โลกของนิทานที่เต็มไปด้วยเงาแห่งความลึกลับ บางเรื่องเตือนใจ บางเรื่องสั่นสะเทือน และบางเรื่องก็เล่าถึงผลลัพธ์อันน่าขนลุกของความดื้อดึงและความอยากรู้อยากเห็นเกินควรของมนุษย์
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่ง เล่าถึงแม่มดผู้น่าสะพรึง และเด็กหญิงผู้ฝ่าฝืนคำเตือน จนพบว่าความอยากรู้นั้น… มีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ กับนิทานกริมม์เรื่องแม่มดฟราว์ทรูเดอ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องแม่มดฟราว์ทรูเดอ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ผู้ดื้อรั้นและซุกซนเกินห้ามใจ ไม่ว่าจะพ่อบอก แม่เตือน หรือผู้ใหญ่รอบตัวสั่งอะไร เธอก็มักจะทำตรงกันข้ามเสมอ ทั้งเพราะความอยากรู้อยากเห็น และความคิดว่าตนเองเข้าใจโลกดีกว่าทุกคน
วันหนึ่ง เธอได้ยินชาวบ้านซุบซิบกันถึงหญิงลึกลับคนหนึ่งชื่อแม่มดฟราว์ทรูเดอ ผู้มีบ้านอยู่กลางป่าลึก พวกเขาว่าบ้านของนางเต็มไปด้วยเรื่องประหลาด ภาพชวนขนหัวลุก และสิ่งที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เด็กหญิงยิ่งฟัง ก็ยิ่ง “อยากเห็นด้วยตาตัวเอง”
พ่อแม่รีบห้ามทันที “ห้ามไปเด็ดขาด! แม่มดฟราว์ทรูเดอเป็นหญิงร้าย ผู้ทำเรื่องชั่วร้าย หากเจ้าดื้อไปหา นับแต่นั้นจะไม่ใช่ลูกเราที่เรารู้จักอีกต่อไป!”
แต่คำห้ามยิ่งทำให้เด็กหญิงอยากไปมากกว่าเดิม เธอคิดแค่ว่า “ผู้ใหญ่ขี้กลัว” ปิดบังเรื่องตื่นเต้นไม่ให้เด็กได้สนุก
แล้วเธอก็ตัดสินใจแอบไปตามลำพัง
เด็กหญิงเดินฝ่าป่าลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนเจอบ้านไม้หลังหนึ่ง ตั้งอยู่กลางความเงียบสงัดของป่า บรรยากาศรอบบ้านทั้งหม่น ทั้งหนาว ทั้งคล้ายมีเงาเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่ความอยากรู้ของเธอก็ยังชนะความกลัว
เมื่อเคาะประตู เบา ๆ… ประตูก็เปิดออกเองราวกับรอใครอยู่ แล้วแม่มดฟราว์ทรูเดอ หญิงร่างสูงผอม ใบหน้าครึ่งมืดครึ่งสว่าง ก็ยืนรออยู่ด้านใน
“เจ้ามาที่นี่ทำไม เด็กน้อย?” นางถามด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
เด็กหญิงหน้าเริ่มซีด มือเย็นวาบ เพราะตลอดทาง เธอเห็นสิ่งประหลาดมากมาย
บนขั้นบันได เธอเห็นชายร่างดำสนิท ยืนก้มหน้าเหมือนรอใครอยู่
เมื่อขึ้นไปอีกขั้น เธอเห็นชายตัวเขียว เดินผ่านเหมือนวิญญาณจากป่าลึก
และบนขั้นสูงสุด เธอเห็นชายสีแดงสดคล้ายเพิ่งลุกออกมาจากกองไฟ
แม่มดจ้องตาเธอแล้วพูด “ทำไมหน้าซีดเช่นนั้น? เจ้าเห็นอะไรมา?”
เด็กหญิงตัวสั่น ตอบตะกุกตะกักว่า “ขะ… ขั้นบันได… ฉันเห็นชายสีดำ…”
แม่มดตอบเรียบ ๆ “นั่นคนเผาถ่าน”
เด็กหญิงสั่นถามด้วยเสียงสั่น “แล้วก็พบชายเขียว…”
แม่มดตอบ “นั่นนักล่า”
เด็กหญิงสั่นถามด้วยเสียงสั่นเครือด้วยความกลัวสุดขีด “ต่อมาก็คนสะ… สี… สีแดง…”
แม่มดตอบ “นั่นคนเชือดสัตว์” เธอยังตอบด้วยเสียงเรียบ ๆ แต่น่าสะพึง
แต่สิ่งที่ทำให้แม่มดเริ่มยิ้ม คือสิ่งที่เด็กหญิงเห็นสุดท้าย เธอบอกว่า… “หนูมองผ่านหน้าต่างเข้าไป แล้วไม่เห็นท่านเลย เห็นเป็น…เป็นปีศาจหัวไฟ!”
แม่มดยิ้มยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนดูไม่เหมือนรอยยิ้มของมนุษย์ นางพูดเสียงชัด ราบเรียบ และน่าขนลุกมากว่า “อ้อ… เจ้าก็เห็นข้าในร่างจริงสินะ เด็กน้อย ข้ารอเจ้าอยู่นานแล้ว”

เมื่อคำพูดนั้นหลุดจากปากแม่มด เด็กหญิงรู้ทันทีว่าตนก้าวเข้ามาในสถานที่ที่ไม่ควรมาเลยแม้แต่นิดเดียว
บรรยากาศในบ้านเริ่มเปลี่ยน ไฟในเตาผิงลุกวาบขึ้นเอง เงาทุกเงาในบ้านเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต ข้าวของบนชั้นเริ่มสั่นไหวเบา ๆ ราวกับกำลังหายใจ
แม่มดฟราว์ทรูเดอเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว แต่ละก้าวเหมือนทำให้อากาศเย็นลงจนเหมือนน้ำแข็ง
“เจ้ารู้ไหม เด็กน้อย…” นางก้มลงจ้องเธอด้วยดวงตาสีแดงเรืองในความมืด
“สิ่งที่ผู้ใหญ่เขาห้าม ไม่ใช่เพื่อจำกัดเจ้า… แต่เพื่อปกป้องเจ้า”
เด็กหญิงถอยหลัง มือกำเสาไม้ แต่ขาของเธอหนักเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น
แม่มดพูดต่อ “เจ้ามองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เพราะใจเจ้าดื้อ… และอยากรู้อยากเห็นยิ่งกว่าใคร ข้าชอบเด็กแบบนี้ เด็กที่กล้าท้าทาย”
รอยยิ้มของนางค่อย ๆ ฉีกกว้างขึ้น ร่างของนางสั่นไหว เหมือนกำลังจะเปลี่ยนรูปร่างอีกครั้ง…กลายเป็นเงามืดที่มีหัวลุกโชติช่วงเหมือนเปลวไฟ ดวงตาโบกวาบเหมือนถ่านไฟแดง
เด็กหญิงแทบกรีดร้อง แต่เสียงไม่ออก หัวใจเต้นแรงจนเหมือนกำลังจะหลุดออกจากอก
แม่มดยื่นมือ นิ้วยาวและเหมือนกิ่งไม้แห้งเผาดำ มาจับไหล่เธอเบา ๆ สัมผัสนั้นทั้งเย็น ทั้งหนัก ทั้งเหมือนจะดูดลมหายใจออกไป
แล้วนางพูดว่า… “เจ้ามาถูกต้องแล้วล่ะ… วันนี้ข้าต้องการ ‘แสงไฟ’ จากเจ้า”
เด็กหญิงสั่นเทา “ละ แสงไฟอะไร… ฉันไม่เข้าใจ…”
แม่มดหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะเหมือนแผ่นเหล็กขูดกัน “แสงไฟเพื่อให้ข้าอบอุ่น… เพื่อให้คืนมืดนี้สว่างขึ้น…”
จากนั้น เพียงชั่ววินาทีเดียว แม่มดสะบัดนิ้ว ร่างเด็กหญิงก็แข็งทื่อราวกับถูกสาป
ผมและเสื้อผ้าของเธอค่อย ๆ กลายเป็นเสี้ยนไม้สีน้ำตาล แขนขาเปลี่ยนเป็นท่อนทับทิมของต้นไม้ ร่างกายทั้งหมดบิดตัว หดสั้น จนสุดท้ายกลายเป็นท่อนไม้แห้งท่อนหนึ่ง
แม่มดหยิบท่อนไม้นั้นขึ้นด้วยความพึงพอใจ โยนลงไปในเตาผิงอย่างแผ่วเบา
ทันทีที่มันตกกระทบไฟ เปลวไฟก็พุ่งสูงขึ้น ลุกโชน แตกประกาย สว่างกว่าที่บ้านหลังนั้นเคยมีในร้อยปี
แม่มดฟราว์ทรูเดอนั่งลงหน้าเตาผิง เอามือผอมยาวของนางยื่นออกมาผึ่งให้ความอบอุ่น แล้วพูดเสียงเรียบ เสียงที่ฟังดูภูมิใจราวกับเป็นเรื่องปกติของโลกนี้
“นี่แหละ… แสงไฟที่ข้าต้องการ ช่างสว่างดีจริง ๆ นานทีจะได้แบบนี้สักครั้ง”
และจะไม่มีใครรู้… ว่าเด็กหญิงคนนั้นเคยมีตัวตน หรือเคยส่งเสียงหัวเราะใด ๆ ในบ้านของพ่อแม่อีกเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความดื้อรั้นและความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่ฟังคำเตือน อาจพาเราไปเจอสิ่งที่เกินกว่าที่หัวใจและชะตาจะรับไหวบางประตู ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้เปิด และไม่ใช่ทุกความจริงที่ควรมองเห็นด้วยตาเด็ก ๆ
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์ หนึ่งในคอลเลกชันนิทานโด่งดังจากยุโรปอ่านสนุกให้ข้อคิดดี ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องแม่มดฟราว์ทรูเดอ (แม่ทรูดี) (อังกฤษ: Frau Trude, Mother Trudy) มีรากจากนิทานพื้นบ้านเยอรมันซึ่งเล่าขานกันมาหลายรุ่น เนื้อหามีลักษณะขึงขังและแฝงความหลอนตามแบบนิทานสอนใจของยุโรปยุคเก่า ที่ใช้ความน่ากลัวเป็นเครื่องเตือนเด็กให้เชื่อฟังผู้ใหญ่และหลีกเลี่ยงอันตรายที่ซ่อนอยู่ในโลกภายนอก
นิทานเรื่องนี้ถูกบันทึกโดยพี่น้องกริมม์ (Brothers Grimm) ในฉบับ Kinder- und Hausmärchen ลำดับที่ 043 KHM ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 โดยคาดว่าพวกเขารวบรวมมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในแคว้นเฮสเซนหรือพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเรื่องนี้จัดเป็นหนึ่งในนิทานที่มีน้ำเสียงมืดมนและสั้นแต่รุนแรงที่สุดในเล่ม
ด้วยลักษณะที่ตรงไปตรงมาและตอนจบที่โหดร้าย นิทานเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของนิทานที่สะท้อนความกลัวในสังคมยุโรปต่อแม่มด ความเชื่อทางไสยศาสตร์ และการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามในยุคก่อนสมัยใหม่อย่างชัดเจน
คติธรรม: “ความอยากรู้อย่างไร้ขอบเขต อาจเป็นประตูที่พาเราเดินตรงเข้าสู่อันตรายด้วยตัวเอง”

