ปกนิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา

นิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา

ในโลกที่ผู้คนมักตัดสินกันด้วยเปลือกนอกและความสมบูรณ์แบบของรูปลักษณ์ บ่อยครั้งที่อัญมณีล้ำค่ากลับถูกซ่อนไว้ภายใต้รูปร่างที่ดูต่ำต้อยที่สุด จนกว่าความมุ่งมั่นและหัวใจที่แท้จริงจะเผยความสง่างามออกมา

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงเจ้าชายน้อยผู้เกิดมาในรูปกายของลา ท่ามกลางความผิดหวังของมารดาและความสงสัยของข้าบริพาร เขาจึงต้องพิสูจน์คุณค่าด้วยท่วงทำนองแห่งดนตรีและการเดินทางที่ท้าทาย เพื่อค้นหาใครสักคนที่สามารถมองเห็นความเป็นมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้หนังหนานั้น กับนิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาและพระราชินีคู่หนึ่งผู้มั่งคั่งและมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรารถนา ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือไม่มีพระโอรสหรือพระธิดา พระราชินีทรงเศร้าโศกเสียใจทั้งกลางวันและกลางคืน พระนางมักจะคร่ำครวญว่า “ตัวข้าเป็นเหมือนดั่งผืนนาที่ไม่มีอะไรเติบโตขึ้นมาได้เลย”

ในที่สุด พระเจ้าก็ทรงสดับฟังคำอ้อนวอนและประทานบุตรให้ตามปรารถนา ทว่าเมื่อทารกน้อยลืมตาดูโลก เขากลับไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเด็กมนุษย์ทั่วไป แต่กลับกลายเป็น “ลูกลาน้อย” เมื่อพระราชินีเห็นเช่นนั้น เสียงคร่ำครวญและเสียงกรีดร้องของพระนางก็ดังระงมยิ่งกว่าเดิม

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา 2

พระนางกล่าวด้วยความอัดอั้นว่า “ข้ายอมไม่มีลูกเสียยังดีกว่าที่จะมีลูกเป็นลา และพวกเจ้าจงเอามันไปโยนทิ้งในน้ำเพื่อให้ปลากินเสียให้หมด!”

แต่พระราชาทรงคัดค้านและกล่าวว่า “ไม่… ในเมื่อพระเจ้าส่งเขามา เขาจะต้องเป็นบุตรและรัชทายาทของข้า เมื่อข้าตายไป เขาจะได้นั่งบนบัลลังก์และสวมมงกุฎกษัตริย์สืบไป” เจ้าชายลาน้อยจึงได้รับการเลี้ยงดูจนเติบโตขึ้น

เขามีใบหูที่ยาวตรงและตั้งสง่าสวยงาม เจ้าชายลามีนิสัยร่าเริง ชอบกระโดดโลดเต้น เล่นสนุก และมีความหลงใหลในดนตรีเป็นพิเศษ

วันหนึ่งเขาได้ไปหานักดนตรีที่มีชื่อเสียงและบอกว่า “ช่วยสอนศิลปะของท่านให้ข้าด้วยเถิด เพื่อที่ข้าจะได้ดีดพิณ ได้เก่งกาจเหมือนท่าน”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา 3

นักดนตรีเฒ่าอุทานด้วยความตกใจ “โอ้… เจ้านายน้อยผู้ใจดี มันคงเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับท่านมาก เพราะนิ้วของท่านไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนี้ และมันก็ใหญ่โตเกินไป ข้าเกรงว่าสายพิณจะขาดเสียก่อนน่ะสิ”

แต่คำคัดค้านใด ๆ ก็ไร้ผล เจ้าชายลามุ่งมั่นที่จะเรียนพิณให้ได้ เขาเป็นคนที่มีความเพียรและอุตสาหะอย่างยิ่ง จนในที่สุดเขาก็สามารถบรรเลงพิณได้ไพเราะและเชี่ยวชาญไม่แพ้ตัวอาจารย์เองเลย

วันหนึ่งเจ้าชายลาหนุ่มเดินออกไปเดินเล่นพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จนมาถึงบ่อน้ำแห่งหนึ่งที่มีน้ำใสสะอาดราวกระจก เขาชะโงกหน้ามองลงไปและเห็นเงารูปภาพของตนเองที่เป็นลา ความจริงเรื่องรูปลักษณ์ทำให้เขาโศกเศร้าเสียใจอย่างมาก เขาจึงตัดสินใจจะออกไปเผชิญโลกกว้าง โดยพาสหายที่ซื่อสัตย์เพียงคนเดียวติดตามไปด้วย

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา 4

พวกเขาเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจนมาถึงอาณาจักรแห่งหนึ่งที่มีพระราชาชราปกครองอยู่ และมีพระธิดาเพียงผู้เดียวซึ่งมีความงามเป็นเลิศ เจ้าชายลาเดินไปหยุดอยู่ที่ประตูวังแล้วเคาะประตูพร้อมกับตะโกนว่า “มีแขกมาเยือนอยู่ข้างนอก จงเปิดประตูให้เขาเข้าไปด้วยเถิด” ทว่าเมื่อไม่มีใครเปิดประตูให้ เขาจึงนั่งลงข้างประตูนั่นเอง แล้วหยิบพิณขึ้นมาบรรเลงทำนองที่แสนไพเราะจับใจด้วยเท้าหน้าทั้งสองข้าง

ทหารเฝ้าประตูถึงกับเบิกตากว้างด้วยความอัศจรรย์ใจ เขารีบวิ่งไปทูลพระราชาว่า “ข้างนอกประตูวังมีลาน้อยตัวหนึ่งนั่งอยู่ และมันเล่นพิณได้เก่งกาจราวกับปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเลยพ่ะย่ะค่ะ!”

พระราชาจึงสั่งว่า “ถ้าอย่างนั้นจงไปตามนักดนตรีผู้นั้นมาหาข้า” แต่เมื่อลาเดินเข้ามาในท้องพระโรง ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะนักดีดพิณตัวนี้

จากนั้น เจ้าชายลาถูกสั่งให้ไปนั่งกินข้าวร่วมกับพวกคนรับใช้ แต่เขาปฏิเสธและกล่าวอย่างหยิ่งทะนงว่า “ข้าไม่ใช่ลากระจอกในคอกม้า ข้าเป็นลาผู้สูงศักดิ์”

พวกเขาจึงแกล้งบอกว่า “ถ้าเจ้าเป็นอย่างที่ว่า ก็จงไปนั่งกับพวกทหารกล้าเสียสิ”

แต่เขาก็ยังยืนกรานว่า “ไม่… ข้าจะนั่งข้างพระราชา”

พระราชายิ้มอย่างอารมณ์ดีและกล่าวว่า “ตกลง… ให้เป็นไปตามที่เจ้าต้องการเถิดเจ้าน้อย มานั่งตรงนี้ข้างข้านี่”

ต่อมาพระราชาถามว่า “เจ้าลาน้อย ลูกสาวของข้าถูกใจเจ้าบ้างไหม?”

เจ้าชายลาหันไปมองพระธิดา พยักหน้าแล้วตอบว่า “ข้าชอบนางอย่างที่สุด ข้าไม่เคยเห็นใครสวยงามเท่าพระนางมาก่อนเลย”

พระราชาจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงไปนั่งข้าง ๆ นางด้วยเถิด”

เจ้าชายลาตอบว่า “นั่นคือสิ่งที่ข้าปรารถนาอย่างยิ่ง” เขาจึงเข้าไปนั่งเคียงข้างพระธิดา รับประทานอาหารและดื่มอย่างสำรวม และรู้วิธีการวางตัวที่สง่างามและสะอาดสะอ้านจนทุกคนต้องทึ่ง

หลังจากที่เจ้าชายลาผู้สูงศักดิ์ได้พำนักอยู่ในราชสำนักเป็นเวลานาน วันหนึ่งเขาเริ่มมีความคิดย้อนกลับไปถึงบ้านเกิด ความเศร้าสร้อยกัดกินใจจนเขาต้องก้มหน้าและเดินไปทูลลาพระราชาเพื่อขอออกเดินทางกลับ พระราชาผู้ทรงเริ่มรักและเอ็นดูในตัวเจ้าชายลารู้สึกเสียดาย จึงตรัสถามด้วยความห่วงใยว่า “เจ้าลาน้อย เจ้าเป็นอะไรไปหรือ? ทำไมหน้าตาเจ้าถึงดูบูดเบี้ยวเหมือนโถใส่น้ำส้มสายชูแบบนั้นล่ะ ข้าจะให้สิ่งที่เจ้าต้องการ บอกมาเถิด เจ้าต้องการทองคำไหม?”

เจ้าชายลาส่ายหัวแล้วตอบว่า “ไม่ครับ”

พระราชาถามต่อ “เจ้าต้องการอัญมณีหรือเสื้อผ้าล้ำค่าไหม?”

เขาก็ยังตอบว่า “ไม่” จนกระทั่งพระราชาถามเป็นครั้งสุดท้ายว่า “เจ้าต้องการอาณาจักรครึ่งหนึ่งของข้าไหม?”

เจ้าชายลาก็ยังคงยืนยันว่า “หามิได้ครับ” พระราชาจึงตรัสด้วยความจนใจว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เจ้าพึงพอใจล่ะ… หรือเจ้าอยากจะได้ลูกสาวผู้น่ารักของข้าเป็นภรรยา?”

ทันใดนั้นเอง เจ้าชายลาก็กลับมาร่าเริงและเต็มไปด้วยความสุขทันที เขาตอบว่า โอ้… ใช่ครับ ข้าปรารถนาที่จะได้นางมาเป็นภรรยายิ่งนัก” เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาเฝ้าหวังอยู่ในใจลึก ๆ มาตลอด งานวิวาห์ที่ยิ่งใหญ่และหรูหราจึงถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา 5

ทว่าในคืนเข้าหอ พระราชาผู้ทรงสงสัยในตัวตนของลูกเขยได้สั่งให้คนรับใช้แอบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องนอนเพื่อเฝ้าดูพฤติกรรมของลาตัวนี้

เมื่อเจ้าบ่าวและเจ้าสาวอยู่กันตามลำพัง เจ้าชายลาได้ลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา เขาหันมองไปรอบ ๆ เมื่อเชื่อว่าไม่มีใครเห็น เขาก็พลันถอดหนังลาที่สวมใส่อยู่ออกทันที! ปรากฏร่างเป็นชายหนุ่มรูปงามสมเป็นเจ้าชายที่หล่อเหลาที่สุด

เขาเอ่ยกับเจ้าสาวว่า “คราวนี้เจ้าคงเห็นแล้วว่าข้าเป็นใคร และเห็นแล้วว่าข้าไม่ได้ไร้ค่าหรือไม่คู่ควรกับเจ้าเลย” เจ้าหญิงมีความสุขอย่างท่วมท้น พระนางโผเข้าจูบเขาด้วยความรักและเทิดทูน พอรุ่งเช้า เจ้าชายก็กลับไปสวมหนังลาตามเดิมจนไม่มีใครล่วงรู้ความจริง

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา 6

เมื่อพระราชาชราเสด็จมาถามลูกสาวด้วยความกังวลว่า “เจ้าลาน้อยร่าเริงดีไหม? แต่เจ้าคงเศร้าเสียใจสินะที่ไม่ได้สามีที่เป็นมนุษย์จริงๆ?”

เจ้าหญิงกลับตอบว่า โอ้ ไม่เลยท่านพ่อ ข้ารักเขาเหมือนกับว่าเขาเป็นชายที่หล่อเหลาที่สุดในโลก และข้าจะครองรักกับเขาไปตลอดชีวิต”

พระราชาทรงประหลาดใจมาก แต่แล้วคนรับใช้ที่แอบดูอยู่ก็เข้ามารายงานความจริงทั้งหมดให้ทรงทราบ พระราชาไม่เชื่อหูตัวเองจึงตรัสว่า “นั่นต้องไม่เป็นความจริงแน่ๆ!”

คนรับใช้จึงแนะนำว่า “ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ท่านจงเฝ้าดูด้วยตาตนเองเถิดพ่ะย่ะค่ะ และฟังข้านะองค์ราชา หากท่านแอบเอาหนังลาของเขาไปเผาไฟเสีย เขาก็จะถูกบังคับให้แสดงร่างที่แท้จริงออกมา”

พระราชาเห็นชอบด้วย คืนนั้นพระองค์แอบย่องเข้าไปในห้องนอน และภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง พระองค์เห็นชายหนุ่มรูปงามนอนอยู่บนเตียง โดยมีหนังลาวางแผ่อยู่บนพื้น พระองค์จึงรีบนำหนังนั้นไปเผาในกองไฟข้างนอกจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน

เมื่อชายหนุ่มตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืดและหาหนังลาไม่พบ เขาตกใจมากและตั้งท่าจะหนีไปด้วยความกังวลใจ แต่พระราชาได้มายืนดักไว้แล้วตรัสว่า “ลูกรัก เจ้าจะรีบร้อนไปไหนกัน? เจ้าเป็นชายที่หล่อเหลาถึงเพียงนี้ อย่าไปจากข้าเลย ข้าจะมอบอาณาจักรครึ่งหนึ่งให้เจ้าเดี๋ยวนี้ และเมื่อข้าตายไป เจ้าจะได้ครอบครองทั้งหมด”

เจ้าชายหนุ่มจึงตอบว่า “ถ้าเรื่องราวที่เริ่มต้นมาได้ดีเช่นนี้จะจบลงด้วยดี ข้าก็จะอยู่กับท่านครับ”

ในที่สุดเขาก็ได้รับอาณาจักรครึ่งหนึ่งจากพระราชาชรา และเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปีเขาก็ได้ครองทั้งหมด และหลังจากการสิ้นพระชนม์ของบิดาแท้ ๆ เขาก็ได้สืบทอดอีกอาณาจักรหนึ่ง กลายเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ครองถึงสองแผ่นดินและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายสืบไป

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา 7

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอกที่ธรรมชาติมอบให้ แต่อยู่ที่การบ่มเพาะศักยภาพและความงดงามจากภายใน

ดังจะเห็นได้จากการที่เจ้าชายลาไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาที่เกิดมาผิดแผก แต่กลับใช้ความพยายามฝึกฝนดนตรีจนเชี่ยวชาญเพื่อพิสูจน์ตนเองว่าเขาสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้ใคร อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงอานุภาพของความรักที่ไร้เงื่อนไขของพระธิดาและพระราชาที่มองเห็นความดีงามเหนือกว่าเปลือกนอกที่มองเห็นด้วยตา สุดท้ายแล้วความเพียรพยายามและความภาคภูมิใจในตนเองจะช่วยทลายกำแพงแห่งอคติ และนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่คู่ควรกับเนื้อแท้ภายในอย่างแท้จริง

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ อีกเพียบ ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องเจ้าชายลา (อังกฤษ: The Donkey) จากคอลเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 144 KHM เรื่องนี้พี่น้องกริมม์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานพื้นบ้านแนวมหัศจรรย์ที่มีโครงสร้างแบบ “เจ้าชายกบ” หรือ “โฉมงามกับเจ้าชายอสูร” ทว่าความพิเศษของเรื่องนี้คือการใช้ “ลา” เป็นตัวแทนของความต่ำต้อยตามความเชื่อดั้งเดิมของยุโรป เพื่อเน้นย้ำประเด็นเรื่องการถูกตีค่าผิดไปจากความจริง โดยมีรากฐานมาจากเรื่องเล่าทางวรรณกรรมในยุคกลาง และปรากฏชัดเจนในฉบับพิมพ์ปี 1815 ของกริมม์เอง

ในเชิงสัญลักษณ์ “หนังลา” เปรียบเสมือนเกราะป้องกันหรือเครื่องมือในการทดสอบความจริงใจของคนรอบข้าง ซึ่งเป็นแก่นเรื่องที่พบได้บ่อยในคติชนวิทยาประเภทตัวละครจำแลงกาย (Animal Bridegroom) แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นคือการใส่เรื่องของ “ดนตรี” เข้ามาเป็นกุญแจสำคัญในการสื่อสาร เพราะเสียงเพลงเป็นสิ่งสากลที่ข้ามพ้นรูปลักษณ์ภายนอก ทำให้ตัวละครสามารถแสดงความสูงส่งของจิตใจออกมาได้แม้จะอยู่ในร่างสัตว์ก็ตาม

การที่พระราชาสั่งเผาหนังลาในช่วงท้ายเรื่อง สะท้อนถึงความพยายามของคนรุ่นเก่าที่ต้องการทำลายอุปสรรคที่ขัดขวางความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ เพื่อดึงตัวตนที่แท้จริงออกมาสู่สังคม โดยพี่น้องกริมม์ได้ปรับเปลี่ยนตอนจบให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยการมอบรางวัลเป็นการครองถึงสองอาณาจักร เพื่อตอกย้ำว่าผู้ที่ผ่านการทดสอบเรื่องรูปลักษณ์และมีหัวใจอันพากเพียร ย่อมคู่ควรกับความมั่งคั่งและอำนาจอันเป็นธรรม

คติธรรม: “รูปลักษณ์ภายนอกอาจเป็นเพียงหนังหนาที่ลวงตา แต่ความพยายามและท่วงทำนองแห่งจิตวิญญาณคือความสง่างามที่แท้จริง ซึ่งจะนำพาเราไปสู่บัลลังก์แห่งความภาคภูมิใจ”