ในโลกที่คำพูดเพียงไม่กี่คำอาจเป็นได้ทั้งมิตรและศัตรู การก้าวเท้าออกจากบ้านด้วยความใสซื่อเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะรับมือกับความซับซ้อนของสังคมที่รออยู่เบื้องหน้า
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงการเดินทางของชายหนุ่มผู้พยายามใช้สูตรสำเร็จเพียงหนึ่งประโยคเพื่อเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์ ทว่าบททดสอบจากผู้คนที่เขาพบเจอตามรายทาง กลับพิสูจน์ให้เห็นว่าความหวังดีที่สื่อสารผิดเวลา อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายที่เขาคาดไม่ถึง กับนิทานกริมม์เรื่องออกไปท่องโลกกว้าง

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องออกไปท่องโลกกว้าง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กระท่อมหลังเล็กที่ซบเซา มีหญิงหม้ายผู้ยากไร้อาศัยอยู่กับลูกชายเพียงคนเดียว ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนขยันแต่กลับมีหัวใจที่ใฝ่ฝันอยากจะออกไปเห็นโลกกว้างภายนอกเสียเหลือเกิน
วันหนึ่งเขาเดินไปหาแม่แล้วประกาศด้วยแววตามุ่งมั่นว่า “แม่ครับ ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะออกไปท่องโลกกว้างเพื่อหาประสบการณ์และโชคลาภ!”
แม่ของเขาถอนหายใจยาวพลางมองไปที่เหยือกน้ำที่ว่างเปล่า “โถ่… ลูกรัก เจ้าจะไปได้อย่างไรกัน? ในบ้านเราไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียวที่จะให้เจ้าเอาไปใช้สอยระหว่างทางได้เลยนะ”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน “ไม่ต้องห่วงครับแม่ ผมจัดการตัวเองได้ ผมคิดแผนไว้แล้ว ผมจะถ่อมตัวให้ถึงที่สุด ไม่ว่าใครจะถามอะไร หรือไปที่ไหน ผมจะพูดเพียงประโยคเดียวว่า ‘ไม่มาก ไม่มาก ไม่มาก’ เพียงเท่านี้ใคร ๆ ก็คงจะเห็นใจและเมตตาผม”
เมื่อเห็นความดื้อรั้นของลูก แม่จึงจำใจปล่อยให้เขาออกเดินทางไปพร้อมกับย่ามใบเปล่าและประโยคศักดิ์สิทธิ์ที่เขาท่องไว้ในใจ

ชายหนุ่มเริ่มก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉง พลางท่องพึมพำไปตลอดทางว่า “ไม่มาก… ไม่มาก… ไม่มาก…” จนกระทั่งเขาเดินผ่านชายหาดที่มีกลุ่มชาวประมงกำลังออกแรงลากอวนหนักอึ้งขึ้นจากน้ำ
เขาหวังจะแสดงไมตรีจึงเดินเข้าไปหาแล้วกล่าวทักทายว่า “ขอให้พระเจ้าคุ้มครองพวกท่าน! ไม่มาก ไม่มาก ไม่มาก!”
ชาวประมงเหล่านั้นหยุดชะงักและหันมาถลึงตาใส่ “แกว่าอะไรนะไอ้หนุ่ม? ‘ไม่มาก’ งั้นรึ!” และเมื่ออวนถูกลากขึ้นมา ปรากฏว่าในนั้นแทบไม่มีปลาเลยสักตัวเดียว! พวกเขาโมโหมากเพราะถือว่าเป็นคำแช่ง “แกอยากให้เราจับปลาได้ ‘ไม่มาก’ ใช่ไหม!”
ชายคนหนึ่งคว้าไม้พายขึ้นมาแล้วโบยไปที่หลังชายหนุ่มจนเขาร้องโอดโอย “เจ้าคนทึ่ม! เจ้าไม่เห็นรึว่าพวกเรากำลังเหนื่อยปางตาย เจ้าควรจะพูดว่า ‘จงเต็มเข้าไว้ จงเต็มเข้าไว้’ ต่างหากเล่า!”
ชายหนุ่มเช็ดน้ำตาแล้วจดจำคำใหม่ทันที “จงเต็มเข้าไว้… จงเต็มเข้าไว้…” เขาเดินต่อไปจนถึงลานประหารหน้าเมือง ที่นั่นฝูงชนกำลังมุงดูการเตรียมแขวนคอนักโทษใจโฉด
ชายหนุ่มเดินเข้าไปกลางวงล้อมแล้วฉีกยิ้มพร้อมกล่าวว่า “สวัสดีตอนเช้าทุกท่าน! จงเต็มเข้าไว้ จงเต็มเข้าไว้!”
ฝูงชนและเจ้าหน้าที่เพชฌฆาตถึงกับหน้าถอดสี “แกว่าอย่างไรนะเจ้าคนพาล! ‘จงเต็ม’ อย่างนั้นรึ? แกอยากจะบอกว่าโลกนี้ยังมีคนชั่วที่ต้องถูกแขวนคอเพิ่มอีกให้เต็มลานประหารหรือยังไง แค่นี้ยังไม่พออีกรึ!” ว่าแล้วเขาก็ถูกโบยจนระบมไปทั้งตัว
ชายหนุ่มร้องถามด้วยความสับสน “อ้าว… แล้วผมต้องพูดว่าอะไรล่ะครับ?” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งคำรามใส่ “เจ้าต้องพูดว่า ‘ขอพระเจ้าทรงเมตตาต่อดวงวิญญาณผู้น่าสงสารนี้ด้วยเถิด’ สิเจ้าบ้า!”

ชายหนุ่มพยายามประคองร่างกายที่บอบช้ำเดินต่อไปพลางท่องประโยคใหม่ให้ขึ้นใจ “ขอพระเจ้าทรงเมตตาต่อดวงวิญญาณผู้น่าสงสารนี้ด้วยเถิด… ขอพระเจ้าทรงเมตตา…” เขาคิดว่าคราวนี้ไม่มีทางผิดแน่ เพราะเป็นถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและเป็นมงคลที่สุดเท่าที่เขาเคยเรียนรู้มา
จนกระทั่งเขาเดินผ่านคูน้ำข้างทางที่มีคนลอกหนังสัตว์ (Knacker) กำลังง่วนอยู่กับการชำแหละซากม้าเน่าที่ตายมาหลายวัน กลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเลื่อมใสว่า “อรุณสวัสดิ์ครับท่าน ขอพระเจ้าทรงเมตตาต่อดวงวิญญาณผู้น่าสงสารนี้ด้วยเถิด!”
คนลอกหนังสัตว์หยุดมือทันที เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความโกรธจัด “แกว่าอะไรนะไอ้หนุ่มปากพล่อย! แกกำลังสวดภาวนาให้ซากม้าเน่าๆ นี่รึ? แกกำลังล้อเลียนข้าหรือยังไง!” ว่าแล้วเขาก็เงื้อมือตบเข้าที่ใบหูของชายหนุ่มอย่างแรงจนเขามึนงงไปหมด
“อะไรกัน… ผมพูดผิดอีกแล้วหรือครับ?” ชายหนุ่มถามเสียงสั่น
คนลอกหนังสัตว์ตอบทันควัน “เจ้าคนโง่! สิ่งที่เจ้าเห็นอยู่นี่คือของเสีย เจ้าต้องพูดว่า ‘นั่นไงซากศพเน่าอยู่ในหลุม!’ ถึงจะถูก!”

ชายหนุ่มที่บัดนี้ขวัญเสียจนไม่กล้าคิดเอง ได้แต่ท่องประโยคสุดท้ายที่ได้รับมาอย่างเคร่งครัด “นั่นไงซากศพเน่าอยู่ในหลุม… นั่นไงซากศพเน่าอยู่ในหลุม…” เขาเดินลากขาไปตามถนนจนพบกับขบวนเกวียนคันใหญ่ที่บรรทุกผู้คนมาเต็มคันรถ ทุกคนแต่งกายด้วยชุดสีสันฉูดฉาด ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานเพราะกำลังมุ่งหน้าไปงานเฉลิมฉลองในเมือง
เมื่อเกวียนเคลื่อนเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มก็ตะโกนทักทายสุดเสียง “อรุณสวัสดิ์ทุกคน! นั่นไงซากศพเน่าอยู่ในหลุม!”
เสียงเพลงหยุดกึกทันที ผู้คนบนรถต่างพากันสาปแช่งที่ถูกขัดจังหวะด้วยคำอัปมงคลราวกับถูกแช่งให้ตาย “แกกล้าดียังไงมาแช่งพวกเรา!” คนขับเกวียนโมโหสุดขีด
เขาบังคับเกวียนให้เบียดชายหนุ่มจนเขากระเด็นตกลงไปในหลุมโคลนข้างทาง จากนั้นก็เงื้อแส้ฟาดกระหน่ำลงบนร่างของชายหนุ่มจนเขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
ชายหนุ่มนอนคุดคู้สูดดมกลิ่นโคลนและรอยแผลทั่วกาย เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าโลกกว้างช่างโหดร้ายและสับสนเกินกว่าที่คนอย่างเขาจะเข้าใจได้ เขาจึงค่อย ๆ คลานขึ้นจากหลุมแล้วซมซานกลับบ้านไปหาแม่ในสภาพที่ดูไม่ได้
เมื่อแม่เห็นสภาพลูกชายก็น้ำตาไหลพราก ชายหนุ่มบอกกับแม่ด้วยเสียงสั่นเครือว่าเขาจะไม่ไปไหนอีกแล้ว และนับตั้งแต่วันนั้นจนสิ้นอายุขัย เขาก็ไม่เคยมีความคิดที่จะออกไปท่องโลกกว้างอีกเลยแม้แต่ก้าวเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรู้หรือคำแนะนำใด ๆ จะไร้ค่าและอาจกลายเป็นศาสตราที่ย้อนกลับมาทำร้ายตนเองหากขาดซึ่งสติปัญญาและการพิจารณาให้ถ้วนถี่ถึงกาลเทศะ
เพราะการจดจำเพียงถ้อยคำโดยไม่เข้าใจบริบทหรือสถานการณ์ที่เผชิญอยู่นั้นเปรียบเสมือนการสวมชุดเกราะที่ผิดขนาดซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยป้องกันภัยแล้วยังกลับกลายเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต
อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าความซื่อตรงที่ปราศจากความเฉลียวฉลาดอาจนำมาซึ่งความเข้าใจผิดและการเผชิญหน้ากับความรุนแรงโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราพูดอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจสิ่งที่พูดและรู้ว่าควรสื่อสารออกมาในเวลาที่เหมาะสมหรือไม่นั่นเอง
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ อีกเพียบ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องออกไปท่องโลกกว้าง (อังกฤษ: Going a Traveling) จากคอลเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 143 KHM พี่น้องกริมม์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานพื้นบ้านในแถบเยอรมนีตอนเหนือ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนิทานประเภท “คนโง่ผู้โชคร้าย” (The Simpleton) และนิทานตลกขบขัน (Schwank) ที่มุ่งเน้นการสะท้อนความซื่อจนเซ่อของตัวละคร โดยมักใช้โครงสร้างของการเดินทางที่พบเจอเหตุการณ์ซ้ำ ๆ แต่ตัวละครกลับตอบสนองผิดพลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างอารมณ์ขันและเสียดสีความไร้เดียงสาของมนุษย์
ในเชิงคติชนวิทยา นิทานเรื่องนี้มีรากฐานร่วมกับนิทานจากหลายวัฒนธรรมที่ใช้มุก “การสลับคำพูด” (The Wrong Script) ซึ่งสะท้อนความกลัวของคนสมัยก่อนต่อการสื่อสารที่ผิดพลาดจนนำไปสู่ความขัดแย้ง โดยต้นฉบับของกริมม์ในยุคแรกนั้นมีความสั้นและกระชับมาก เพื่อให้ผู้เล่าสามารถใส่ลีลาท่าทางและการย้ำประโยคซ้ำ ๆ ให้เกิดความตลกขบขันระหว่างการเล่ารอบกองไฟหรือในครอบครัว
นิทานเรื่องนี้ยังถูกมองว่าเป็นบทเรียนเตือนใจกึ่งการเสียดสีระบบการศึกษาในสมัยก่อน ที่เน้นการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองโดยไม่สอนให้คิดวิเคราะห์ ซึ่งพี่น้องกริมม์จงใจรักษาความดิบและตรงไปตรงมาของบทลงโทษที่ตัวละครได้รับ เพื่อย้ำเตือนผู้อ่านว่าโลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน และการนำคำแนะนำหนึ่งไปใช้อีกที่หนึ่งโดยไม่พิจารณาบริบท ย่อมนำมาซึ่งความบอบช้ำมากกว่าความสำเร็จ
คติธรรม: “อาวุธที่อันตรายที่สุดคือถ้อยคำที่ถูกใช้โดยไร้สติปัญญา เพราะความซื่อบริสุทธิ์ที่ขาดการพิจารณากาลเทศะ มักจะกลายเป็นกุญแจที่เปิดประตูเรียกหาหายนะมาสู่ตนเองได้ทุกเมื่อ”

