ปกนิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์

นิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์

ในโลกที่โชคชะตามักเล่นตลกกับหยาดเหงื่อของคนยากจน ของขวัญที่ดูต่ำต้อยที่สุดอาจกลายเป็นกุญแจสู่ขุมทรัพย์มหาศาล หากมันถูกมอบให้ด้วยหัวใจที่ซื่อตรงและไร้ซึ่งความโลภบังตา

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงทหารยากจนที่ปลูกหัวไชเท้าจนมีขนาดใหญ่ยักษ์ผิดมนุษย์มนา ซึ่งนำพาเขาไปสู่การเผชิญหน้ากับความริษยาของพี่ชายและการเอาตัวรอดด้วยไหวพริบสุดแสบทรวงภายในกระสอบลวงตา กับนิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพี่น้องสองคนรับราชการเป็นทหารเหมือนกัน คนพี่นั้นมั่งมีศรีสุขด้วยทรัพย์สินเงินทอง แต่คนน้องกลับยากจนข้นแค้นจนแทบไม่มีกิน เพื่อที่จะหลีกหนีจากความอดอยาก น้องชายจึงตัดสินใจถอดชุดทหารแขวนไว้บนฝาผนัง แล้วหันมาสวมชุดกสิกรเพื่อทำไร่ไถนาแทน เขาใช้หยาดเหงื่อแรงกายขุดดินและพรวนดินในที่ดินผืนเล็กๆ ของเขาจนทั่ว แล้วเริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์หัวผักกาดลงไป

ในบรรดาเมล็ดที่หว่านไปนั้น มีเมล็ดหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาอย่างผิดแผก มันแข็งแรงและขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ หัวผักกาดนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะไม่มีวันหยุดโต จนผู้คนขนานนามมันว่า “เจ้าหญิงแห่งหัวผักกาด” เพราะไม่มีใครเคยพบเห็นหัวผักกาดที่ใหญ่ยักษ์ขนาดนี้มาก่อน และคงจะไม่มีวันได้เห็นอีกเป็นแน่แท้

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์ 2

ในที่สุด มันก็มีขนาดมหึมาจนล้นรถลาก และต้องใช้วัวถึงสองตัวช่วยกันลากออกไปจากทุ่งนา ชาวนาผู้น้องมองดูผลผลิตของตนด้วยความสับสน เขาไม่รู้เลยว่าเจ้าสิ่งนี้จะนำพาโชคลาภหรือคราวเคราะห์มาให้กันแน่ เขาครุ่นคิดกับตัวเองว่า “ถ้าข้าเอาไปขาย ข้าจะได้ราคาคุ้มค่ากับความพิเศษของมันหรือ? และถ้าข้าจะกินเอง หัวผักกาดเล็กๆ ทั่วไปก็คงให้รสชาติไม่ต่างกัน… ข้าว่าข้าควรเอาไปถวายพระราชาเพื่อแสดงความจงรักภักดีจะดีกว่า”

เขาจึงนำมันขึ้นรถลาก เทียมวัวสองตัว และเดินทางไปยังพระราชวัง ทันทีที่พระราชาทอดพระเนตรเห็น ทรงอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงว่า “นี่มันสิ่งประหลาดอันใดกัน? ข้าเคยเห็นของแปลกมามากมาย แต่ไม่เคยเห็นอสูรกายในร่างผักเช่นนี้มาก่อน! มันมาจากเมล็ดพันธุ์ชนิดใดกัน หรือเจ้าเป็นลูกรักของโชคชะตาที่บังเอิญไปพบมันเข้า?”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์ 3

ชาวนาผู้ยากจนรีบทูลตอบว่า “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ ข้าไม่ใช่ลูกรักของโชคชะตาแต่อย่างใด ข้าเป็นเพียงทหารผู้น่าสงสารที่เลี้ยงชีพไม่ไหว จึงต้องแขวนชุดทหารไว้กับตะปูแล้วหันมาขุดดินทำนา ข้ามีพี่ชายที่ร่ำรวยและเป็นที่รู้จักของท่าน แต่สำหรับตัวข้าผู้ไม่มีสิ่งใดเลย จึงถูกทุกคนลืมเลือนไปเสียสิ้น”

พระราชาทรงรู้สึกสงสารจับใจ จึงตรัสว่า “เจ้าจะต้องพ้นจากความยากจน ข้าจะมอบของกำนัลให้เจ้ามากพอที่จะทำให้เจ้าทัดเทียมกับพี่ชายผู้ร่ำรวยของเจ้า!” แล้วพระองค์ก็พระราชทานทองคำ ที่ดิน ทุ่งหญ้า และฝูงสัตว์จำนวนมหาศาล จนเขากลายเป็นเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ที่แม้แต่สมบัติของพี่ชายก็ไม่อาจเทียบเคียงได้

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์ 4

เมื่อพี่ชายผู้มั่งคั่งได้ยินข่าวลือเรื่องความร่ำรวยกะทันหันของน้องชาย และรู้ว่าทั้งหมดนั้นได้มาจากหัวผักกาดเพียงหัวเดียว เขาก็เกิดความริษยาอย่างรุนแรง เขาครุ่นคิดหาวิธีที่จะได้รับโชคลาภมหาศาลเช่นนั้นบ้าง และคิดว่าตนเองนั้น “ฉลาด” กว่าน้องชายมากนัก

เขาจึงตระเตรียมทองคำล้ำค่าและม้าพันธุ์ดีหลายตัว นำไปถวายพระราชาด้วยใจที่มั่นใจว่า “ถ้าน้องชายข้าได้สมบัติมหาศาลจากการให้เพียงหัวผักกาดเพียงหัวเดียว ข้าที่นำของมีค่าขนาดนี้ไปให้ พระราชาคงจะทรงประทานรางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นหลายเท่าตัวเป็นแน่!”

พระราชาทรงรับของขวัญเหล่านั้นไว้ แต่แล้วกลับตรัสสิ่งที่ทำให้พี่ชายถึงกับหน้าถอดสีว่า “ข้าได้รับของจากเจ้าแล้ว แต่ข้าไม่มีสิ่งใดจะมอบให้เจ้าเป็นการตอบแทนที่จะเลอค่าและหายากไปกว่าหัวผักกาดยักษ์ที่ข้าได้รับมาอีกแล้ว” สุดท้าย พี่ชายผู้โลภมากจึงถูกบังคับให้แบกหัวผักกาดขนาดยักษ์ของน้องชายขึ้นรถลากกลับบ้านไปแทนทองคำที่สูญเสียไป

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์ 7

ด้วยความโกรธแค้นที่พลุ่งพล่านและไม่รู้จะไประบายใส่ใคร ความคิดชั่วร้ายจึงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เขาตัดสินใจว่าจะต้องฆ่าน้องชายทิ้งเสีย เขาว่าจ้างมือสังหารให้ไปดักซุ่มรอในที่ลับตาคน แล้วเขาก็ไปหาน้องชายพร้อมรอยยิ้มจอมปลอมว่า “น้องรัก ข้าพบลายแทงขุมทรัพย์ที่ถูกซ่อนไว้ เราไปขุดมันด้วยกันเถิด แล้วเราจะแบ่งสมบัติกันอย่างเท่าเทียม” น้องชายผู้ใสซื่อไม่ได้สงสัยในคำลวงนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาตอบตกลงและออกเดินทางตามพี่ชายไปสู่กับดักที่รออยู่…

ขณะที่สองพี่น้องเดินทางเข้าไปในป่าลึก มือสังหารที่ซุ่มอยู่ก็พุ่งออกมาล้อมหน้าล้อมหลัง พวกมันจับน้องชายมัดมือมัดเท้าอย่างแน่นหนา เตรียมจะแขวนคอเขาเข้ากับกิ่งไม้ใหญ่ตามคำสั่งของพี่ชายใจโฉด ทว่าในวินาทีวิกฤตนั้นเอง เสียงเพลงอันร่าเริงและเสียงฝีเท้าม้าก็ดังแว่วมาจากระยะไกล

พวกมือสังหารตกใจกลัวว่าจะมีคนมาเห็นเหตุการณ์เข้า จึงรีบจับน้องชายยัดใส่กระสอบใบใหญ่ในลักษณะ “เอาหัวมุดลงไปข้างล่าง” แล้วรีบยกไปแขวนไว้บนกิ่งไม้ ก่อนจะพากันโกยแน่บหนีไป ทิ้งให้น้องชายดิ้นขลุกขลักอยู่บนต้นไม้เพียงลำพัง เขาพยายามดิ้นรนจนกระทั่งสามารถเจาะรูที่กระสอบได้สำเร็จและโผล่หัวออกมาดูโลกภายนอกได้

ชายที่กำลังควบม้ามานั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “นักเรียนพเนจร” หนุ่มน้อยผู้กำลังเดินทางผ่านป่าพร้อมกับร้องเพลงอย่างมีความสุข เมื่อน้องชายเห็นว่ามีคนกำลังจะผ่านไป เขาจึงตะโกนลงมาว่า “อรุณสวัสดิ์! ท่านช่างมาได้ถูกจังหวะเวลาที่โชคดีเหลือเกิน!”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์ 5

นักเรียนหนุ่มหยุดม้าแล้วมองไปรอบ ๆ ด้วยความงงงวย เขาหาต้นตอของเสียงไม่เจอจนกระทั่งถามออกมาว่า “ใครน่ะ? ใครเรียกข้า?”

เสียงจากบนต้นไม้ตอบกลับมาทันทีว่า เงยหน้าขึ้นมาสิ! ข้านั่งอยู่บนนี้ ใน ‘ถุงย่ามแห่งปัญญา’ อย่างไรเล่า เพียงเวลาสั้น ๆ ที่ข้าอยู่ในนี้ ข้าได้เรียนรู้สิ่งที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ข้าได้เรียนในกระสอบนี้แล้ว โรงเรียนทุกแห่งกลายเป็นเรื่องตลกไปเลยล่ะ อีกไม่นานข้าก็จะเรียนรู้ทุกสรรพสิ่งจนครบถ้วน และจะลงไปในฐานะชายที่ฉลาดที่สุดในโลก”

เขากล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่ดูภูมิฐานว่า “ข้าเข้าใจทั้งดวงดาว จักรราศี ทิศทางของลม เม็ดทรายในมหาสมุทร วิธีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ รวมถึงคุณวิเศษของสมุนไพร นก และหินทุกชนิด หากท่านได้ลองเข้ามาอยู่ในนี้สักครั้ง ท่านจะรู้เลยว่าสิ่งล้ำค่าและสูงส่งเพียงใดที่ไหลออกมาจาก ‘กระสอบแห่งความรู้นี้’”

นักเรียนหนุ่มเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ตาโตด้วยความเลื่อมใส เขาอุทานออกมาว่า “ขอให้ชั่วโมงที่ข้าได้พบท่านนี้จงเป็นชั่วโมงที่ได้รับพรเถิด! ข้าขอเข้าไปอยู่ในกระสอบนั้นสักพักหนึ่งจะได้ไหม?”

น้องชายแกล้งทำเป็นลังเลและตอบอย่างไม่เต็มใจว่า “ข้าจะยอมให้เจ้าเข้าไปเพียงครู่เดียวเท่านั้นก็ได้ หากเจ้ามีคำกล่าวที่ดีและมีรางวัลให้ข้าเป็นการตอบแทน แต่เจ้าต้องรออีกสักชั่วโมงนะ เพราะยังมีอีกหนึ่งวิชาที่ข้าต้องเรียนให้จบก่อน” ยิ่งถูกปฏิเสธ นักเรียนหนุ่มก็ยิ่งกระวนกระวายด้วยความกระหายรู้ เขาอ้อนวอนขอเข้ากระสอบทันทีจนน้องชายยอมใจอ่อนและบอกว่า “เพื่อที่ข้าจะได้ออกมาจาก ‘บ้านแห่งปัญญา’ นี้ เจ้าต้องหย่อนเชือกดึงกระสอบลงมาเสียก่อน แล้วเจ้าจึงจะได้เข้าไป”

นักเรียนรีบหย่อนกระสอบลงมา แก้มัดให้ชายหนุ่มเป็นอิสระ แล้วรีบร้องบอกว่า “คราวนี้รีบดึงข้าขึ้นไปเดี๋ยวนี้เลย!” พร้อมกับจะมุดเข้ากระสอบ

“ช้าก่อน!” น้องชายพูดขัดขึ้น “ทำแบบนั้นไม่ได้ผลหรอก” จากนั้นเขาก็จับหัวนักเรียนทิ่มลงไปในกระสอบ มัดปากถุงให้แน่น แล้วออกแรงดึง “ศิษย์ผู้หิวกระหายปัญญา” ขึ้นไปแขวนไว้บนกิ่งไม้ตามเดิม

น้องชายแกว่งกระสอบไปมาในอากาศแล้วเยาะเย้ยว่า “เป็นอย่างไรบ้างเพื่อนรัก? เห็นไหมล่ะ ปัญญาเริ่มไหลเข้ามาหาเจ้าหรือยัง? เจ้ากำลังได้รับประสบการณ์ที่มีค่าเชียวนะ นิ่ง ๆ ไว้ล่ะจนกว่าเจ้าจะฉลาดขึ้นกว่านี้”

พูดจบ เขาก็กระโดดขึ้นหลังม้าของนักเรียนหนุ่มแล้วควบจากไปอย่างสบายใจ ทิ้งให้นักเรียนผู้น่าสงสารแกว่งไปแกว่งมาอยู่บนต้นไม้ แต่ด้วยความเป็นคนดี เขาก็ไม่ได้ใจร้ายจนเกินไป เพราะหลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง เขาก็ได้ส่งคนให้ย้อนกลับมาช่วยปล่อยนักเรียนคนนั้นให้เป็นอิสระในที่สุด

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์ 6

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความโลภและความริษยาเป็นเข็มทิศที่นำพามนุษย์ไปสู่ความโง่เขลา ดังเช่นพี่ชายที่หวังลาภยศจนสุดท้ายได้กลับมาเพียงหัวผักกาดที่ไร้ค่า ในขณะที่จิตใจที่ซื่อสัตย์และรู้จักพอของน้องชายกลับเป็นบ่อเกิดแห่งโชคลาภอย่างไม่คาดฝัน

นอกจากนี้เรื่องราวของถุงย่ามแห่งปัญหายังเน้นย้ำว่าไหวพริบและการมีสติในยามวิกฤตนั้นมีค่ามากกว่าพละกำลังหรือทรัพย์สมบัติ เพราะคนฉลาดที่รู้จักใช้โอกาสย่อมสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดให้กลายเป็นชัยชนะได้เสมอ ขณะเดียวกันก็เตือนใจเราว่าอย่าหลงเชื่อคำลวงที่หอมหวานเพียงเพราะความอยากมีอยากรู้จนขาดการพิจารณา มิเช่นนั้นอาจต้องถูกจองจำอยู่ในกระสอบแห่งความเขลาของตนเอง

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ อีกเพียบ ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องหัวผักกาดยักษ์ (อังกฤษ: The Turnip) นิทานเรื่องนี้จัดอยู่ในกลุ่มนิทานพื้นบ้านประเภสตลกขบขัน (Jesting Tale) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18 โดยพี่น้องกริมม์ได้รับข้อมูลมาจากแหล่งข้อมูลในเขตมุนสเตอร์ (Münster) ซึ่งแต่เดิมเรื่องราวของ “พืชยักษ์” มักถูกใช้เพื่อเสียดสีความโลภของชนชั้นกลางและความไร้เดียงสาของชาวนา แต่กริมม์ได้ปรับเปลี่ยนให้มีมิติของการชิงไหวชิงพริบระหว่างพี่น้องเพื่อให้เข้ากับบริบทของนิทานคติสอนใจมากขึ้น

ในเชิงสัญลักษณ์ “หัวผักกาด” เป็นตัวแทนของความเรียบง่ายและพื้นฐานของชีวิตเกษตรกร การที่พระราชามองเห็นค่าของมันมากกว่าทองคำสะท้อนถึงแนวคิดที่ว่าความจริงใจนั้นมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทอง และในขณะเดียวกัน บทบาทของ “นักเรียนพเนจร” ในเรื่องยังสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของปัญญาชนในยุคนั้นที่มักจะถูกล้อเลียนว่ามีความรู้ท่วมหัวแต่ขาดประสบการณ์ชีวิต จนมักจะตกหลุมพรางของคนที่ใช้ไหวพริบเอาตัวรอดในโลกกว้างได้ง่ายๆ

องค์ประกอบเรื่อง “กระสอบแห่งปัญญา” (The Sack of Wisdom) ถือเป็นจุดหักเหที่ยืมมาจากตำนานพื้นบ้านเก่าแก่ที่ว่าด้วยการหลอกลวงเพื่อเอาตัวรอด (The Trickster Motif) ซึ่งส่งต่อบทเรียนสำคัญว่า ปัญญาที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการอ่านตำราหรือการนั่งรอในถุงวิเศษ แต่เกิดจากการมีสติและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พี่น้องกริมม์จึงจงใจรักษาอารมณ์ขันที่เจ็บแซบนี้ไว้เพื่อเน้นย้ำว่า “ความโง่เขลาที่เกิดจากความอยากทางปัญญา” นั้นน่าขันไม่แพ้ “ความโง่เขลาที่เกิดจากความโลภ” เลยทีเดียว

คติธรรม: “ความสัตย์ซื่ออาจนำมาซึ่งโชคลาภที่คาดไม่ถึง แต่ความริษยาจะเปลี่ยนทรัพย์สมบัติให้กลายเป็นเพียงหัวผักกาดไร้ค่า และปัญญาที่แท้จริงคือการมีสติเอาตัวรอดในยามวิกฤต มิใช่การหลงเชื่อทางลัดสู่ความฉลาดที่ว่างเปล่า”