ในโลกที่ความใจกว้างอาจมาคู่กับความกะล่อน และโชคชะตาของมนุษย์ไม่ได้ตัดสินเพียงแค่ความดีงาม แต่ยังอยู่ที่ไหวพริบอันแพรวพราวในการรับมือกับบททดสอบของสวรรค์
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงทหารผ่านศึกจอมแสบ ผู้ที่เอาชนะใจนักบุญด้วยเศษขนมปัง แต่กลับใช้คำลวงหน้าตายและย่ามวิเศษท้าทายทั้งนรกและสวรรค์จนได้ที่พำนักสุดท้ายแบบไม่มีใครคาดคิด กับนิทานกริมม์เรื่องน้องชายจอมสำราญ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องน้องชายจอมสำราญ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ท่ามกลางฝุ่นตลบบนถนนสายเปลี่ยวหลังจบศึกใหญ่ “น้องชายจอมสำราญ” เดินฮัมเพลงไปตามทาง แม้ในย่ามจะมีเพียงขนมปังปอนด์เดียวกับเงินแค่ 4 เหรียญซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย แต่เขาก็หาได้เดือดร้อนใจไม่ ทันใดนั้น นักบุญปีเตอร์ที่อยากลองใจมนุษย์ก็ได้ปลอมตัวเป็นขอทานเนื้อตัวมอมแมมขวางหน้าไว้
“ท่านผู้เจริญ โปรดเมตตาขอทานผู้หิวโหยคนนี้สักนิดเถิด” นักบุญปีเตอร์เอ่ยปาก
น้องชายจอมสำราญหยุดกึกแล้วตอบว่า “พ่อขอทานเอ๋ย ข้าเองก็เพิ่งโดนปลดประจำการ มีขนมปังก้อนเดียวกับเงิน 4 เหรียญ ถ้าหมดนี่ข้าก็ต้องไปนั่งขอทานข้าง ๆ เจ้านั่นแหละ… แต่เอาเถอะ! ข้าแบ่งให้” เขาหั่นขนมปังออกเป็น 4 ส่วน แล้วยื่นให้ขอทาน 1 ส่วนพร้อมเงิน 1 เหรียญด้วยความเต็มใจ
ทว่านักบุญปีเตอร์ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ ท่านแอบลัดเลาะไปดักหน้าในร่างขอทานคนใหม่ถึงสองครั้ง และน้องชายจอมสำราญก็ยังคงแบ่งส่วนที่เหลือให้จนตัวเองเหลือขนมปังเพียงชิ้นสุดท้ายและเงินเหรียญเดียว ซึ่งเขาก็เอามันไปซื้อเบียร์ดื่มจนเกลี้ยงประเป๋าพลางหัวเราะร่า “หมดตัวสมใจอยากล่ะทีนี้!”
ขณะที่เขากำลังเดินตัวปลิว นักบุญปีเตอร์ก็ปรากฏตัวอีกครั้งในร่างทหารปลดเกษียณเหมือนกัน “สหาย มีอะไรให้ข้ากินบ้างไหม?” น้องชายจอมสำราญส่ายหน้า “เกลี้ยงกระเป๋าแล้วเพื่อนเอ๋ย ข้าแจกให้ขอทานหมดทางที่ผ่านมา ถ้าเจ้าไม่มีอะไรเหมือนกัน เราก็ไปนั่งขอทานด้วยกันเถอะ”
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก” นักบุญปีเตอร์ในร่างทหารตอบ “ข้าพอมีวิชาแพทย์ติดตัวบ้าง เราเดินทางไปด้วยกันเถอะ ถ้าข้าหาเงินได้ ข้าจะแบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่ง” น้องชายจอมสำราญตาโต “ตกลงสิ! ไปกันเลย”
ทั้งคู่เดินทางมาถึงบ้านชาวนาที่กำลังร้องไห้ระงมเพราะสามีใกล้จะสิ้นลม นักบุญปีเตอร์หยิบขี้ผึ้งวิเศษออกมาทาเพียงชั่วครู่ ชายที่ใกล้ตายก็ลุกขึ้นมาเตะปี๊บดังโครม! แข็งแรงเป็นปลิดทิ้ง ชาวนาดีใจมากถามว่าอยากได้อะไรเป็นค่าตอบแทน แต่นักบุญปีเตอร์กลับโบกมือปฏิเสธ “ข้าไม่ต้องการสิ่งใด”
น้องชายจอมสำราญที่ยืนท้องร้องอยู่ข้างหลังรีบถลันเข้ามาหยิกเอวนักบุญปีเตอร์แรง ๆ แล้วกระซิบด่า “ไอ้คนซื่อบื้อ! รับไว้สิ เราไม่มีอะไรจะกินแล้วนะ!”
สุดท้ายเมื่อชาวนาคะยั้นคะยอจะมอบ “ลูกแกะ” ให้หนึ่งตัว นักบุญปีเตอร์จึงยอมรับแบบเสียไม่ได้แต่มีเงื่อนไขว่า “ข้าจะรับก็ได้ แต่ข้าไม่แบกนะ เจ้าอยากได้ เจ้าก็แบกเอง!”
น้องชายจอมสำราญรีบคว้าแกะขึ้นบ่าทันที “เรื่องแค่นี้ขี้ผงน่าพี่ชาย เดี๋ยวข้าจัดการเอง!”

หลังจากแบกลูกแกะมาจนไหล่ล้า น้องชายจอมสำราญก็เริ่มหิวโซ เขาชวนนักบุญปีเตอร์แวะพักในป่า “พี่ชาย ตรงนี้ทำเลดี เราต้มแกะกินกันเถอะ!”
นักบุญปีเตอร์ตอบตกลงแต่กำชับว่า “ข้าจะไปเดินเล่นรอ เจ้าต้มไปนะ แต่อย่าเพิ่งกินจนกว่าข้าจะกลับมา”
น้องชายจอมสำราญจัดการต้มแกะจนเปื่อยได้ที่ กลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลายจนเขาทนไม่ไหว เขาตักเนื้อขึ้นมาดูแล้วเห็น “หัวใจแกะ” ก้อนโต “โอ้โฮ… เขาว่านี่คือส่วนที่เด็ดที่สุด!”
ว่าแล้วเขาก็จัดการโซ้ยหัวใจแกะจนเกลี้ยง พอดีกับที่นักบุญปีเตอร์เดินกลับมาพอดี “ไหนล่ะหัวใจแกะ? ข้าขอส่วนนั้นแล้วกัน”
น้องชายจอมสำราญแสร้งทำเป็นค้นในหม้ออย่างลนลานก่อนจะตอบหน้าตายว่า “ไม่มีหรอกพี่! แกะมันไม่มีหัวใจ!” นักบุญปีเตอร์จ้องหน้า “แกะที่ไหนไม่มีหัวใจ สัตว์ทุกตัวมีหัวใจทั้งนั้นแหละ!”
ทหารเก่าเถียงคอเป็นเอ็น “เชื่อข้าสิพี่ ลองตรองดูให้ดี แกะมันไม่มีหัวใจจริง ๆ นะ” นักบุญปีเตอร์จึงแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจและปล่อยให้เขากินเนื้อแกะที่เหลือเพียงคนเดียว
ต่อมานักบุญปีเตอร์แกล้งทำให้มีแม่น้ำเชี่ยวขวางหน้า แล้วบอกให้น้องชายจอมสำราญเดินข้ามไปก่อน พอเขาก้าวลงไปน้ำก็ลึกขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงคอ! “ช่วยข้าด้วยพี่!” เขาตะโกน นักบุญปีเตอร์ยื่นเงื่อนไข “เจ้าจะยอมรับไหมว่ากินหัวใจแกะ?”
ทหารใจเด็ดตอบว่า “ไม่! ข้าไม่ได้กิน!” น้ำสูงขึ้นจนเกือบมิดปาก เขาเกือบจะจมน้ำตายแต่ก็ยังยืนกรานคำเดิมจนนักบุญปีเตอร์ต้องช่วยขึ้นมาเพราะทึ่งในความกะล่อนที่เหนียวแน่นนี้
ทั้งคู่เดินทางต่อจนถึงเมืองหนึ่งที่เจ้าหญิงเพิ่งสิ้นพระชนม์ น้องชายจอมสำราญกระหยิ่มยิ้มย่อง “พี่! นี่โอกาสทองของเราแล้วนะ ไปชุบชีวิตนางสิ เราจะได้รวยกันสักที!” เขาพยายามผลักดันให้นักบุญปีเตอร์เข้าไปในวัง
นักบุญปีเตอร์จึงยอมแสดงปาฏิหาริย์ด้วยการนำกระดูกของเจ้าหญิงมาต้มในหม้อจนเนื้อหลุดออก แล้วเรียงกระดูกขาวสะอาดนั้นใหม่ ก่อนจะเอ่ยพระนามของพระผู้เป็นเจ้าให้เจ้าหญิงฟื้นคืนชีพขึ้นมาสวยงามดังเดิม
พระราชาดีใจสุดขีด สั่งให้เอาทองคำมาให้จนเต็มย่ามของน้องชายจอมสำราญ เมื่อออกจากวังมาถึงชายป่า นักบุญปีเตอร์ก็เอ่ยขึ้นว่า “เอาละ เรามาแบ่งทองกัน” ท่านแบ่งทองออกเป็น 3 กองเท่า ๆ กัน น้องชายจอมสำราญงงตึ้บ “พี่บ้าหรือเปล่า? เรามีกัน 2 คน แต่แบ่ง 3 กองเนี่ยนะ!”
นักบุญปีเตอร์ตอบอย่างเรียบเฉยว่า “ข้าแบ่งถูกแล้ว กองแรกของข้า กองสองของเจ้า ส่วนกองที่สาม… สำหรับคนที่กินหัวใจแกะ”
น้องชายจอมสำราญตาโตเป็นประกาย รีบกวาดทองกองที่สามเข้าหาตัวอย่างไวพร้อมสารภาพทันทีว่า “อ๋อ! กองนั้นของข้านี่นา ข้ากินเองแหละพี่ หัวใจแกะนั้นน่ะ เชื่อข้าเถอะ!”
นักบุญปีเตอร์ส่ายหัวด้วยความอ่อนใจ “เอาไปให้หมดเลยไป๊! ข้าไม่ร่วมทางกับเจ้าแล้ว” ว่าแล้วนักบุญปีเตอร์ก็แยกทางไป ทิ้งให้ทหารจอมสำราญอยู่กับกองทองคำมหาศาลเพียงลำพัง

หลังจากแยกทางกับนักบุญปีเตอร์ น้องชายจอมสำราญก็ใช้เงินทองอย่างมือเติบจนเกลี้ยงกระเป๋าในเวลาไม่นาน เมื่อถังแตกเขาก็ระลึกได้ว่าเคยเห็นวิชา “ต้มกระดูกชุบชีวิต” เขาจึงรีบไปเสนอตัวกับพระราชาอีกเมืองหนึ่งที่เจ้าหญิงเพิ่งสิ้นพระชนม์ “ข้าคือหมอเทวดาผู้ชุบชีวิตคนตายได้!” เขาประกาศก้องอย่างมั่นใจ
เขาสั่งให้ตั้งเตาและต้มร่างเจ้าหญิงเหมือนที่นักบุญปีเตอร์ทำเป๊ะ ๆ แต่ปัญหาคือเขาดัน “จำสูตรไม่ได้” เขาเรียงกระดูกมั่วซั่วสลับซ้ายขวาจนดูไม่เป็นรูปร่างมนุษย์ พอร่ายมนตร์เรียกเท่าไหร่เจ้าหญิงก็ไม่ยอมฟื้น
น้องชายจอมสำราญเริ่มเหงื่อตกและตะโกนใส่กองกระดูกว่า “ลุกขึ้นมาสิยัยตัวดี! ลุกขึ้นมา ไม่งั้นข้าจะจัดหนักให้เจ้าแน่!”
ในนาทีนั้น นักบุญปีเตอร์ก็โผล่มาทางหน้าต่างในร่างทหารปลดเกษียณและตำหนิว่า “เจ้าคนบาป! เจ้าทำบ้าอะไรลงไป เรียงกระดูกมั่วขนาดนี้ใครจะฟื้น!”
นักบุญช่วยเรียงกระดูกและชุบชีวิตให้เป็นครั้งสุดท้าย พร้อมยื่นคำขาดว่า “ห้ามเจ้าไปหลอกใครแบบนี้อีก และห้ามรับรางวัลแม้แต่เหรียญเดียว!”
แม้จะโดนเตือน แต่น้องชายจอมสำราญก็คือน้องชายจอมสำราญ เขาใช้เล่ห์เหลี่ยมจนพระราชาสั่งให้ใส่ทองคำลงในย่ามจนเต็มอยู่ดี เมื่อเดินออกมาเจอนักบุญปีเตอร์ที่ดักรออยู่ พี่ชายจอมสำราญก็อ้างว่า “ข้าเปล่านะพี่! เขาเทใส่ย่ามข้าเอง ข้าห้ามไม่ทัน!”
นักบุญปีเตอร์ส่ายหน้าและเอ่ยว่า “เพื่อไม่ให้เจ้าเที่ยวไปต้มกระดูกใครอีก ข้าจะมอบพรให้ย่ามใบนี้… เจ้าปรารถนาสิ่งใดในโลก ขอเพียงพูดออกมา สิ่งนั้นจะลงไปอยู่ในย่ามทันที”
น้องชายจอมสำราญยังไม่ทันได้ขอบคุณ นักบุญปีเตอร์ก็หายวับไป ทหารจอมแสบจึงลองวิชาทันทีขณะเดินผ่านโรงแรมที่มีกลิ่น “ห่านย่าง” หอมฉุยโชยออกมา “หึ ๆ ข้าขอให้ห่านย่าง 2 ตัวในเตานั่น ลงมาอยู่ในย่ามข้าเดี๋ยวนี้!” ทันใดนั้นย่ามก็หนักอึ้ง เขาเปิดดูและพบห่านย่างตัวอ้วนฉวีวางอยู่จริง ๆ “นี่แหละ! สวรรค์ของข้าล่ะ!”
เขาเอาห่านไปนั่งกินกลางทุ่งหญ้า และแบ่งห่านตัวที่เหลือให้ช่างเดินทางสองคนที่เดินผ่านมาด้วยใจกว้าง แต่เรื่องกลับวุ่นวายเมื่อเจ้าของโรงแรมพบว่าห่านหายไป และตามไปตื้บช่างเดินทางผู้น่าสงสารทั้งสองคนเพราะคิดว่าเป็นขโมย ส่วนน้องชายจอมสำราญน่ะเหรอ? เขาเดินผิวปากหนีไปไกลโขแล้ว พร้อมกับย่ามวิเศษที่พร้อมจะ “เสก” ทุกอย่างที่เขาต้องการ!

น้องชายจอมสำราญเดินทางมาถึงปราสาทหรูหลังหนึ่งแต่ไม่มีใครกล้าอยู่ เพราะใครเข้าไปนอนเป็นต้องตายทุกราย เขาผู้ไม่กลัวฟ้าดินจึงขออาสาเข้าไปค้างคืนแลกกับเหล้ายาปลาปิ้ง เมื่อถึงเที่ยงคืน ปีศาจหน้าตาน่าเกลียด 9 ตนก็โผล่ออกมาเต้นรำล้อมรอบตัวเขา พยายามจะแกล้งรุมสกรัมและดึงผมเขาอย่างเมามัน
“หยุดเดี๋ยวนี้พวกผีเปรต! ข้าจะทำให้พวกเจ้าเงียบกริบเอง” เขาตะโกนลั่นพลางหยิบย่ามวิเศษขึ้นมาแล้วประกาศก้อง “จงลงมาอยู่ในย่ามให้หมดทั้งเก้าตน!” วูบเดียวปีศาจทั้งหมดก็ถูกดูดลงไปขังในย่าม เขามัดปากถุงแน่นหนาก่อนจะไปนอนต่ออย่างสบายใจ รุ่งเช้าเขาก็เอาย่ามไปหาช่างตีเหล็กแล้วสั่งว่า “เฮ้ย! พวกเจ้าช่วยกันรุมทุบย่ามนี้ด้วยค้อนยักษ์ให้หนักที่สุดที!”
เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากย่ามจนน่าเวทนา ปีศาจ 8 ตนสิ้นชีพคาถุง เหลือเพียงตัวที่ 9 ที่แอบอยู่ซอกย่ามรอดชีวิตและหนีกลับนรกไปได้ น้องชายจอมสำราญกลายเป็นฮีโร่ผู้กู้ปราสาท พระราชาจะมอบรางวัลให้เขาอยู่อย่างราชาตลอดชีวิต แต่คนอย่างเขาหรือจะหยุดนิ่ง “ข้าขอท่องโลกต่อดีกว่าพะยะค่ะ!“ เขาตอบกวน ๆ แล้วเดินจากไป
เวลาผ่านไปจนน้องชายจอมสำราญเริ่มแก่ตัว เขาคิดว่าถึงเวลาต้องหาที่ไปหลังตายเสียที เขาไปถามฤๅษีว่าทางไหนไปไหน ฤๅษีบอกว่า “ทางกว้างขวางสบายไปนรก ทางแคบขรุขระไปสวรรค์”
เขาคิดทันทีว่า “คนอย่างข้าจะลำบากทำไม ไปทางกว้างสิ!” แต่พอไปถึงประตูนรก ปีศาจตัวที่ 9 ที่เคยโดนทุบจำเขาได้แม่น รีบวิ่งไปบอกสมุนนรกว่า “อย่ารับไอ้คนที่มีย่ามเข้ามาเด็ดขาด! เดี๋ยวมันสั่งพวกเราลงย่ามยกนรกจะซวยกันหมด!” ประตูนรกจึงปิดตายใส่หน้าเขาอย่างแรง
“นรกไม่ต้อนรับ ข้าไปสวรรค์ก็ได้วะ!” เขาเดินย้อนกลับไปที่ประตูสวรรค์และเจอนักบุญปีเตอร์นั่งเฝ้าอยู่ “อ้าว พี่ชาย! ให้ข้าเข้าหน่อยเถอะ นรกเขายังไม่เอาข้าเลย” แต่นักบุญปีเตอร์ส่ายหน้า “ไม่ได้! เจ้าทำวีรกรรมไว้เยอะเกินไป”
น้องชายจอมสำราญไม่ยอมแพ้ ยื่นย่ามวิเศษลอดซี่กรงเข้าไปให้นักบุญปีเตอร์ “ถ้าไม่ให้เข้า งั้นข้าคืนย่ามให้พี่ก็ได้ ข้าไม่เอาของพี่แล้ว!” พอท่านนักบุญรับย่ามไปวางข้างตัวปุ๊บ น้องชายจอมสำราญก็แสยะยิ้มแล้วตะโกนมนตร์สุดท้ายทันที “ข้าขอปรารถนาให้ตัวข้า เข้าไปอยู่ในย่ามเดี๋ยวนี้!”
ร่างของเขาหายวับเข้าไปอยู่ในย่ามที่วางอยู่ “ข้างใน” ประตูสวรรค์ทันที! นักบุญปีเตอร์ได้แต่ถอนใจด้วยความเอ็นดูผสมปวดหัว เพราะตามกฎแล้วใครอยู่ในสวรรค์ก็ห้ามไล่ออก น้องชายจอมสำราญจึงได้นั่งเสวยสุขอยู่ในสวรรค์ด้วยลูกไม้เดิม ๆ ของเขาไปตลอดกาล!

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความใจกว้างและการรู้จักแบ่งปันแม้ในยามที่ตนเองลำบาก (เหมือนที่เขาแบ่งขนมปังให้ขอทานจนหมด) คือบุญกุศลที่ย้อนกลับมาช่วยคุ้มครองเขาในยามคับขันเสมอ ทว่า “ความกะล่อน” และ “ไหวพริบ” ที่เฉลียวฉลาดก็เป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้เขาสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ตลอดเวลา
เรื่องนี้สะท้อนว่าบางครั้งโชคลาภก็ไม่ได้มาเพราะความเป็นคนดีศรีสังคมเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการมีหัวใจที่กล้าได้กล้าเสียและการรู้จักใช้สติปัญญาเอาตัวรอดในโลกที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องน้องชายจอมสำราญ (อังกฤษ: Brother Lustig) คอลเลกชันลำดับที่ 81 KHM ในชุดสะสมของพี่น้องตระกูลกริมม์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากตำนานพื้นบ้านแถบยุโรปกลางที่มักนำตัวละครกึ่งนักบุญอย่าง “เซนต์ปีเตอร์” มาปะทะกับตัวละครมนุษย์เดินดินที่มีนิสัยกะล่อนแต่มีจิตใจที่ซับซ้อน เพื่อสะท้อนถึงการทดสอบความศรัทธาและความเมตตาในรูปแบบที่ต่างออกไปจากตำนานทางศาสนาทั่วไป
เสน่ห์ของเรื่องนี้อยู่ที่การสร้างตัวละคร “พี่ชายจอมสำราญ” ให้มีลักษณะเป็น “Anti-hero” หรือวีรบุรุษนอกคอกที่มีทั้งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในตอนต้นแต่กลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและคำลวงในตอนต่อๆ มา ซึ่งพี่น้องกริมม์จดบันทึกไว้เพื่อชี้ให้เห็นว่านิทานพื้นบ้านไม่ได้มีไว้เพียงแค่สอนศีลธรรมอันดีงามเท่านั้น แต่ยังบันทึกถึงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความเฉลียวฉลาดของชนชั้นล่างที่ต้องใช้ไหวพริบในการต่อสู้กับโชคชะตาและอำนาจเหนือธรรมชาติ
นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังเป็นนิทานประเภท “The Soldier and the Devil” ที่พบได้บ่อยในนิทานพื้นบ้านยุคหลังสงคราม โดยมักใช้ตัวเอกเป็นทหารปลดเกษียณที่ไม่มีอะไรติดตัว เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของคนกลุ่มนี้ในยุคนั้นว่าเป็นพวกที่ไร้ความกลัวและพร้อมจะท้าทายทั้งนรกและสวรรค์ บทสรุปที่พี่ชายจอมสำราญใช้ลูกไม้เข้าสู่สวรรค์ได้สำเร็จจึงเปรียบเสมือนการปลอบประโลมและเชิดชูไหวพริบของมนุษย์ที่สามารถเอาชนะแม้กระทั่งกฎเหล็กของสวรรค์ได้
คติธรรม: “ความใจกว้างเปิดประตูแห่งโอกาส แต่ความฉลาดแกมโกงช่วยเปิดประตูสวรรค์”

