มันกลิ้งเบ้าไปถวายพระเจ้าเมืองลังกา ข้าจะไปกินมันได้อย่างไร”
จากนั้นเป็นต้นมา หมาทั้งหมู่บ้านก็พลอยไม่กินกุดจี่ตามกัน ไม่มีใครกล้าพอจะเถียงกับคำของไอ้หมาตัวนั้น บางคนว่าเพราะมันเชื่อ
บางคนว่าเพราะมันงง บางคนก็ว่าเพราะมันขี้เกียจเถียง บ้างก็หัวเราะหยันว่า มันแค่ไม่ชอบกลิ่นขี้ควายของเบ้านั้นก็เท่านั้นเอง
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด เรื่องราวของกุดจี่ที่กล้ากลิ้งเบ้าไปเมืองลังกาก็แพร่สะพัดทั่วทั้งหมู่บ้าน และยังคงถูกเล่าขานเรื่อยมาจนถึงวันนี้

เรื่องที่แมงกุดจี่จะไปเมืองลังกานั้น แรก ๆ คนก็เล่ากันขำ ๆ บ้างก็หัวเราะเยาะ บ้างก็งึดตามหมา ทว่าพอนานวันเข้า มันกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าล้อเลียน
ใครเอ่ยถึงกุดจี่ ก็ต้องพูดด้วยท่าทีแปลก ๆ คนเฒ่าคนแก่เริ่มบอกต่อกันว่า อย่าพูดจาเล่นลิ้นกับกุดจี่ เพราะมันอาจไม่ได้ตั๋วขำ ๆ อย่างที่คิด
บางคนเล่าว่าเคยเห็นเบ้ากลิ้งผ่านหน้าบ้านยามดึก กลิ้งเองโดยไม่มีแมงคาบ ไม่มีลม ไม่มีมือใคร บางคนว่าเคยได้กลิ่นดินขี้ควายสด ๆ ลอยมากลางดึก ทั้งที่แถวนั้นไม่มีควาย ไม่มีคอก เรื่องก็ชักจะพิกลขึ้นทุกที
ปู่วันเล่าต่อให้หลานฟัง พลางหยิบยาสูบมวนด้วยใบตองแห้ง มือสั่น ๆ แต่เสียงยังมั่นคง “เอ็งรู้ไหมหลานเอ๊ย… เบ้าแมงกุดจี่น่ะ บางทีเขาว่ากันว่ามันไม่ใช่แค่ห่อไข่ แต่มันห่อเรื่อง ห่อคำ ห่อความมุ่งหมายไว้ด้วย”
“ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีปู่ กุดจี่มันแค่แมงตัวเล็ก ๆ จะไปลังกาได้ยังไง”
“นั่นสิ มันก็เป็นแค่แมง แต่คำของมันน่ะใหญ่ยิ่งนัก มันพูดด้วยความมั่นใจ จนหมายอมแพ้ มันพูดจนคนหยุดกินมัน คำพูดแบบนี้ ถึงจะตั๋ว… แต่มันก็เปลี่ยนโลกได้ เอ็งว่าไหม?”
หลานเงียบไปนาน มองปล้องไผ่ที่ไหวตามลม “แล้วถ้ามันถึงลังกาจริง ๆ ล่ะปู่? ถ้าพระเจ้าเมืองลังกาได้ครกจากเบ้านั่นจริง ๆ?”
ปู่ยิ้มมุมปาก พ่นควันออกจากจมูกเบา ๆ ไม่ตอบในทันที
คืนหนึ่ง มีคนในหมู่บ้านฝันเห็นนครแปลกตา มีไฟเผาท้องฟ้า มีกลิ่นดินไหม้ มีเสียงตำพริกจากครกดินแดง เสียงนั้นดังก้องไปทั่วเมือง แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นแค่ฝันหรือของจริง และไม่มีใครกล้ายืนยันว่ามันเกี่ยวกับแมงกุดจี่หรือไม่
ใต้ถุนเรือนเงียบลงเมื่อดึกคล้อย เด็กชายเอนตัวลงนอนบนเสื่อเก่า มองขึ้นไปเห็นเงาเสาไม้ไหววูบไหวจากแสงตะเกียง เขาพึมพำเบา ๆ ถามขึ้นอีกครั้ง “ปู่… แล้วปู่ล่ะ เชื่อหรือไม่ว่ากุดจี่ไปถึงลังกา?”
ปู่วันหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบอย่างช้า ๆ “ข้าจะว่าอย่างไรก็คงไม่มีความหมายเท่าเอ็งคิดเองดอกหลานเอ๊ย… แต่ข้ารู้เพียงว่า หมาน่ะ มันไม่ได้กลัวกุดจี่หรอก มันกลัวความเชื่อของมันเอง มันกลัวว่าคำพูดของกุดจี่จะเป็นจริง”
เด็กชายเงียบ ไม่ถามอะไรอีก มือลูบเบ้าเล็ก ๆ ที่เขาเก็บไว้เล่นในตอนกลางวัน เงียบงันไปกับเสียงใบไม้ เสียงจักจั่น และเสียงลมพัดที่เหมือนจะพาอะไรบางอย่างมาในความมืด
ก่อนตะเกียงจะดับ ปู่พูดขึ้นเป็นคำสุดท้ายของคืนนั้น “หลานเอ๊ย… คนเราไม่ต้องมีเขา ไม่ต้องมีเขี้ยว ไม่ต้องมีอาวุธ หากมีเพียงคำพูดที่คนฟังแล้วต้องหยุดคิด แค่นั้นก็ใหญ่ได้เหมือนกุดจี่นั่นแหละ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คำพูด แม้ไร้อำนาจจริง แต่ถ้ามั่นใจพอ มันก็สามารถเปลี่ยนใจผู้ฟัง เปลี่ยนมุมมอง และเปลี่ยนพฤติกรรมได้
แมงกุดจี่ไม่ต้องแสดงพลังใด ๆ ไม่ต้องไปถึงเมืองลังกาจริง ๆ แค่พูดอย่างมั่นคง หมาก็ไม่กล้ากินมันอีก ความสำเร็จจึงไม่ได้อยู่ที่การไปถึงจุดหมายเสมอไป แต่อยู่ที่การทำให้คนอื่นเชื่อว่าเราจะไปถึง และบางครั้ง เพียงแค่พูดให้กล้าพอ ก็กลายเป็นจริงในสายตาคนอื่นแล้ว ไม่ว่าเราจะเล็กแค่ไหนในโลกใบนี้ก็ตาม
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องปู่ตั๋วหลาน (ปู่โกหกหลาน) มีต้นทางมาจากคำบอกเล่าของนายวัน ทองคำ ผู้ใหญ่บ้านคำเม็ก หมู่ที่ ๕ ตำบลทุ่งแด้ อำเภอเมืองยโสธร ซึ่งเป็นการเล่าขานกันมาในชุมชนพื้นถิ่นอีสาน ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นด้วยถ้อยคำธรรมดาแบบชาวบ้าน แต่แฝงอารมณ์ขัน ไหวพริบ และแนวคิดลึกซึ้งแบบคนท้องถิ่น
เนื้อหาเล่าถึงแมงกุดจี่ผัวเมียที่กำลังกลิ้งเบ้า ซึ่งเป็นก้อนขี้ควายที่มันใช้ห่อไข่ กลิ้งไปตามทางอย่างมุ่งมั่น แล้วไปพบหมานอนอยู่ริมทาง พอหมาถามว่าจะไปไหน กุดจี่ก็ตอบว่า “จะไปเมืองลังกา” ด้วยเหตุผลที่ว่าเมืองลังกาถูกไฟเผาจนไม่มีครกตำพริกแล้ว จึงจะเอาเบ้าไปถวายพระเจ้าเมือง ทำครกขึ้นใหม่จากขี้ควายนั้น
หมาได้ฟังก็งงและดูถูก แต่เมื่อกุดจี่ตอบกลับด้วยความมั่นใจ ไม่ลังเล ไม่สะทกสะท้าน หมากลับเริ่มลังเลในความคิดของตัวเอง สุดท้ายก็เชื่อ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา มันก็ไม่กล้าแตะต้องกุดจี่อีกเลย
นิทานเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเล่าให้ดูสมจริง แต่เล่าผ่านภาษาพื้นบ้านที่มีชีวิต มีการเล่นคำ ประชด ประชัน และเย้าแหย่ในวิธีคิดของคน ฟังดูเหมือนเรื่องโกหกที่เด็กเล็กหัวเราะได้ แต่กลับแฝงคำสอนลึก ๆ เรื่องพลังของการพูด การกล้าเชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และการใช้ถ้อยคำพลิกสถานการณ์
นิทานปู่ตั๋วหลานจึงยังคงถูกรำลึกถึง เล่าต่อกันไปในชุมชนอีสาน บ้างก็เล่าให้ขำ บ้างก็เล่าให้คิด และไม่ว่าเรื่องจะจริงหรือไม่ คำพูดของกุดจี่ ก็ยังกลิ้งอยู่ในความทรงจำของคนฟังจนถึงวันนี้
“คำพูดที่มั่นคง อาจพาใจคนเดินทางไกลกว่าร่างกายที่เคยก้าวถึง”