ปกนิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำปลีลาวิเศษ

นิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำปลีลาวิเศษ

ในโลกที่เวทมนตร์แฝงตัวอยู่ในทุกความเมตตาและการทรยศมักมาในรูปโฉมที่งดงามที่สุด

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงพรานหนุ่มผู้ได้รับพรวิเศษ แต่กลับต้องเผชิญกับเล่ห์กลที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปสู่บททดสอบอันแปลกประหลาดเกินคาดเดา กับนิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำปลีลาวิเศษ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำปลีลาวิเศษ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำปลีลาวิเศษ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนายพรานหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้าไปในป่าเพื่อดักซุ่มรอสัตว์ เขาเป็นคนที่มีจิตใจสดชื่นและร่าเริง ขณะที่เขากำลังเดินไปพลางเป่าใบไม้เป็นเสียงเพลงอย่างเพลิดเพลิน ก็มีหญิงชราหน้าตาอัปลักษณ์คนหนึ่งเดินเข้ามาหาแล้วเอ่ยทักว่า

“อรุณสวัสดิ์จ้ะ พรานหนุ่มที่รัก ท่านช่างดูร่าเริงและอิ่มเอมใจเหลือเกิน แต่ข้านี่สิกำลังทรมานด้วยความหิวและกระหายน้ำเหลือเกิน ได้โปรดให้ทานแก่ข้าบ้างเถิด” นายพรานรู้สึกสงสารหญิงชราผู้น่าสงสารคนนั้น เขาจึงล้วงกระเป๋าแล้วหยิบเงินเท่าที่พอจะสละให้ได้มอบแก่นาง

เมื่อเขากำลังจะเดินจากไป หญิงชราได้รั้งเขาไว้แล้วกล่าวว่า “ฟังนะพรานหนุ่มที่รัก ในสิ่งที่ข้าจะบอกท่าน ข้าจะมอบของขวัญเพื่อตอบแทนความใจดีของท่าน ตอนนี้จงเดินต่อไปอีกสักพัก แล้วท่านจะพบต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งมีนกเก้าตัวเกาะอยู่ พวกมันกำลังใช้กรงเล็บทึ้งดึง ‘ผ้าคลุม’ ผืนหนึ่งอยู่ จงใช้ปืนของท่านยิงเข้าไปกลางวงนกเหล่านั้น พวกมันจะทิ้งผ้าคลุมลงมาให้ท่าน แต่นกตัวหนึ่งจะได้รับบาดเจ็บและร่วงลงมาตาย”

นางอธิบายสรรพคุณต่อว่า จงเอาผ้าคลุมนั้นไป มันคือ ‘ผ้าคลุมอธิษฐาน’ เมื่อท่านคลุมมันไว้ที่ไหล่และนึกปรารถนาจะไปที่แห่งใด ท่านจะไปถึงที่นั่นได้ในชั่วพริบตา และจงผ่าเอาหัวใจของนกตัวที่ตายนั้นออกมากลืนลงไปทั้งดวง แล้วทุก ๆ เช้าที่ท่านตื่นขึ้นมา ท่านจะพบเหรียญทองวางอยู่ใต้หมอนของท่านเสมอ”

นายพรานขอบคุณหญิงชราผู้ชาญฉลาดและนึกในใจว่า “ถ้าสิ่งที่นางสัญญาเป็นจริง มันคงเป็นเรื่องที่วิเศษมาก” และเมื่อเขาเดินไปได้เพียงร้อยก้าว เขาก็ได้ยินเสียงนกร้องระงมเหนือหัว เมื่อมองขึ้นไปเขาก็พบนกกลุ่มหนึ่งกำลังใช้จะงอยปากและกรงเล็บรุมทึ้งผ้าผืนหนึ่งราวกับแย่งชิงสมบัติ

“ให้ตายเถอะ ช่างน่าอัศจรรย์จริง ทุกอย่างเป็นไปตามที่หญิงชราทำนายไว้ไม่มีผิด!” พรานหนุ่มยกปืนขึ้นเล็งแล้วยิงเข้าไปกลางวงทันที ขนพัดปลิวกระจาย นกต่างบินหนีหายไป เหลือเพียงนกตัวหนึ่งที่ร่วงลงมาตายพร้อมกับผ้าคลุมที่หล่นลงมา นายพรานทำตามคำแนะนำทุกประการ เขาผ่าหัวใจนกแล้วกลืนลงไป จากนั้นจึงนำผ้าคลุมกลับบ้าน

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเขาตื่นขึ้นมาและนึกถึงคำสัญญา เขาจึงลองเลิกหมอนขึ้นดูและพบเหรียญทองส่องประกายยิบยับอยู่ต่อหน้า วันต่อมาเขาก็พบมันอีก และเป็นเช่นนี้ในทุกๆ เช้า จนเขามีเงินทองกองเป็นพูน แต่ในที่สุดเขาก็คิดว่า “ทองมากมายจะมีประโยชน์อะไรหากข้าเอาแต่หมกตัวอยู่บ้าน ข้าจะออกไปเห็นโลกกว้างเสียดีกว่า” เขาจึงกล่าวลาพ่อแม่ สะพายย่ามพรานและปืนคู่ใจ แล้วออกเดินทางสู่โลกกว้าง

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำปลีลาวิเศษ 2

วันหนึ่งนายพรานหนุ่มเดินทางผ่านป่าทึบจนมาถึงทุ่งราบกว้างขวางเบื้องหน้าเขามีปราสาทที่งดงามตั้งตระหง่านอยู่ ที่หน้าต่างบานหนึ่งมีหญิงชรายืนอยู่กับหญิงสาวผู้งดงามราวกับหยาดฟ้ามาดิน แต่หญิงชราคนนั้นแท้จริงแล้วคือแม่มด นางเอ่ยกับลูกสาวว่า:

“นั่นไง มีคนเดินออกมาจากป่า เขามีสมบัติล้ำค่าอยู่ในตัว เราต้องขโมยมันมานะลูกรัก มันเหมาะกับเรามากกว่าเขา เขามีหัวใจนกอยู่ในตัวซึ่งทำให้มีเหรียญทองมาอยู่ใต้หมอนทุกเช้า” นางสั่งสอนลูกสาวถึงวิธีการและบทบาทที่จะต้องเล่นเพื่อชิงหัวใจนั้นมา

พร้อมกับขู่ด้วยสายตาที่เกรี้ยวกราดว่า “และถ้าเจ้าไม่ทำตามที่ข้าสั่ง เจ้าจะได้เห็นดีกัน!”

เมื่อนายพรานเดินเข้ามาใกล้และเห็นหญิงสาว เขาก็รำพึงกับตัวเองว่า “ข้าเดินทางมานานแล้ว ควรจะพักผ่อนเสียหน่อยในปราสาทที่สวยงามแห่งนี้ ข้ามีเงินทองมากพอที่จะจ่าย” แต่เหตุผลที่แท้จริงคือเขาตกหลุมรักหญิงสาวผู้น่ารักคนนั้นเข้าเสียแล้ว

เขาเข้าไปในบ้านและได้รับการต้อนรับอย่างดี ไม่นานเขาก็ตกหลุมรักแม่มดสาวจนไม่นึกถึงสิ่งอื่นใดอีก เขาเห็นโลกผ่านดวงตาของนางและยอมทำทุกอย่างที่นางปรารถนา หญิงชราจึงกล่าวว่า:

“ตอนนี้เราต้องเอาหัวใจนกมา เขาจะไม่รู้สึกตัวหรอกว่ามันหายไป” นางปรุงยาชนิดหนึ่งแล้วรินลงในถ้วยส่งให้ลูกสาวเพื่อนำไปให้นายพราน

หญิงสาวทำตามโดยกล่าวว่า “ยอดรักของข้า โปรดดื่มเพื่อข้าเถิด” นายพรานรับถ้วยมาดื่มจนหมด ทันใดนั้นเขาก็สำรอกหัวใจนกออกมา หญิงสาวแอบเก็บมันไปและกลืนลงไปเองตามคำสั่งของแม่มด นับแต่นั้นมานายพรานก็ไม่พบเหรียญทองใต้หมอนอีกเลย

แต่มันกลับไปอยู่ที่ใต้หมอนของหญิงสาวแทน และแม่มดเฒ่าจะมาเก็บมันไปทุกเช้า แต่นายพรานที่ลุ่มหลงจนโง่เขลากลับไม่สนใจสิ่งใด นอกจากความปรารถนาที่จะใช้เวลาร่วมกับหญิงสาวเท่านั้น

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำปลีลาวิเศษ 3

แม่มดเฒ่ายังไม่หยุดเพียงแค่นั้น นางกล่าวว่า “เราได้หัวใจนกมาแล้ว แต่เราต้องเอาผ้าคลุมอธิษฐานนั่นมาด้วย!”
หญิงสาวพยายามแย้งว่า “ให้เขาเก็บไว้เถอะท่านแม่ แค่นี้เขาก็เสียสมบัติไปหมดแล้ว”
แต่แม่มดกลับโกรธเกรี้ยวและตวาดว่า “ผ้าคลุมแบบนั้นเป็นของวิเศษที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้ ข้าต้องได้มันมา!”
นางลงมือทุบตีลูกสาวหลายครั้งและขู่ว่าหากไม่เชื่อฟังจะต้องเจอดี

หญิงสาวจึงจำใจทำตามแผน นางไปยืนอยู่ที่หน้าต่างและมองไปยังที่ห่างไกลด้วยท่าทางโศกเศร้าอย่างยิ่ง นายพรานจึงถามว่า “ทำไมเจ้าถึงมายืนเศร้าอยู่ตรงนี้เล่า?”

นางตอบว่า “อา… ยอดรักของข้า ฝั่งโน้นคือภูเขาโกเมน (Garnet Mountain) ที่นั่นมีอัญมณีล้ำค่าเติบโตอยู่ ข้าปรารถนาจะได้พวกมันเหลือเกินจนหัวใจข้าแทบสลาย แต่ใครเล่าจะไปถึงที่นั่นได้? มีเพียงนกเท่านั้นที่บินไปถึง แต่มนุษย์ไม่มีวัน”

นายพรานยิ้มแล้วตอบว่า “เจ้ามีความทุกข์เพียงเท่านี้เองหรือ? ข้าจะยกภูเขาออกจากอกเจ้าเอง” เขาจึงดึงนางเข้ามาอยู่ใต้ผ้าคลุมวิเศษ แล้วอธิษฐานขอให้ไปที่ภูเขาโกเมน ในชั่วพริบตา ทั้งสองก็ไปนั่งอยู่บนยอดเขาที่มีอัญมณีส่องประกายระยิบระยับอยู่ทุกหนแห่ง พวกเขาช่วยกันเก็บอัญมณีที่สวยและแพงที่สุด

แต่แล้วด้วยอำนาจเวทมนตร์ที่แม่มดแอบร่ายไว้ ทำให้นายพรานรู้สึกหนังตาหนักอึ้ง เขาบอกหญิงสาวว่า “เรานั่งพักกันเถอะ ข้าเหนื่อยจนยืนไม่ไหวแล้ว” เขาเอนกายลงนอนหนุนตักนางและหลับลึกไป

ทันทีที่เขาสนิท หญิงสาวก็ปลดผ้าคลุมออกจากไหล่ของเขา นำมันมาห่มตัวเองพร้อมกับหอบเอาอัญมณีทั้งหมด แล้วอธิษฐานให้กลับบ้าน ทิ้งให้นายพรานหลับใหลอยู่บนยอดเขาเพียงลำพัง

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำปลีลาวิเศษ 4

เมื่อนายพรานตื่นขึ้นและพบว่าคนรักได้ทรมานและทิ้งเขาไว้กลางภูเขาที่รกร้าง เขาคร่ำครวญว่า “โอ้ ช่างเป็นความทรยศที่น่าเศร้าเหลือเกิน!” เขานั่งอยู่ด้วยความทุกข์ระทมโดยไม่รู้จะทำอย่างไร

แต่ภูเขาลูกนี้เป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์ร่างใหญ่ผู้ดุร้าย ไม่นานเขาก็เห็นยักษ์ 3 ตนกำลังเดินมาทางนี้ นายพรานจึงรีบล้มตัวลงนอนแสร้งทำเป็นหลับลึก ยักษ์ตนแรกเดินมาถึงแล้วเอาเท้าเตะเขาพลางถามว่า ไอ้หนอนแมลงตัวไหนมานอนขดอยู่ที่นี่?”
ยักษ์ตนที่สองบอกว่า “เหยียบมันให้ตายไปเลยสิ”
แต่ยักษ์ตนที่สามห้ามไว้ว่า “จะทำไปให้เสียเวลาทำไม ปล่อยมันไว้ที่นี่แหละ มันอยู่ไม่ได้นานหรอก พอผีน้อยตัวนี้ปีนขึ้นไปถึงยอดเขา เมฆก็จะคว้าตัวมันแล้วพัดพาไปเอง”

เมื่อพวกยักษ์เดินผ่านไป นายพรานที่แอบฟังอยู่จึงรีบลุกขึ้นและปีนไปยังยอดเขาสูงสุด ไม่นานนักเมฆก้อนหนึ่งก็ลอยมาอุ้มเขาขึ้นไปสู่ท้องฟ้าและพาเขาท่องไปในเวหาเป็นเวลานาน ก่อนที่เมฆจะลดระดับลงและปล่อยเขาลงกลางสวนกะหล่ำปลีขนาดใหญ่ที่มีกำแพงล้อมรอบ เขาตกลงบนกองผักอย่างนุ่มนวล

นายพรานมองไปรอบ ๆ แล้วรำพึงว่า “ถ้าข้ามีอะไรกินก็คงดี! ข้าหิวเหลือเกิน แต่มองไปทางไหนก็ไม่มีแอปเปิลหรือลูกแพร์ มีแต่กะหล่ำปลีเต็มไปหมด” สุดท้ายเขาจึงคิดว่า “ในยามคับขันใบกะหล่ำปลีก็คงพอประทังชีวิตได้ รสชาติอาจไม่ดีนักแต่คงช่วยให้สดชื่นขึ้น”

เขาเลือกกะหล่ำปลีหัวสวยมาหัวหนึ่งแล้วเริ่มกิน แต่เพียงแค่กลืนลงไปไม่กี่คำ เขาก็รู้สึกประหลาดอย่างยิ่ง… ขาทั้งสี่งอกออกมา หัวของเขาใหญ่ขึ้น และหูสองข้างก็ยาวหนา เขาจ้องมองตัวเองด้วยความสยดสยอง เพราะตอนนี้เขาได้กลายเป็น “ลา” ไปเสียแล้ว!

แต่ความหิวที่มีมากกว่าทำให้เขาจำใจกินใบกะหล่ำปลีที่ชุ่มฉ่ำนั้นต่อไปจนกระทั่งเขาไปเจอกับกะหล่ำปลีอีกชนิดหนึ่ง ทันทีที่เขากลืนมันเข้าไป เขาก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง และกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ตามเดิม!

นายพรานจึงนอนหลับพักผ่อนด้วยความเหนื่อยล้า และเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า เขาเด็ดกะหล่ำปลีที่ “แย่” (ที่ทำให้เป็นลา) และกะหล่ำปลีที่ “ดี” (ที่ทำให้คืนร่าง) ติดตัวไปด้วย พร้อมกับคิดในใจว่า “สิ่งนี้แหละที่จะช่วยให้ข้าได้ของรักคืนมาและลงโทษพวกทรยศ!”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำปลีลาวิเศษ 5

นายพรานเดินทางอยู่สองสามวันจนในที่สุดก็หาปราสาทของหญิงคนรักจนเจอ เขาจัดการทาหน้าเป็นสีน้ำตาลจนเข้มแม้แต่แม่ของเขาเองก็คงจำไม่ได้ แล้วเข้าไปขอพักอาศัยโดยกล่าวว่า “ข้าเหนื่อยเหลือเกินจนเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว” แม่มดเฒ่าจึงถามว่า “เจ้าเป็นใครกัน และมีธุระอะไรที่นี่?”

นายพรานตอบกลับไปอย่างแนบเนียนว่า “ข้าคือราชทูตของกษัตริย์ ถูกส่งออกไปตามหาสลัดที่เลิศรสที่สุดภายใต้แสงอาทิตย์ และข้าก็โชคดีที่ได้พบมันแล้ว ข้าจึงนำติดตัวมาด้วย แต่น่าเสียดายที่แสงแดดแผดเผาจนกะหล่ำปลีที่บอบบางนี้ทำท่าจะเหี่ยวเฉา ข้าไม่รู้เลยว่าจะนำมันไปต่อได้อีกไกลแค่ไหน”

เมื่อแม่มดเฒ่าได้ยินชื่อเสียงของสลัดเลิศรส นางก็เกิดความโลภและเอ่ยว่า “พ่อหนุ่มผู้ใจดี ขอข้าลองชิมสลัดวิเศษนี้หน่อยได้หรือไม่?”

นายพรานตอบว่า “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? ข้านำมาสองหัวพอดี ข้าจะให้ท่านหัวหนึ่ง” เขาจึงเปิดย่ามแล้วส่งกะหล่ำปลีชนิดเลวให้ไป

แม่มดเฒ่าผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่รีบนำกะหล่ำปลีเข้าไปปรุงในครัวด้วยตนเอง นางทนรอให้ยกไปที่โต๊ะไม่ไหว จึงหยิบใบกะหล่ำปลีสองสามใบเข้าปากทันที แต่พอผ่านลำคอไปได้ครู่เดียว นางก็สูญเสียร่างมนุษย์และกลายเป็น “ลา” วิ่งพล่านออกไปที่ลานบ้าน จากนั้นสาวใช้เดินเข้ามาในครัว เห็นสลัดปรุงเสร็จวางอยู่ก็แอบหยิบชิมตามความเคยชิน ทันใดนั้นนางก็กลายเป็นลาอีกตัวแล้ววิ่งตามแม่มดออกไป ทิ้งจานสลัดหล่นอยู่บนพื้น

ในขณะนั้น นายพรานกำลังนั่งอยู่กับหญิงสาวคนรักที่นางยังคงรอสลัดอยู่ นางเอ่ยว่า “ข้าไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับสลัดจานนั้น” นายพรานแสร้งทำเป็นเดินไปดูที่ครัว เมื่อเห็นลากำลังวิ่งวุ่นอยู่สองตัวและสลัดตกพื้น

เขาจึงหยิบใบที่เหลือมาจัดใส่จานแล้วนำไปให้หญิงสาวพร้อมกล่าวว่า “ข้านำอาหารเลิศรสมาให้เจ้าเอง จะได้ไม่ต้องรอนาน” ทันทีที่นางกินเข้าไป นางก็กลายเป็นลาตัวที่สามและวิ่งออกไปสมทบกับคนอื่น ๆ ที่ลานบ้าน

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำปลีลาวิเศษ 6

หลังจากที่นายพรานล้างหน้าให้สะอาดจนพวกนางจำเขาได้ เขาก็เดินลงไปที่ลานบ้านและกล่าวว่า “คราวนี้พวกเจ้าจะได้รับค่าตอบแทนจากความทรยศเสียที!” เขาจับลาทั้งสามมัดรวมกันด้วยเชือกเส้นเดียวแล้วจูงไปยังโรงโม่แป้ง

เขาเคาะหน้าต่างเรียกเจ้าของโรงโม่แล้วบอกว่า “ข้ามีสัตว์ดื้อด้านสามตัวที่ไม่ต้องการเลี้ยงอีกต่อไป ท่านช่วยรับพวกมันไว้และจัดหาคอกให้อยู่ พร้อมกับจัดการพวกมันตามที่ข้าสั่ง แล้วข้าจะจ่ายค่าตอบแทนให้ตามที่ท่านต้องการ” เจ้าของโรงโม่ตกลง

นายพรานจึงสั่งว่า สำหรับลาตัวแก่ (แม่มด) ให้โบยสามครั้งและกินอาหารหนึ่งมื้อต่อวัน, สำหรับลาตัวรอง (สาวใช้) ให้โบยหนึ่งครั้งและกินอาหารสามมื้อ และสำหรับลาตัวเล็ก (หญิงสาว) ไม่ต้องโบยแต่ให้กินอาหารสามมื้อ” (เพราะเขาทำใจโบยหญิงสาวไม่ลง)

ไม่กี่วันต่อมา เจ้าของโรงโม่มาแจ้งข่าวว่า “ลาตัวแก่ที่ถูกโบยสามครั้งและได้กินเพียงมื้อเดียวตายเสียแล้ว ส่วนอีกสองตัวที่เหลือยังไม่ตายและได้กินอิ่มทุกมื้อ แต่มันดูเศร้าสร้อยเหลือเกินจนคิดว่าคงมีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่นาน” นายพรานรู้สึกสงสารและละทิ้งความโกรธแค้น เขาจึงสั่งให้จูงลาสองตัวที่เหลือกลับมา

เมื่อพวกนางมาถึง เขาให้พวกนางกินกะหล่ำปลีชนิดดีจนกลับคืนร่างเป็นมนุษย์ หญิงสาวผู้งดงามคุกเข่าลงต่อหน้านายพรานแล้วอ้อนวอนว่า “อา… ยอดรักของข้า โปรดให้อภัยในสิ่งที่ข้าได้ล่วงเกินท่านด้วยเถิด ท่านแม่บังคับให้ข้าทำสิ่งเหล่านั้น ข้าทำไปโดยไม่เต็มใจเพราะข้ารักท่านสุดหัวใจ ผ้าคลุมอธิษฐานของท่านถูกเก็บไว้ในตู้ ส่วนหัวใจนกนั้นข้าจะกินยาเพื่อสำรอกคืนให้ท่านเอง”

แต่นายพรานกลับคิดต่างออกไป เขาพยุงนางขึ้นและกล่าวว่า “เก็บมันไว้เถอะ สำหรับข้าแล้วมันไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะข้าจะรับเจ้าเป็นภรรยาที่แท้จริงของข้า” จากนั้นพิธีอภิเษกสมรสก็ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขสืบไปจนชั่วอายุขัย

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำปลีลาวิเศษ 7

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้ความโลภและเล่ห์เหลี่ยมจะสามารถพรากทุกสิ่งไปจากเราได้ในชั่วพริบตา แต่ความเมตตาที่มีต่อผู้อื่นและการมีสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาจะนำพาสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาเสมอ

นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงพลังของการให้อภัยที่เหนือกว่าความโกรธแค้น เพราะการใช้ความรุนแรงหรือการจองเวรอาจจบลงด้วยความสูญเสียเหมือนเช่นแม่มดเฒ่า แต่การมอบโอกาสและการรับฟังเหตุผลสามารถเปลี่ยนความผิดพลาดในอดีตให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขที่ยั่งยืนในท้ายที่สุด

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องกะหล่ำลาปลีวิเศษ (อังกฤษ: Donkey Cabbages) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากการรวบรวมของพี่น้องกริมม์ (Jacob and Wilhelm Grimm) ลำดับที่ 122 KHM ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากนิทานพื้นบ้านในแถบเยอรมนีและพื้นที่ใกล้เคียงที่เล่าสืบต่อกันมา

ในเชิงวรรณกรรม พล็อตเรื่องการกลายร่างเป็นลามีความคล้ายคลึงกับวรรณกรรมกรีกโบราณเรื่อง “The Golden Ass” ของอพูเลอุส (Apuleius) แต่พี่น้องกริมม์ได้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดให้เข้ากับบริบทนิทานพื้นบ้านยุโรป โดยใช้กะหล่ำปลีและหัวใจนกวิเศษเป็นตัวดำเนินเรื่องแทน

โดยตัวเรื่องสะท้อนถึงคติชาวบ้านเกี่ยวกับการทดสอบศีลธรรมของผู้มีอำนาจวิเศษ และการใช้พืชผักใกล้ตัวมาสร้างเป็นองค์ประกอบของปาฏิหาริย์ในชีวิตประจำวัน

คติธรรม: “ความเมตตาที่จริงใจย่อมนำมาซึ่งโชคลาภ แต่ความให้อภัยอย่างแท้จริงต่างหากที่นำมาซึ่งความสุขที่ยั่งยืน”