ในอดีตกาลนานมาแล้วมีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกา เล่าว่าท้องฟ้ายามค่ำคืนยังว่างเปล่า ไร้แสงดาว ไม่มีสิ่งใดส่องประกายในความมืด เหล่าเทพและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จึงร่วมมือกันสร้างดวงดาวขึ้นมา เพื่อแต่งแต้มท้องฟ้าให้สวยงามและสมบูรณ์แบบ
แต่ในหมู่พวกเขา มีผู้หนึ่งที่ไม่ชอบรอคอยและไม่สนใจความเป็นระเบียบ โคโยตี ผู้หุนหันพลันแล่น คิดว่ามีวิธีที่ง่ายและรวดเร็วกว่านั้น ทว่าความใจร้อนเพียงชั่วขณะ กลับเปลี่ยนท้องฟ้าไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องโคโยตีกับดวงดาว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องโคโยตีกับดวงดาว
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอดีตกาลนานมาแล้ว ท้องฟ้ายามค่ำคืนยังว่างเปล่า ไม่มีแสงดาว ไม่มีดวงจันทร์ มีเพียงความมืดมิดที่ปกคลุมโลกยามราตรี เหล่าเทพและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มองดูและตัดสินใจว่าควรมีแสงระยิบระยับบนท้องฟ้า เพื่อให้โลกในยามค่ำคืนงดงามและไม่อ้างว้างจนเกินไป
พวกเขาเริ่มรวบรวมก้อนหินเรืองแสง ที่มีพลังพิเศษ เมื่อถูกโยนขึ้นไป มันจะเปล่งแสงและลอยอยู่บนฟ้าอย่างถาวร สัตว์ศักดิ์สิทธิ์แต่ละตัวช่วยกันจัดเรียงดวงดาวขึ้นไปอย่างระมัดระวัง พวกมันเลือกตำแหน่งให้เหมาะสม บางดวงรวมกันเป็นกลุ่มเกิดเป็นลวดลายสวยงาม บางดวงถูกเว้นระยะให้สมดุล
ท่ามกลางหมู่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้นหมาป่ามีโคโยตีอยู่ด้วย มันเป็นสัตว์ที่ฉลาด แต่ขี้เล่น ดื้อรั้น และมักไม่ชอบทำตามกฎเกณฑ์ โคโยตีนั่งมองเหล่าสัตว์ที่ค่อย ๆ วางดวงดาวอย่างประณีต มันขมวดคิ้วอย่างเบื่อหน่าย
“พวกเจ้าจะเสียเวลาทำไม?” โคโยตีถามขึ้นอย่างรำคาญ “ทำไมไม่โยนหินพวกนี้ขึ้นไปทั้งหมดทีเดียว? ฟ้าก็จะเต็มไปด้วยแสงดาวในพริบตา!”
กวางศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นผู้ดูแลการจัดวางดวงดาวส่ายหน้า “ทุกสิ่งต้องมีระเบียบ โคโยตี ดวงดาวต้องถูกวางให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดความสมดุลและความงดงาม”“
โคโยตีพ่นลมหายใจเบา ๆ มันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียเวลาจัดเรียงดวงดาวให้นานขนาดนี้ ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท และมันรู้สึกว่าความมืดนั้นช่างน่าเบื่อ
คืนแล้วคืนเล่า เหล่าสัตว์ยังคงช่วยกันค่อย ๆ วางดวงดาวขึ้นไปทีละดวง โคโยตีมองดูด้วยความหงุดหงิด มันเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบรออะไรนาน ๆ และไม่ชอบทำสิ่งที่ต้องใช้ความอดทน
“พวกเจ้าทำงานช้าจัง ข้าทนไม่ไหวแล้ว!” โคโยตีบ่น ก่อนจะเดินตรงไปยังกองหินเรืองแสง
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตัวอื่น ๆ หันมามองมันด้วยความสงสัย กวางศักดิ์สิทธิ์ขมวดคิ้ว “โคโยตี เจ้าจะทำอะไร?”
แต่ยังไม่ทันมีใครห้ามได้ โคโยตีก็ก้มลงคว้าหินเรืองแสงขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วเหวี่ยงมันขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยแรงทั้งหมดที่มันมี!
พรึ่บ! หินเรืองแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและกระจัดกระจายไปทั่ว ดวงหนึ่งตกอยู่ในมุมหนึ่งของฟ้า อีกดวงปลิวออกไปไกลโดยไร้ทิศทาง บางดวงรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ บางดวงอยู่โดดเดี่ยว
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทุกตัวอ้าปากค้าง มองดูดาวที่กระจัดกระจายอย่างไร้ระเบียบ จากฟ้าที่เคยมีดวงดาวที่จัดวางอย่างสวยงาม บัดนี้เต็มไปด้วยจุดแสงที่กระจายมั่วไปหมด
“แบบนี้ก็ดูดีออก!” โคโยตีพูดพลางหัวเราะ “ดูสิ ท้องฟ้าสว่างขึ้นทันทีเลย! ทำไมต้องเสียเวลาจัดเรียงกันทีละดวงด้วย?”
แต่แทนที่สัตว์ตัวอื่นจะเห็นด้วย พวกมันกลับมองหน้ากันด้วยความตกใจและผิดหวัง กวางศักดิ์สิทธิ์ถอนหายใจ “เจ้าทำให้ฟ้ามีดาวกระจัดกระจายไปหมด โคโยตี แทนที่จะเป็นระเบียบอย่างที่ควรจะเป็น”“
โคโยตียักไหล่ มันไม่สนใจว่าสิ่งที่มันทำจะถูกต้องหรือไม่ สิ่งสำคัญคือมันทำให้ฟ้าสว่างขึ้นแล้ว และมันก็ไม่ต้องทนรออีกต่อไป
แต่เมื่อมันเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง มันเริ่มรู้สึกว่าบางอย่างผิดปกติ…
ดวงดาวบางดวง ดูไม่สวยงามอย่างที่มันคิด บางดวงเล็กเกินไป บางดวงกระจัดกระจายจนดูยุ่งเหยิง มันเริ่มไม่พอใจที่ฟ้าดูแปลกๆ ไป
“เดี๋ยวสิ… ข้าไม่ชอบดาวพวกนี้บางดวง”” โคโยตีพึมพำ “ข้าจะเอาพวกมันกลับลงมา!”
มันกระโดดสูงสุดแรงเกิด พยายามจะคว้าดาวที่มันไม่ชอบกลับลงมา แต่ไม่ว่ามันจะพยายามแค่ไหน มันก็ไม่อาจเอื้อมถึงดวงดาวได้อีกแล้ว
มันลองกระโดดอีกครั้ง… แล้วอีกครั้ง… แต่ทุกครั้งมันก็ล้มเหลว ดวงดาวลอยอยู่บนนั้นตลอดไป ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว

โคโยตีมองขึ้นไปบนฟ้าด้วยความหงุดหงิด ดวงดาวที่มันโยนขึ้นไปนั้นดูไม่เป็นระเบียบเลย บางดวงเล็กเกินไป บางดวงอยู่โดดเดี่ยว และบางดวงก็สว่างเกินไปจนดูขัดตา มันรู้สึกว่าท้องฟ้าไม่น่าดูเหมือนที่มันคิดไว้
“เดี๋ยวสิ เจ้าพวกนี้ดูไม่ดีเลย ข้าจะเอาพวกมันลงมา!” โคโยตีพึมพำกับตัวเอง
มันงอเข่า แล้วกระโดดขึ้นสูงสุดแรงเกิด มันพุ่งตัวขึ้นไปในอากาศ ยื่นอุ้งเท้าออกไปหวังจะคว้าดาวที่มันไม่ชอบ แต่เมื่อมันคิดว่าปลายนิ้วจะสัมผัสดวงดาวได้ ดวงดาวกลับอยู่สูงกว่าที่มันคาดไว้
“อีกรอบ!” โคโยตีคำราม แล้วกระโดดขึ้นไปอีกครั้ง แต่มันก็ยังไปไม่ถึง
มันลองกระโดดซ้ำแล้วซ้ำเล่าครั้งแล้วครั้งเล่า จนเริ่มเหนื่อยหอบ แต่มันก็ยังคว้าดาวไม่ได้แม้แต่ดวงเดียว
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตัวอื่น ๆ ยืนมองอยู่เงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไร เพราะพวกเขารู้แล้วว่า โคโยตีแก้ไขสิ่งที่มันทำไปไม่ได้อีกแล้ว
“เจ้าทำสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว โคโยตี” กวางศักดิ์สิทธิ์พูดขึ้น “ดวงดาวเหล่านั้นจะอยู่บนนั้นตลอดไป ไม่ว่าเจ้าจะชอบหรือไม่ก็ตาม”
โคโยตียืนหอบ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยสายตาเสียดาย มันเพิ่งตระหนักว่าความใจร้อนของมันทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาล
โคโยตีเดินจากไปอย่างหัวเสีย มันไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่ทำไปแล้วได้ ท้องฟ้าจะไม่เป็นระเบียบอย่างที่เหล่าเทพและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตั้งใจอีกต่อไป
คืนนั้น โคโยตีปีนขึ้นไปนั่งบนโขดหินสูง เงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความขุ่นเคือง มันพยายามไม่คิดถึงดวงดาวที่มันโยนขึ้นไป แต่มันก็อดมองไม่ได้ จนเกิดเป็นทางช้างเผือกขึ้น
ดวงดาวบางดวงส่องแสงเจิดจ้า บางดวงเล็กและห่างไกลกันเกินไป ฟ้าเต็มไปด้วยความวุ่นวาย และทั้งหมดเป็นฝีมือของมันเอง
โคโยตีนั่งจ้องท้องฟ้าอยู่นาน บางครั้งมันก็ยังพยายามกระโดดขึ้นไป หวังว่าสักวันมันจะสามารถคว้าดาวที่มันไม่ชอบลงมาได้ แต่มันก็ทำไม่สำเร็จเลยสักครั้ง
นั่นเป็นเหตุผลที่โคโยตีมักเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน จ้องมองดวงดาวที่มันสร้างขึ้นมา ราวกับว่ายังไม่ยอมรับความผิดพลาดของมัน และบางครั้งมันก็ยังส่งเสียงหอนยาวไปยังท้องฟ้า เสียงที่เต็มไปด้วยความเสียดายและความดื้อรั้นที่ไม่มีวันจางหาย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาดวงดาวจึงอยู่บนฟ้าในตำแหน่งที่เป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ บางกลุ่มเป็นระเบียบ และบางส่วนกระจัดกระจาย เป็นร่องรอยของคืนที่โคโยตีทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนไปตลอดกาล
ชาวนาวาโฮเชื่อว่าทางช้างเผือกเป็นเส้นทางสำหรับวิญญาณที่เดินทางระหว่างสวรรค์และโลก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความใจร้อนและความดื้อรั้นสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจแก้ไขได้ เหมือนกับโคโยตีที่ไม่อดทนรอให้ดวงดาวถูกจัดวางอย่างสวยงาม แต่กลับเลือกใช้วิธีลัด จนทำให้ทุกอย่างวุ่นวายไปตลอดกาล
บางสิ่งเมื่อทำลงไปแล้ว ก็ไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้ โคโยตีพยายามแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง แต่สายเกินไป ดวงดาวเหล่านั้นติดอยู่บนฟ้าตลอดไป เช่นเดียวกับบางการกระทำของเรา ที่เมื่อทำไปแล้วอาจไม่มีโอกาสแก้ตัว
สุดท้ายเราทุกคนต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องโคโยตีกับดวงดาว (อังกฤษ: Coyote and the Stars) เป็นนิทานพื้นบ้านของชนพื้นเมืองอเมริกันที่เล่าขานกันมาหลายชั่วอายุคน โดยเฉพาะในกลุ่มชนเผ่าทางตะวันตก เช่น นาวาโฮ (Navajo), ปวยโบล (Pueblo) และแบล็กฟุต (Blackfoot) เรื่องราวนี้เป็นหนึ่งในตำนานที่อธิบายการกำเนิดของสิ่งต่างๆ บนโลก ซึ่งเป็นลักษณะของนิทานประเภท “Creation Myth” หรือ ตำนานการสร้างโลก ที่ชนพื้นเมืองใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ในอดีตกาล ชนพื้นเมืองมองขึ้นไปบนท้องฟ้าและตั้งคำถามว่าทำไมดวงดาวถึงกระจัดกระจาย บางกลุ่มเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ในขณะที่บางส่วนดูเหมือนถูกโยนขึ้นไปแบบไร้ทิศทาง พวกเขาเชื่อว่าทุกสิ่งมีที่มาที่ไป และโลกไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ดังนั้น จึงเกิดเรื่องเล่าที่ว่าดวงดาวแต่ละดวงล้วนถูกจัดวางโดยเทพและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ แต่เพราะความหุนหันพลันแล่นของโคโยตี ท้องฟ้าจึงมีลักษณะอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
โคโยตียังถูกเล่าขานในหลายรูปแบบ ทั้ง โคโยตีจอมเจ้าเล่ห์ (The Trickster Coyote) ผู้สร้างความโกลาหลและเล่นตลกกับกฎเกณฑ์ของโลก หรือในบางเรื่อง มันอาจเป็นผู้สร้างสิ่งใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจ บางครั้งมันเป็นทั้งผู้ทำลายและผู้ให้กำเนิดสิ่งต่างๆ พร้อมกัน ซึ่งทำให้โคโยตีเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของนิทานชนพื้นเมือง
เรื่องราวของ “โคโยตีกับดวงดาว” นอกจากจะเป็นตำนานที่อธิบายการกำเนิดของดวงดาวแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของชนพื้นเมืองที่เชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเหตุผลและผลของมัน บางการกระทำไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ และเราทุกคนต้องอยู่กับผลลัพธ์ของสิ่งที่เราทำลงไป นิทานเรื่องนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจเกี่ยวกับผลของความใจร้อน และความสำคัญของการคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ
“บางสิ่งเมื่อทำไปแล้ว ไม่มีวันย้อนคืน แต่อาจฝากร่องรอยไว้ตลอดกาล”