ในดินแดนอันกว้างใหญ่ที่ปราสาทสูงตระหง่านตั้งตระการอยู่เหนือทุ่งหญ้า ตำนานเรื่องราวนิทานพื้นบ้านจากฝรั่งเศส มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ที่นั่น ชีวิตของผู้คนดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและสงบสุข ท่ามกลางเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ใหญ่และกลิ่นดอกไม้ในยามเช้า มีเด็กสาวคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในเงาของบ้านหลังเล็กที่เคยอบอุ่น
เธอไม่ใช่คนที่โดดเด่นหรือสูงส่ง แต่สิ่งที่เธอมีอยู่เสมอคือจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและอดทน แม้ว่าความท้าทายของโชคชะตาจะเข้ามาทดสอบเธอครั้งแล้วครั้งเล่า โลกของเธออาจดูเงียบเหงาและอ้างว้างเรื่องราวจะเป็นอย่างไร? กับนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องซินเดอเรลล่า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องซินเดอเรลล่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ในฝรั่งเศส เด็กสาวชื่อเอลล่า เติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น แต่วันหนึ่ง แม่ของเธอเสียชีวิต พ่อแต่งงานใหม่กับมาดามเทรเมน หญิงเย่อหยิ่งผู้มีลูกสาวสองคนชื่อดราเซลล่า และอนาสตาเซีย
หลังจากพ่อเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ มาดามเทรเมนเริ่มแสดงธาตุแท้ บังคับเอลล่าให้กลายเป็นคนรับใช้ในบ้าน ลูกเลี้ยงทั้งสองตั้งชื่อเธอว่า “ซินเดอเรลล่า” (ซินเดอร์ = เขม่า) โดยเอาไว้ล้อเลียนเธอ เพราะเธอมักเปื้อนเขม่าถ่านจากการนั่งข้างเตาผิง แม้จะเหนื่อยล้า ซินเดอเรลล่าก็ยังคงใจดีและมองโลกในแง่ดีเสมอ
วันหนึ่ง ข่าวการจัดงานเลี้ยงเต้นรำในพระราชวังแพร่กระจายไปทั่วเมือง เจ้าชายจะเลือกคู่ครองจากสาวงามทั่วแคว้น ลูกเลี้ยงทั้งสองตื่นเต้น ซินเดอเรลล่าขออนุญาตไปงานด้วย แต่ถูกหัวเราะเยาะ “เจ้าจะใส่อะไรล่ะ? ชุดขาด ๆ นั่นเหรอ?” มาดามเทรเมนพูดพร้อมเย้ยหยัน
ซินเดอเรลล่าพยายามซ่อมแซมชุดของแม่เพื่อไปงาน แต่ลูกเลี้ยงฉีกมันขาดจนหมด เธอวิ่งไปร้องไห้ในสวน และทันใดนั้น แสงวาบหนึ่งปรากฏขึ้น “อย่าร้องไห้เลยที่รัก” หญิงในชุดสีเงิน กล่าวพร้อมโบกคทา
เวทมนตร์เปลี่ยนฟักทองเป็นรถม้า หนูเป็นม้าลากรถ และชุดขาด ๆ เป็นราตรีงดงาม “แต่จำไว้ เวทมนตร์จะหมดลงตอนเที่ยงคืน รีบกลับมาให้ทัน” ซินเดอเรลล่าขอบคุณก่อนขึ้นรถม้าสีทองมุ่งหน้าไปพระราชวัง
ซินเดอเรลล่ามาถึงพระราชวังในชุดราตรีที่งดงามจนทุกคนตกตะลึง แม้แต่เจ้าชายยังจับจ้องเธออย่างไม่ละสายตา เขาเดินเข้ามาหาเธอพร้อมรอยยิ้ม “ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าขอเต้นรำกับเจ้าได้ไหม?”
ทั้งคู่เต้นรำท่ามกลางเสียงดนตรี ทุกสายตาจับจ้องมาที่พวกเขา ซินเดอเรลล่ารู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน แต่เสียงระฆังเริ่มตีบอกเวลาใกล้เที่ยงคืน เธอรีบผละจากเจ้าชาย “ข้าต้องไปแล้ว!”
“เดี๋ยวก่อน! เจ้าคือใคร?” เจ้าชายตะโกนตาม แต่ซินเดอเรลล่าวิ่งหนีลงบันได ระหว่างทางรองเท้าแก้วข้างหนึ่งหลุด เธอไม่ทันหันกลับไปเก็บ เพราะเวทมนตร์กำลังหมดฤทธิ์

เมื่อเธอกลับถึงบ้าน ชุดราตรีกลายเป็นชุดเก่าขาดรุ่งริ่งดังเดิม แต่เธอยังยิ้มเพราะหัวใจของเธอเต็มไปด้วยความสุข
ขุนนางเดินทางไปทั่วทั้งแคว้นเพื่อตามหาเจ้าของรองเท้าแก้ว หญิงสาวทุกคนพยายามลองรองเท้า แม้กระทั่งผู้ที่รู้ว่ามันไม่พอดี ก็ยังอยากเสี่ยงดู เผื่อจะได้แต่งงานกับเจ้าชาย แต่รองเท้าเล็กเกินไปสำหรับพวกเธอ
ในที่สุด ขุนนางก็มาถึงบ้านของมาดามเทรเมน ลูกเลี้ยงทั้งสองพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้รองเท้าแก้วพอดีกับเท้าของตน ดราเซลล่าถึงกับพยายามบีบเท้าจนแดง “มันใกล้จะพอดีแล้ว! ดูสิ!” เธอร้องอย่างเจ็บปวด แต่ขุนนางส่ายหน้า
เมื่อซินเดอเรลล่าขอให้เธอได้ลองบ้าง มาดามเทรเมนหัวเราะเยาะ “เจ้าเหรอ? อย่าทำให้เสียเวลาของขุนนางเลย” แต่ขุนนางขัดจังหวะ “หญิงทุกคนในบ้านหลังนี้มีสิทธิ์ลอง”
ซินเดอเรลล่าก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม แม้ชุดของเธอจะดูเรียบง่าย เธอก็ค่อย ๆ ลองสวมรองเท้าแก้ว และทันใดนั้น ทุกคนก็ต้องตกตะลึงเมื่อรองเท้าพอดีกับเท้าของเธออย่างสมบูรณ์แบบ
“มันคือเจ้า… เจ้าเป็นหญิงสาวคนนั้น” เจ้าชายเดินเข้ามาในห้อง พร้อมมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความสุข “ข้ารู้ตั้งแต่แรกที่ได้เต้นรำกับเจ้า”
ซินเดอเรลล่าก้มศีรษะด้วยความอ่อนโยน “เพคะ ข้าเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา หวังว่าเจ้าชายจะไม่รังเกียจ”
“ธรรมดา? ไม่เลย เจ้าช่างพิเศษและงดงามยิ่งกว่าผู้ใดที่ข้าเคยพบ” เจ้าชายตอบก่อนจับมือเธอแน่น
มาดามเทรเมนและลูกสาวมองดูด้วยความตกใจ แต่ซินเดอเรลล่ากลับยิ้มให้พวกเธออย่างให้อภัย “ข้าจะไม่ถือโทษพวกเจ้า ขอเพียงเปลี่ยนแปลงตัวเองและเรียนรู้ที่จะเมตตาผู้อื่น”
หลังจากนั้น ซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชาย งานฉลองยิ่งใหญ่จัดขึ้นทั่วแคว้น พระราชวังที่เคยเป็นเพียงความฝันของเธอ กลายเป็นบ้านหลังใหม่ เธอไม่ได้เพียงเป็นเจ้าหญิงในตำแหน่งเท่านั้น แต่เป็นเจ้าหญิงในหัวใจของทุกคนด้วยความอ่อนโยนและความเมตตาที่ไม่มีวันจางหาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ความเมตตาและความอดทนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ แม้ซินเดอเรลล่าจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและการถูกเอารัดเอาเปรียบ เธอก็ยังคงมองโลกในแง่ดีและไม่ปล่อยให้ความโกรธหรือความเกลียดชังเข้าครอบงำหัวใจ
นอกจากนี้ เรื่องราวยังบอกเราว่าการให้อภัยเป็นสิ่งสำคัญ ซินเดอเรลล่าเลือกที่จะให้อภัยแม่เลี้ยงและพี่สาว แม้ว่าพวกเขาจะทำร้ายเธอ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความเมตตาและการยอมเปิดใจให้อภัยผู้อื่นสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนรอบตัวได้
ท้ายที่สุด นิทานยังเตือนให้เราไม่ตัดสินผู้อื่นจากภายนอกเจ้าชายไม่ได้เลือกซินเดอเรลล่าเพราะสถานะหรือรูปลักษณ์ แต่เพราะความงดงามของจิตใจ เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนที่อบอุ่นหัวใจว่าความดีที่แท้จริงจะได้รับการยอมรับเสมอ แม้จะต้องใช้เวลาสักหน่อยก็ตาม
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสเรื่องซินเดอเรลล่า (อังกฤษ: Cinderella) โดยจริง ๆ แล้วนิทานเรื่องนี้มีต้นกำเนิดยาวนานและได้รับการเล่าขานในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก โดยเวอร์ชันที่รู้จักกันมากที่สุดมาจากนิทานพื้นบ้านฝรั่งเศสที่เขียนโดยชาร์ลส์ แปร์โรต์ (Charles Perrault) ในปี ค.ศ. 1697 เรื่องนี้มีชื่อว่า “Cendrillon ou La Petite Pantoufle de Verre” (ซินเดอเรลล่า หรือ รองเท้าแก้วเล็ก ๆ) และถือเป็นต้นแบบของเรื่องราวสมัยใหม่ที่เรารู้จัก
แปร์โรต์เป็นผู้เพิ่มรายละเอียดสำคัญ เช่น รองเท้าแก้วและนางฟ้าแม่ทูนหัว ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของนิทานเรื่องนี้ ฉบับนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรปและถูกดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวรรณกรรมและศิลปะ
ก่อนหน้านั้น นิทานที่มีโครงเรื่องคล้ายซินเดอเรลล่าเคยปรากฏในวัฒนธรรมอื่น เช่น ในจีนโบราณกับเรื่อง เหย่เซี่ยน (Yeh-Shen) ซึ่งมีบันทึกตั้งแต่ปี ค.ศ. 860 เป็นเรื่องราวของหญิงสาวผู้ยากจนที่ได้รับความช่วยเหลือจากวิญญาณปลา และใช้รองเท้าทองคำแทนรองเท้าแก้ว หรือในอียิปต์โบราณกับเรื่อง โรโดพิส (Rhodopis) หญิงทาสชาวกรีกที่ฟาโรห์ตามหาหลังจากรองเท้าของเธอถูกนกอินทรีขโมยไปและนำไปตกอยู่ในมือของเขา
นิทานเวอร์ชันยุโรปอีกฉบับที่โดดเด่นมาจากพี่น้องกริมม์ (Grimm Brothers) ซึ่งเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1812 ภายใต้ชื่อ “Aschenputtel” เรื่องนี้มีโทนที่ดิบและเข้มข้นกว่า เช่น การที่ลูกเลี้ยงตัดนิ้วเท้าหรือส้นเท้าตนเองเพื่อให้ใส่รองเท้าได้
แม้แต่ในเวอร์ชันต่าง ๆ ทั่วโลก นิทานเรื่องนี้ยังคงมีแก่นแท้ร่วมกัน นั่นคือการต่อสู้ของหญิงสาวที่ถูกกดขี่ และการได้รับรางวัลจากความดีงามในที่สุด ทำให้ ซินเดอเรลล่า กลายเป็นเรื่องราวที่ข้ามผ่านกาลเวลาและวัฒนธรรม เป็นนิทานที่ทั้งสอนใจและสร้างความหวังจนถึงปัจจุบัน
ความงดงามที่แท้จริงอยู่ในจิตใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ความดีอาจถูกมองข้ามในวันนี้ แต่วันหนึ่งมันจะเปล่งประกายและนำพาเราไปสู่สิ่งที่คู่ควรเสมอ