นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ

ปกนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ

ในดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยป่าทึบและสายหมอก มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากประเทศโคลอมเบีย มีเรื่องเล่าที่ถูกกระซิบผ่านกองไฟมายาวนาน ผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวถึงสถานที่ที่ไม่มีใครเคยพบเห็น แต่มีผู้คนมากมายพยายามตามหา เส้นทางสู่ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค บางคนกล่าวว่ามันคือพรจากสวรรค์ ขณะที่บางคนเชื่อว่ามันคือกับดักที่ไม่มีวันปลดปล่อย

ค่ำคืนหนึ่ง เรื่องราวเหล่านั้นถูกกล่าวถึงอีกครั้ง โดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งฟังอย่างตั้งใจ เขาไม่ได้ตั้งใจจะเชื่อ แต่บางสิ่งในถ้อยคำเหล่านั้นดึงดูดให้เขาหันมองเส้นขอบฟ้าที่มืดมิด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ไม่มีวันหวนกลับ กับนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ค่ำคืนหนึ่ง ลมเย็นพัดผ่านหมู่บ้านกลางป่าไกลโพ้น เปลวไฟจากกองฟืนลุกไหวราวกับสะท้อนความลับบางอย่างในความมืด ผู้คนล้อมวงฟังชายชราผู้หนึ่งเล่าเรื่องราวที่ถูกเล่าขานมาหลายชั่วอายุคน

“เจ้ารู้จักตำนานของเอลโดราโดหรือไม่?” เขาถาม ดวงตาของเขาขุ่นมัวแต่ส่องประกายแปลกประหลาด

เอลโดราโด เมืองทองคำที่สาบสูญ ตำนานกล่าวว่า เมืองนี้เต็มไปด้วยทองคำบริสุทธิ์ กำแพงเป็นทอง หลังคาเป็นทอง แม้แต่น้ำในแม่น้ำยังสะท้อนแสงทองอร่าม และที่ศูนย์กลางของมัน ราชาทองคำทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์กลางทะเลสาบ ปกคลุมร่างด้วยผงทองคำบริสุทธิ์ก่อนจะโรยทองลงสู่ผืนน้ำ

“แต่ไม่มีใครเคยพบมันจริง ๆ ใช่ไหม?” หนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เสียงของเขาท้าทายกว่าคนอื่นที่เงียบฟังด้วยความเคารพ

ชายชราหันมองเขา รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้น “ไม่มีใครกลับมาเพื่อบอกว่าเจอ… หรือไม่มีใครรอดกลับมา?”

เสียงกระซิบในหมู่ชาวบ้านดังขึ้น แต่ชายหนุ่มคนนั้นยังคงจ้องมองชายชรา ดวงตาของเขามีแต่ความกระหายใคร่รู้ “ถ้าเมืองทองคำมีอยู่จริง ข้าจะเป็นคนค้นพบมันเอง”

รุ่งเช้าไทโบ ชายหนุ่มนักล่าผู้กล้าหาญ ออกเดินทางลึกเข้าไปในป่าตามเส้นทางที่เขาเคยได้ยินจากนักเดินทางผู้ลึกลับเขาไม่ได้ต้องการเพียงทองคำแต่ต้องการเป็นผู้ค้นพบสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็น

ป่าแห่งนี้แตกต่างจากที่เขาคุ้นเคย มันเงียบเกินไป ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีเสียงกิ่งไม้หัก แม้แต่ลมก็แทบไม่พัดผ่าน

แต่เมื่อเขาเดินไปลึกขึ้น เสียงเริ่มดังขึ้น เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไม่ควรมีอยู่ “กลับไปเสีย มนุษย์…”

ไทโบชะงัก หันขวับมองรอบตัว แต่มีเพียงเงาของต้นไม้สูงตระหง่าน และหมอกสีเทาเข้มที่ลอยต่ำอยู่เหนือพื้นดิน เขาเดินต่อไป

คืนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังพักอยู่ริมแม่น้ำ เขาฝันถึงทะเลสาบสีดำสนิท ที่กลางน้ำมีเงาสะท้อนของเมืองทองคำ กำแพงเรืองแสงด้วยทองแท้ หลังคาเปล่งประกายระยิบระยับ

แต่เมื่อเขายื่นมือแตะผิวน้ำเงานั้นก็สั่นไหว และทันใดนั้น มือสีดำสนิทก็พุ่งขึ้นมาจากใต้น้ำ ดึงร่างของเขาลงไป!

ไทโบสะดุ้งตื่นหอบหายใจหนัก เหงื่อเย็นไหลอาบแผ่นหลัง และที่ข้างตัวเขามีขนนกสีทองอร่ามร่วงลงมา ทั้งที่ไม่มีนกสักตัวอยู่รอบบริเวณนั้น

เขากำขนนกแน่น ก่อนจะลุกขึ้น เอลโดราโดอยู่ใกล้กว่าที่เขาคิด เขาต้องหาให้พบ… ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ 2

หลังจากฝ่าป่าลึกมาหลายวัน ไทโบก็พบมันทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์

หมอกหนาทึบลอยเอื่อยปกคลุมผืนน้ำดำสนิท ไร้กระแสคลื่น ไร้เสียงแม้เพียงกระซิบ มันช่างเงียบงันจนไทโบได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้น แต่เบื้องล่างนั้น… มีบางสิ่งเคลื่อนไหว

เงาสะท้อนของเมืองสีทองปรากฏขึ้นกลางน้ำ กำแพงส่องแสงเจิดจ้า ยอดวิหารตระหง่าน ปราสาทสุกสกาวราวกับสวรรค์ถูกจารึกไว้ใต้น้ำ

เอลโดราโด… จริง ๆ งั้นหรือ? “มันอยู่ตรงหน้าแล้ว…” ไทโบกระซิบ เขาก้าวเข้าไปใกล้ขอบน้ำ

แต่แล้วเสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นรอบตัว “สิ่งที่เจ้ามองเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะได้ครอบครอง…”

ไทโบหันขวับ ดวงตาจับจ้องไปยังเงามืดที่ก่อตัวขึ้นรอบทะเลสาบ “พวกเจ้าเป็นใคร!” เขาตะโกน แต่เสียงนั้นไม่มีผู้ใดตอบ

เบื้องหน้ามีทางเลือก จะยืนอยู่ตรงนี้มองมันจากระยะไกล และกลับไปพร้อมกับเรื่องเล่า หรือจะก้าวลงไป และเป็นผู้ค้นพบเอลโดราโดตัวจริง

เขาตัดสินใจแล้วเขาจะเป็นผู้ค้นพบเมืองในตำนาน ไทโบกระโจนลงสู่ผืนน้ำ และแล้ว… ทุกอย่างเปลี่ยนไป

ไทโบไม่ได้อยู่ในน้ำอีกต่อไป เขายืนอยู่กลางนครแห่งทองคำ

ทุกสิ่งเปล่งประกายแสงทองจ้า กำแพงสีทองสูงตระหง่าน ถนนเรียงรายด้วยอัญมณีล้ำค่า ท้องฟ้าส่องแสงสีเหลืองอร่ามราวกับพระอาทิตย์ไม่เคยลับขอบฟ้า

เขาทำได้แล้ว! เขาคือผู้ค้นพบเอลโดราโด!

แต่แล้ว… เขาสังเกตเห็นบางอย่าง เมืองนี้เงียบเกินไป ไม่มีผู้คน ไม่มีเสียง ไม่มีแม้แต่เงาของสายลม มีเพียงเงาดำไร้รูปร่างที่ทอดยาวไปตามทางเดิน เงานั้น… เคลื่อนไหว

ไทโบหันไปมองด้านหลัง และพบว่ามีเงาหนึ่งทอดมาจากตัวเขาเองแต่มันไม่ใช่เงาของเขา

“เจ้าคือผู้ที่ค้นพบเอลโดราโด…” เสียงกระซิบดังขึ้นรอบตัว “และบัดนี้ เจ้าจะเป็นส่วนหนึ่งของมัน”

ไทโบก้าวถอยหลัง แต่ทุกย่างก้าวร่างของเขาหนักขึ้น เหมือนถูกพันธนาการไว้กับพื้น

มือของเขาสัมผัสกำแพงทองคำ แต่ทองนั้นกลับกลายเป็นเถ้าธุลี หลุดร่วงจากกันเหมือนภาพลวงตา

เมืองทั้งเมือง… ค่อย ๆ สลายหายไป

และในที่สุด… เขาก็รู้ความจริง เอลโดราโดมีจริง แต่มันไม่ใช่เมืองแห่งทองคำ มันคือกับดักของความโลภ

นักเดินทางทุกคนที่พยายามครอบครองมันกลายเป็นเพียงเงา ถูกขังอยู่ที่นี่ตลอดกาล

ไทโบพยายามจะหนี แต่ไม่ทันแล้ว… ร่างของเขาถูกดูดกลืนเข้าสู่เงามืด เสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินคือเสียงกระซิบ… “ยินดีต้อนรับสู่เอลโดราโด เมืองแห่งเงาที่ไม่มีวันตาย…”

รุ่งเช้า หมอกเหนือทะเลสาบจางหายไป แต่ไม่มีร่องรอยของไทโบอีกต่อไป

ผู้คนที่ผ่านมาจะมองลงไปในผืนน้ำ และบางครั้ง พวกเขาจะเห็นเงาของชายผู้หนึ่งทอดอยู่ใต้ผืนน้ำ

ชายผู้กล้าหาญที่เคยตามหาทองคำ… และพบเพียงความว่างเปล่า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความโลภเป็นภาพลวงตาที่ทำให้เราหลงทาง” สิ่งที่เราคิดว่ามีค่าที่สุดอาจเป็นเพียงเงาสะท้อนของความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งเราวิ่งไล่ตามมันโดยไม่หยุดคิด ยิ่งเราไขว่คว้าด้วยความกระหาย เราก็ยิ่งถลำลึกลงไปสู่จุดที่ไม่มีวันหวนกลับ

ไทโบเชื่อว่าทองคำในเอลโดราโดจะทำให้เขายิ่งใหญ่ เป็นผู้ค้นพบสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็น แต่เขาไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า “ถ้าสิ่งนี้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่มีใครได้ครอบครอง?” ความหลงใหลทำให้เขามองข้ามคำเตือน มองข้ามสัญญาณอันตราย และสุดท้ายก็ทำให้เขาก้าวเข้าสู่กับดักของตัวเอง เขาไม่ได้พบเมืองทองคำเขาพบเพียงเมืองแห่งเงา ที่สะท้อนแต่ความว่างเปล่า

“มนุษย์มักมองเห็นสิ่งที่อยากเห็น มากกว่าสิ่งที่เป็นจริง” เช่นเดียวกับไทโบที่เลือกจะเชื่อในเงาแห่งทองคำ มากกว่าคำกระซิบที่พยายามเตือนเขา นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนมากมายในชีวิตจริงเราหลงไหลในอำนาจ ทรัพย์สิน ความสำเร็จ โดยไม่เคยหยุดถามว่ามันจะนำเราไปที่ใด และเมื่อรู้ตัว บางครั้งมันก็สายเกินไป

“บางสิ่งไม่ได้ถูกซ่อนไว้เพราะมันมีค่า แต่ถูกซ่อนไว้เพราะมันคือคำสาป” เอลโดราโดไม่ใช่ขุมทรัพย์สำหรับผู้ใด มันคือกับดักที่ถูกสร้างขึ้นจากความโลภของมนุษย์เอง และมันจะคงอยู่ตลอดไป ตราบใดที่ยังมีผู้คนยอมละทิ้งทุกสิ่งเพื่อวิ่งไล่ตามสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องเอลโดราโด ตำนานนครทองคำ (อังกฤษ:El Dorado) ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานของ “เอลโดราโด” (El Dorado) ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่แพร่หลายในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในโคลอมเบีย เดิมที เอลโดราโดไม่ได้หมายถึงเมืองทองคำ แต่เป็นพิธีกรรมของเผ่ามุยส์กา (Muisca) ที่กษัตริย์ของพวกเขาจะเคลือบร่างกายด้วยผงทองคำแล้วล่องเรือไปกลางทะเลสาบกัวตาวิตา (Lake Guatavita) เพื่อถวายทองคำแก่เทพเจ้า พิธีกรรมนี้ถูกพบเห็นโดยชาวสเปนที่เดินทางมาสำรวจอเมริกาใต้ในศตวรรษที่ 16 และทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีเมืองทองคำซ่อนอยู่ในป่าลึก นักสำรวจมากมายพยายามค้นหา ขุดทะเลสาบ บุกป่าฝ่าดง และบางคนต้องสังเวยชีวิตเพื่อสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

นิทานฉบับนี้นำแก่นของตำนานดั้งเดิมมาถ่ายทอดใหม่ โดยเปลี่ยน “เมืองทองคำที่จับต้องได้” ให้กลายเป็น “เมืองทองคำแห่งเงา” ซึ่งเป็นภาพลวงตาของความโลภ ชายหนุ่มในเรื่องไม่ได้เป็นนักล่าอาณานิคมที่เดินทางจากแดนไกล แต่เป็นชาวพื้นเมืองที่ถูกดึงดูดด้วยตำนานของบรรพบุรุษ การที่เขามองเห็นเมืองทองคำสะท้อนอยู่ในผืนน้ำแต่ไม่สามารถสัมผัสได้ สะท้อนถึงธรรมชาติของความปรารถนาอันไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งเขาพยายามครอบครองมันมากเท่าใด ก็ยิ่งจมลึกลงไปในกับดักของตัวเอง

นิทานนี้ยังคงองค์ประกอบสำคัญจากต้นฉบับ เช่น ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง และการเดินทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ถูกตีความใหม่ให้เป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่ถูกความโลภบดบังตา จนหลงลืมคำเตือนและมุ่งไปสู่ความหายนะโดยไม่รู้ตัว มันไม่ได้เป็นเพียงนิทานเกี่ยวกับการตามล่าสมบัติ แต่เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่มักไล่ตามสิ่งที่ตนไม่มี จนสุดท้ายอาจสูญเสียทุกอย่างไปโดยไม่รู้ตัว เอลโดราโดจึงไม่ใช่ขุมทรัพย์ของผู้ใด แต่เป็นบททดสอบของผู้ที่พยายามไขว่คว้า บางสิ่งไม่ได้ถูกซ่อนไว้เพราะมันมีค่า แต่ถูกซ่อนไว้เพราะมันคือคำสาป และสุดท้าย มนุษย์ไม่ได้ถูกหลอกโดยตำนาน หากแต่ถูกหลอกโดยความโลภของตัวเอง

“ความโลภทำให้เราหลงไหลในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ยิ่งไขว่คว้า เรายิ่งจมลึก และสุดท้ายอาจกลายเป็นเพียงเงาที่ถูกลืมเลือนไป”