ในดินแดนพรมแดนอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งธรรมชาติไร้กฎเกณฑ์และอันตรายอยู่ทุกย่างก้าว มีตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกา เล่าถึงชายผู้หนึ่งที่ได้ถือกำเนิดขึ้น ท่ามกลางป่าเขาและเสียงปืน เขาเติบโตขึ้นพร้อมกับตำนานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเสียงเล่าขานว่าเขาฆ่าหมีตั้งแต่ยังเด็ก หรือความกล้าหาญที่ไม่มีวันสั่นคลอน ทุกคนต่างรู้จักชื่อของเขา
แต่ตำนานไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากคำพูดเพียงอย่างเดียว มันถูกสลักไว้ด้วยการกระทำ และบางครั้ง ต้องแลกมาด้วยทุกสิ่งที่มี กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเดวี่ คร็อกเก็ตต์ (Davy Crockett) นักสู้ และตำนานแห่งพรมแดน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเดวี่ คร็อกเก็ตต์ นักสู้ และตำนานแห่งพรมแดน
สายลมพัดผ่านป่าทึบของเทนเนสซี ใบไม้สั่นไหวราวกับกระซิบถึงเรื่องราวของนักล่าผู้ยิ่งใหญ่ เด็กชายตัวเล็กในเสื้อหนังสัตว์ยืนอยู่กลางป่า มือกำด้ามมีดแน่น ดวงตาจับจ้องบางสิ่งที่ขยับอยู่ในพุ่มไม้ มันเป็นหมีตัวใหญ่ ขนดำสนิท ดวงตาดุดัน แต่เด็กชายไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“พ่อบอกว่าถ้าข้าจะอยู่รอดในพรมแดน ข้าต้องล่าให้เป็น” เด็กชายพึมพำกับตัวเอง เขาปรับท่ายืนให้มั่นคง ก่อนจะกระโจนเข้าหาหมีอย่างไม่ลังเล!
นี่คือเดวี่ คร็อกเก็ตต์ วีรบุรุษแห่งพรมแดน ว่ากันว่าเขาฆ่าหมีได้ตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ บ้างก็ว่าเขาใช้เพียงมีดเล่มเดียวจัดการกับหมีที่ใหญ่กว่าตัวเขาหลายเท่า ไม่มีใครรู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ คือ ชื่อของเขากลายเป็นตำนานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
เดวี่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางป่าและแม่น้ำ เรียนรู้ที่จะล่าสัตว์ ยิงปืน และเอาตัวรอดในดินแดนที่โหดร้าย เขาวิ่งเร็วกว่าเด็กคนไหน ๆ ยิงปืนแม่นยำราวจับวาง และไม่มีสัตว์ป่าตัวใดที่สามารถหลอกล่อเขาได้
วันหนึ่ง เขาออกล่ากับพ่อของเขา ขณะที่พวกเขากำลังตามรอยกวาง เดวี่ก็ได้ยินเสียงผิดปกติ
“มีบางอย่างตามพวกเราอยู่…” เขากระซิบกับพ่อ
พ่อของเขาพยักหน้า พวกเขาหันหลังกลับทันที และนั่นเอง ดวงตาสีเหลืองคู่หนึ่งจ้องมองจากเงามืดหมาป่าฝูงหนึ่ง กำลังค่อย ๆ ล้อมพวกเขาไว้!
แต่เดวี่ไม่ถอย “พ่อ ยิงตัวซ้าย ข้าจัดการตัวขวา!” เดวี่ตะโกน ก่อนจะยกปืนขึ้นและเหนี่ยวไก
เสียงปืนดังสนั่น หมาป่าตัวหนึ่งล้มลง อีกตัวกระโจนเข้าใส่เดวี่ แต่เขาไวพอจะพลิกตัวหลบ จากนั้นใช้ด้ามปืนฟาดเข้าที่หัวมันเต็มแรง! หมาป่าหอนลั่นก่อนจะวิ่งหนีไป
พ่อของเดวี่ยืนมองลูกชายตัวเองอย่างภาคภูมิใจ “เจ้ามีหัวใจของนักสู้จริง ๆ ลูกชายข้า”
และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของชายที่จะกลายเป็นตำนานแห่งพรมแดนอเมริกา
เมื่อเดวี่เติบโตขึ้น ชื่อเสียงของเขาในฐานะนักล่าผู้เก่งกาจกระจายไปทั่ว ผู้คนเริ่มรู้จักเขาในฐานะชายที่สามารถล่าหมี ยิงปืนได้แม่นยำ และเล่าเรื่องสนุก ๆ ได้เก่งที่สุดคนหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักล่าคนอื่น ๆ คือ เขาไม่เพียงแต่ใช้ปืน แต่ยังใช้คำพูดได้อย่างเฉียบคม
วันหนึ่ง ขณะที่เขานั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ชายชรากลุ่มหนึ่งกำลังบ่นถึงปัญหาของชาวบ้าน “พวกนักการเมืองในเมืองไม่เคยฟังเราเลย” คนหนึ่งพูด “พวกเขาสนแต่เงินทองของตัวเอง”
เดวี่หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะพูดขึ้น “ถ้าพวกเจ้าต้องการคนที่พูดแทนพวกเจ้า ทำไมไม่ให้ข้าไปเป็นนักการเมืองเสียเองล่ะ?”
ผู้คนรอบตัวเขาหัวเราะ แต่พวกเขารู้ว่าเดวี่พูดจริง
และแล้ว ด้วยเสียงสนับสนุนจากชาวบ้าน เดวี่ คร็อกเก็ตต์ ก็กลายเป็นนักการเมือง
แต่เขาไม่ใช่นักการเมืองธรรมดา เขาแต่งตัวในเสื้อหนังสัตว์แบบเดิม สวมหมวกหนังแรคคูน และยังคงพูดจาตรงไปตรงมาแบบชาวพรมแดน เขาไม่สนใจวิธีพูดแบบผู้ดีในเมือง เขาพูดเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่ออำนาจ
เมื่อเขาไปถึงสภาคองเกรส เขาเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน ซึ่งออกกฎหมายให้ขับไล่ชนพื้นเมืองออกจากดินแดนของพวกเขา เดวี่ลุกขึ้นในที่ประชุม
“พวกเขาอยู่ที่นี่ก่อนเรา ทำไมเราต้องผลักไสพวกเขาไป?” เขากล่าวเสียงดัง “ข้าเกิดและเติบโตในพรมแดน ข้ารู้ว่าพวกเขาไม่ใช่ศัตรูของเรา แต่เป็นเพื่อนร่วมแผ่นดิน”
นักการเมืองคนอื่นมองเขาด้วยความตกใจ ไม่มีใครกล้าท้าทายประธานาธิบดีแบบนี้ แต่เดวี่ไม่กลัว แม้ว่าการต่อต้านรัฐบาลกลางจะทำให้เขาเสียตำแหน่งในภายหลัง เขาก็ไม่สน “ข้าขอพูดในสิ่งที่ถูกต้อง ดีกว่าก้มหัวให้สิ่งที่ผิด!”
และเมื่อเขาถูกขับออกจากการเมือง เขากลับไปทำในสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดการผจญภัยในดินแดนใหม่

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทิ้งแสงสุดท้ายอาบไล้กำแพงหินของ ป้อมอะลาโม ทหารเท็กซัสกลุ่มเล็ก ๆ ยืนอยู่บนกำแพง มือจับปืนแน่น ดวงตามองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยกองทัพเม็กซิกัน กองกำลังของนายพลซานตา แอนนา กำลังเคลื่อนทัพเข้ามา
และท่ามกลางนักรบเหล่านั้น มีชายคนหนึ่งยืนตระหง่าน เดวี่ คร็อกเก็ตต์
หลังจากออกจากสภาคองเกรส เดวี่ออกเดินทางไปเท็กซัส ดินแดนที่เต็มไปด้วยโอกาสและการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ เมื่อเขาได้ยินว่าชาวเท็กซัสกำลังต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองจากเม็กซิโก เขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะร่วมรบ
“ข้ามาเพื่อเท็กซัส และข้าจะสู้เพื่อมัน!” เขาประกาศ
เมื่อทหารเม็กซิกันปิดล้อมป้อมอะลาโม ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีทางรอด แต่ไม่มีใครถอย แม้แต่ก้าวเดียว
คืนก่อนการต่อสู้ครั้งสุดท้าย เดวี่นั่งอยู่หน้าเตาผิง เล่นไวโอลินเบา ๆ ขณะที่ทหารคนอื่น ๆ ฟังเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนรู้ว่าวันพรุ่งนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของพวกเขา
“ถ้าพวกเจ้ากลัว ก็หนีไปซะ” เดวี่พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “แต่ถ้าเจ้าจะสู้ ก็จงสู้ให้สมศักดิ์ศรี!”
รุ่งเช้าเสียงกลองศึกของเม็กซิกันดังขึ้น กองทัพของซานตา แอนนาเข้าตีป้อม ทหารเท็กซัสยิงตอบโต้สุดกำลัง เดวี่ยืนอยู่บนกำแพง คาบปืนสั้น ยิงอย่างแม่นยำ ทหารเม็กซิกันล้มลงทีละคน แต่พวกมันก็ยังหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด
พวกเขาสู้จนกระสุนหมด แล้วใช้ดาบ ใช้ปลายปืน ใช้ทุกอย่างที่มี ต่อสู้จนถึงลมหายใจสุดท้าย
และเมื่อเสียงปืนสงบลง ป้อมอะลาโมก็ตกอยู่ในเงาของกองทัพเม็กซิกัน
เดวี่ คร็อกเก็ตต์ ล้มลงพร้อมกับพวกพ้องของเขา
ฟ้าสีเลือดเหนือป้อมอะลาโมบอกเล่าเรื่องราวของผู้ที่สละชีพเพื่อเสรีภาพ ควันจากการต่อสู้ยังลอยอ้อยอิ่งในอากาศ เสียงกลองศึกเงียบลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้ง เดวี่ คร็อกเก็ตต์ล้มลงแล้ว เช่นเดียวกับสหายของเขาทุกคน แต่บางสิ่งยังไม่จบ…
ข่าวการล่มสลายของป้อมอะลาโมแพร่กระจายไปทั่วเท็กซัส แต่มันไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่มันคือจุดเริ่มต้น ความโกรธแค้นจากการสูญเสียครั้งนี้ทำให้กองทัพเท็กซัสลุกขึ้นต่อสู้ด้วยพลังที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาตะโกนเสียงดังว่า “จงจำอะลาโม!” (Remember the Alamo!) ทุกครั้งที่เข้าสู่สมรภูมิ
ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น กองทัพเท็กซัสนำโดยแซม ฮูสตัน ได้ปะทะกับกองทัพของซานตา แอนนาในสมรภูมิซาน จาซินโต และในเวลาเพียง 18 นาที พวกเขาก็ได้รับชัยชนะ เท็กซัสได้รับอิสรภาพ แต่ราคาของมันคือเลือดของวีรบุรุษผู้กล้าหาญแห่งอะลาโม
ทว่าเรื่องราวของเดวี่ คร็อกเก็ตต์ไม่ได้ตายไปพร้อมกับเขา มันกลับเติบโตขึ้นในฐานะตำนาน บางคนเล่าว่าเขาสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย แม้กระสุนจะหมดก็ใช้ด้ามปืนและมือเปล่าเข้าต่อสู้ บางคนเล่าขานว่า เขายืนหยัดแม้จะรู้ว่าความตายกำลังรออยู่ ไม่มีใครรู้ความจริงแน่ชัด แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ชื่อของเดวี่ คร็อกเก็ตต์จะไม่มีวันถูกลืม
เมื่อเวลาผ่านไป ตำนานของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเรื่องเล่าขานของคนรุ่นหลัง จากนักล่าผู้สังหารหมีตั้งแต่อายุ 3 ขวบ สู่ชายที่ไม่เคยก้มหัวให้ความอยุติธรรม จากนักการเมืองผู้ไม่ประนีประนอม สู่วีรบุรุษแห่งอะลาโม และสุดท้าย เขาก็กลายเป็น หนึ่งในวีรบุรุษพื้นบ้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา
เสียงกีตาร์และบทเพลง “The Ballad of Davy Crockett” ที่แต่งขึ้นในศตวรรษต่อมา ช่วยให้ชื่อของเขายังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน เด็ก ๆ ทั่วอเมริกาสวมหมวกหนังแรคคูน เลียนแบบวีรบุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด และแม้กาลเวลาจะผ่านไป เทพนิยายของอเมริกาก็ยังจารึกชื่อของเขาไว้ตลอดกาล
จากนักล่า สู่ผู้นำ จากนักรบ สู่ตำนานเดวี่ คร็อกเก็ตต์ ราชาแห่งพรมแดนป่า จะไม่มีวันถูกลืม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความกล้าหาญไม่ได้วัดจากการเอาชนะศัตรู แต่วัดจากการยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง แม้รู้ว่าอาจต้องพ่ายแพ้ เดวี่ คร็อกเก็ตต์ไม่ได้เป็นเพียงนักรบ แต่เป็นชายผู้ไม่เคยก้มหัวให้กับความอยุติธรรมและไม่เคยหนีจากการต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ
เกียรติยศไม่ได้อยู่ที่การมีชีวิตรอด แต่อยู่ที่สิ่งที่เราทิ้งไว้ให้โลกจดจำ เดวี่อาจล้มลงที่อะลาโม แต่ชื่อของเขายังคงอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง เพราะตำนานไม่ได้ถูกสร้างจากชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกสร้างจากจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องเดวี่ คร็อกเก็ตต์ นักสู้ และตำนานแห่งพรมแดน (อังกฤษ: Davy Crockett) มีที่มาจากเรื่องราวของ เดวี่ คร็อกเก็ตต์ (Davy Crockett, 1786–1836) นักล่า นักการเมือง และนักรบผู้กลายเป็นวีรบุรุษพื้นบ้านของอเมริกา เรื่องราวของเขาถูกเล่าขานผ่านหนังสือ บทละคร และสื่อบันเทิง จนกลายเป็นตำนานที่ผสมผสานระหว่างข้อเท็จจริงและเรื่องแต่ง
จากชายผู้เติบโตในพรมแดนป่า เที่ยวล่าสัตว์และเอาตัวรอด เขากลายเป็นนักการเมืองที่ยืนหยัดเพื่อลูกหลานชาวอเมริกัน ต่อต้านกฎหมายที่กดขี่ชนพื้นเมือง และในที่สุดเขาเลือกจะสู้เพื่ออิสรภาพของเท็กซัสในการรบที่ป้อมอะลาโม แม้จะรู้ว่าไม่มีทางรอด เรื่องราวของเขาไม่ได้จบลงที่นั่น เพราะหลังจากเขาเสียชีวิต ตำนานของเขากลับยิ่งใหญ่ขึ้น
ในศตวรรษที่ 20 เดวี่ คร็อกเก็ตต์ถูกทำให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ผ่านซีรีส์และบทเพลง “The Ballad of Davy Crockett” จากดิสนีย์ ภาพของชายในหมวกหนังแรคคูน กลายเป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณนักสู้แห่งอเมริกา และชื่อของเขาก็ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ตลอดกาล
นิทานเรื่องนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างตำนาน ที่เปลี่ยนชายคนหนึ่งให้กลายเป็นเรื่องเล่าขานของคนรุ่นหลัง เดวี่ คร็อกเก็ตต์ไม่ได้เป็นเพียงบุคคลในประวัติศาสตร์ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ การยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง และจิตวิญญาณของผู้บุกเบิกอเมริกัน
“วีรบุรุษไม่ได้ถูกจดจำเพราะชัยชนะ แต่เพราะความกล้าที่จะยืนหยัด แม้รู้ว่าต้องพ่ายแพ้”