ปกนิทานกริมม์เรื่องเหล่าคนรับใช้ในบ้าน

นิทานกริมม์เรื่องเหล่าคนรับใช้ในบ้าน

ในโลกที่ระยะทางอาจทำให้ใจท้อถอย การค้นพบจุดร่วมเล็ก ๆ ระหว่างคนแปลกหน้าสามารถเปลี่ยนเส้นทางที่เงียบเหงาให้กลายเป็นเวทีแห่งเสียงเพลงและมิตรภาพได้อย่างน่าอัศจรรย์

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงการพบกันของนักเดินทางสองคนบนเส้นทางสู่เมืองวาลเป ที่เริ่มต้นจากการทักทายธรรมดา สู่การประชันบทเพลงโต้ตอบถึงสมาชิกในบ้านที่มีชื่อเรียกสุดแปลกและบังเอิญเหมือนกันจนน่าเหลือเชื่อ กับนิทานกริมม์เรื่องเหล่าคนรับใช้ในบ้าน

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเหล่าคนรับใช้ในบ้าน

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องเหล่าคนรับใช้ในบ้าน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ภายใต้ท้องฟ้าที่สดใสบนเส้นทางลูกรังที่ทอดยาวผ่านทุ่งหญ้าและป่าโปร่ง นักเดินทางคนหนึ่งกำลังมุ่งหน้าไปตามทางด้วยความกระฉับกระเฉง ทันใดนั้นนางก็ได้พบกับนักเดินทางอีกคนที่กำลังเดินสวนทางมาตรงทางแยก ทั้งคู่หยุดชะงักและยิ้มให้กันตามวิสัยของชาวชนบท

“เจ้าจะไปที่ใดรึ?” คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความเป็นมิตร “ข้ากำลังจะไปที่เมืองวาลเป (Walpe)” อีกคนตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม

เมื่อรู้ว่ามีจุดหมายเดียวกัน ความแปลกหน้าก็มลายหายไปในทันที ทั้งคู่จึงตกลงใจที่จะร่วมทางกันไป “เจ้าไปวาลเป ข้าก็ไปวาลเป เช่นนั้นเราก็ไปวาลเปด้วยกันเถิด!” พวกเขาเริ่มก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน จังหวะเท้าที่กระทบพื้นดินเริ่มสอดคล้องกับจังหวะการพูดคุยที่แสนเพลิดเพลิน

เพื่อให้การเดินทางอันยาวไกลไม่น่าเบื่อ ทั้งสองเริ่มแลกเปลี่ยนเรื่องราวส่วนตัวในบ้านของตนเอง “เจ้ามีสามีหรือไม่? แล้วเขาชื่อว่าอะไรล่ะ?” คนแรกถามขึ้นด้วยความอยากรู้ “มีสิ สามีของข้าชื่อว่าแชม (Cham)” อีกคนตอบ

ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น อีกคนก็หัวเราะออกมาด้วยความยินดี “ช่างบังเอิญแท้! สามีของข้าก็ชื่อแชมเหมือนกัน!” ทั้งคู่จึงเริ่มร้องเป็นทำนองว่า “ผัวข้าชื่อแชม ผัวเจ้าชื่อแชม เจ้าไปวาลเป ข้าไปวาลเป เช่นนั้นเราก็ไปวาลเปด้วยกัน!”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเหล่าคนรับใช้ในบ้าน 2

เมื่อคุยเรื่องสามีจบ บทสนทนาก็ขยับไปที่แก้วตาดวงใจ “แล้วเจ้ามีลูกหรือไม่? เด็กคนนั้นชื่อว่าอะไร?”

“มีสิ ลูกของข้าชื่อว่าไวล์ด (Wild)” หญิงเดินทางอีกคนตอบ

“โอ้โห! ลูกของข้าก็ชื่อไวล์ดเหมือนกัน!” ทั้งสองตบมือด้วยความชอบใจ ยิ่งคุยก็ยิ่งพบว่าครอบครัวของพวกเขามีความเหมือนกันอย่างน่าประหลาด

บทเพลงอธิษฐานจึงยาวขึ้นเรื่อย ๆ ว่า “ลูกข้าชื่อไวล์ด ลูกเจ้าชื่อไวล์ด ผัวข้าชื่อแชม ผัวเจ้าชื่อแชม เจ้าไปวาลเป ข้าไปวาลเป เช่นนั้นเราก็ไปวาลเปด้วยกัน!” เสียงหัวเราะของพวกเขาดังก้องไปตามทางเดินที่มุ่งสู่จุดหมาย

ยิ่งเดินลึกเข้าไปในเส้นทาง ทั้งสองก็ยิ่งสนุกกับการค้นหาความเหมือนของกันและกัน ความเหนื่อยล้าจากการเดินเท้าดูเหมือนจะหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อเทียบกับความขบขันในบทสนทนา นักเดินทางคนแรกเอ่ยถามต่อด้วยความร่าเริงว่า

“แล้วเจ้ามีเปลสำหรับกล่อมลูกน้อยหรือไม่? เจ้าเรียกเปลนั้นว่าอย่างไรล่ะ?” อีกคนตอบกลับด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “มีสิ เปลของข้ามีชื่อเรียกเฉพาะว่าฮิปโปแดดเดิล (Hippodadle)”

“ช่างน่ามหัศจรรย์! เปลของข้าก็เรียกว่าฮิปโปแดดเดิลเหมือนกัน!” หญิงเดินทางตอบ

ทั้งคู่เริ่มประสานเสียงร้องเป็นเพลงที่ยาวขึ้นและเร็วขึ้นตามจังหวะก้าวเดิน “เปลข้าฮิปโปแดดเดิล เปลเจ้าฮิปโปแดดเดิล ลูกข้าชื่อไวล์ด ลูกเจ้าชื่อไวล์ด ผัวข้าชื่อแชม ผัวเจ้าชื่อแชม เจ้าไปวาลเป ข้าไปวาลเป เช่นนั้นเราก็ไปวาลเปด้วยกัน!” เสียงเพลงของพวกเขาทำให้นกป่าพากันบินว่อน และบรรยากาศรอบข้างดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเหล่าคนรับใช้ในบ้าน 3

ก่อนที่ขอบฟ้าจะปรากฏทิวทัศน์ของเมืองวาลเป นักเดินทางคนเดิมถามคำถามสุดท้ายเพื่อปิดท้ายการทำความรู้จัก “แล้วที่บ้านเจ้ามีคนใช้หรือคนงานบ้างไหม? แล้วนางมีชื่อเรียกขานว่าอย่างไร?”

อีกคนตอบด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มว่า “มีสิ นางชื่อว่า ‘เจ้าอย่าละทิ้งงาน’ (From-thy-work-do-not-budge)”

“เป็นไปได้อย่างไร! คนใช้ของข้าก็ชื่อ ‘เจ้าอย่าละทิ้งงาน’ เช่นกัน!” หญิงเดินทางอีกคนตอบด้วยความตะลึง

บัดนี้ทั้งสองมาถึงหน้าประตูเมืองพอดี พวกเขาหยุดยืนและร่วมกันร้องบทเพลงที่ยาวที่สุดเป็นการทิ้งท้าย “คนใช้ข้า ‘เจ้าอย่าละทิ้งงาน’ เปลข้าฮิปโปแดดเดิล ลูกข้าชื่อไวล์ด ผัวข้าชื่อแชม… เจ้าไปวาลเป ข้าไปวาลเป เช่นนั้นเราก็ไปวาลเปด้วยกัน!”

การเดินทางสิ้นสุดลงพร้อมกับมิตรภาพที่แน่นแฟ้น ทั้งสองแยกย้ายกันเข้าสู่ตัวเมืองด้วยความอิ่มเอมใจ แม้สิ่งที่พวกเขาเล่าจะดูเป็นเรื่องบังเอิญที่เหลือเชื่อ

แต่บทเพลงที่พวกเขาร้องร่วมกันตลอดทางก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การมีเพื่อนร่วมทางที่เข้าขากันนั้นทำให้ระยะทางที่แสนไกลกลายเป็นเพียงก้าวเดินสั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยความสุข

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเหล่าคนรับใช้ในบ้าน 4

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… มิตรภาพสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายดายเพียงแค่เราเปิดใจและหาจุดร่วมเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างกัน เพราะการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตประจำวัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนรัก ลูกน้อย หรือแม้แต่สิ่งของในบ้าน ก็สามารถเปลี่ยนการเดินทางที่เหนื่อยล้าให้กลายเป็นความสนุกสนานได้ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่มุมมองต่อชีวิต และการเดินทางของชีวิตก็ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีเพื่อนร่วมทางที่เข้าอกเข้าใจและร่วมแบ่งปันจังหวะชีวิตไปพร้อมกับเรา

อ่านต่อ: นิทานกริมม์ได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องเหล่าคนรับใช้ในบ้าน (อังกฤษ: Domestic Servants) จากคอลเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 140 KHM มีรากฐานมาจากเพลงพื้นบ้านและบทร้อยกรองสำหรับเด็กในเยอรมนี (Nursery Rhymes) ซึ่งพี่น้องกริมม์ได้รับฟังมาจากครอบครัวฮักซ์เทาเซิน (von Haxthausen) โดยโครงสร้างของเรื่องถูกจัดอยู่ในประเภท “นิทานสะสม” (Cumulative Tale) ที่ใช้การเพิ่มพูนรายละเอียดไปเรื่อย ๆ เพื่อฝึกทักษะการจำและความสนุกสนานในจังหวะของภาษา

ในเชิงวิชาการ คติชนวิทยาจัดเรื่องนี้เป็นประเภทเรื่องตลกขบขันเกี่ยวกับคนรับใช้หรือชีวิตในครัวเรือน (Domestic Tale) ซึ่งเดิมทีอาจถูกใช้เป็นบทเพลงโต้ตอบระหว่างการทำงานหรือการเดินทางเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า โดยชื่อเรียกต่าง ๆ ในเรื่องอย่าง “ฮิปโปแดดเดิล” หรือชื่อคนใช้ที่ยาวเป็นประโยคนั้น ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อล้อเลียนความซ้ำซากจำเจของชีวิตประจำวันให้กลายเป็นเรื่องน่าขัน

เรื่องราวนี้สะท้อนถึงวิถีชีวิตชนบทในยุโรปสมัยก่อนที่ผู้คนมักเชื่อมโยงกันด้วยประสบการณ์ร่วมที่คล้ายคลึงกัน การที่ตัวละครทั้งสองมีทุกอย่างเหมือนกันจนน่าเหลือเชื่อเป็นการสื่อถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนชั้นแรงงานและชาวบ้านทั่วไป ที่แม้จะมีภาระหน้าที่หนักอึ้ง แต่ก็ยังสามารถเปลี่ยนเรื่องราวเหล่านั้นให้กลายเป็นบทเพลงแห่งมิตรภาพได้ตลอดเส้นทาง

คติธรรม: “ความสุขในการเดินทางไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าปลายทางนั้นไกลแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับมุมมองที่เรามีต่อโลกและมิตรภาพที่สอดประสาน เพราะแท้จริงแล้วชีวิตไม่ใช่การมุ่งหน้าสู่จุดหมาย แต่คือการรื่นรมย์ไปกับจังหวะที่ก้าวเดินไปพร้อมกับใครสักคนในระหว่างทาง”