ในโลกที่เส้นแบ่งระหว่างสัตว์ป่าและมนุษย์ถูกกั้นไว้ด้วยกรงเหล็ก ความลับอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในป่าลึกอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของกษัตริย์และอาณาจักร
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดระหว่างเจ้าชายตัวน้อยกับชายป่าเถื่อนผมยาวถึงเข่าผู้น่าเกรงขาม การตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณในวัยเยาว์นำไปสู่การเดินทางเพื่อพิสูจน์ตนเองภายใต้ความลับของผมทองคำอันสุกปลั่ง กับนิทานกริมม์เรื่องเจ้าจอร์นเหล็กไหล

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องเจ้าจอร์นเหล็กไหล
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่งทรงครอบครองผืนป่าใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวัง ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด วันหนึ่งพระองค์ทรงส่งพรายป่าออกไปเพื่อล่ากวางเรนเดียร์ แต่พรานผู้นั้นกลับหายตัวไปไม่กลับมา “บางทีอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับเขา” พระราชาตรัส
วันต่อมาพระองค์จึงส่งพรานอีกสองคนออกไปตามหา แต่พวกเขาก็หายสาบสูญไปเช่นกัน
ในวันที่สาม พระราชาทรงเรียกพรานทั้งหมดมาประชุมและสั่งว่า “จงออกค้นหาให้ทั่วทั้งป่า และอย่ากลับมาจนกว่าจะพบพวกเขาทั้งสามคน” ทว่าผลลัพธ์ยังคงเดิม ไม่มีพรานคนใดกลับมาแม้แต่คนเดียว แม้แต่ฝูงสุนัขล่าเนื้อที่พาไปด้วยก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปในป่านั้นอีกเลย มันตกอยู่ในความเงียบงันและอ้างว้าง จะมีเพียงนกอินทรีหรือเหยี่ยวเท่านั้นที่บินโฉบผ่านไปมา
หลายปีผ่านไป มีพรานต่างถิ่นคนหนึ่งมาขอเข้าพบพระราชาเพื่อสมัครงานและอาสาจะเข้าไปในป่ามรณะแห่งนั้น พระราชาทรงทัดทานว่า “ที่นั่นไม่ปลอดภัยหรอก ข้าเกรงว่าเจ้าจะพบจุดจบเหมือนคนอื่น ๆ และจะไม่ได้กลับออกมาอีก”
แต่พรานหนุ่มตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ข้าขอเสี่ยงชีวิตด้วยตนเอง ข้าไม่รู้จักคำว่าความกลัว”
พรานผู้นั้นเดินทางเข้าป่าพร้อมสุนัขคู่ใจ ไม่นานนักสุนัขของเขาก็ได้กลิ่นสัตว์และเริ่มวิ่งไล่ตาม ทว่าเพียงไม่กี่ก้าวเมื่อสุนัขไปหยุดอยู่ที่ริมสระน้ำลึก
ทันใดนั้นก็มีแขนเปลือยเปล่าโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ คว้าตัวสุนัขแล้วลากจมหายไป พรานเห็นดังนั้นจึงกลับไปตามคนมาอีกสามคนพร้อมถังน้ำเพื่อช่วยกันวิดน้ำออกจากสระ เมื่อน้ำแห้งจนถึงก้นสระ
พวกเขาก็ต้องตะลึงเมื่อพบ “ชายป่าเถื่อน” คนหนึ่งนอนอยู่ ผิวกายของเขาเป็นสีน้ำตาลเหมือนเหล็กสนิม และมีผมยาวรุงรังตั้งแต่ใบหน้าลงไปถึงหัวเข่า พวกเขาช่วยกันมัดเขาไว้ด้วยเชือกและนำตัวกลับไปยังปราสาท
พระราชาทรงประหลาดใจกับชายป่าเถื่อนผู้นี้มาก จึงสั่งให้ขังเขาไว้ในกรงเหล็กที่ลานกลางวัง และทรงออกคำสั่งเด็ดขาดห้ามใครเปิดประตูตามลำพังโดยมีโทษถึงแก่ชีวิต โดยทรงมอบกุญแจให้พระราชินีเป็นผู้เก็บรักษาไว้เพียงผู้เดียว และตั้งแต่นั้นมา ทุกคนก็สามารถเข้าไปในป่าได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง

พระราชาทรงมีพระโอรสวัย 8 ชันษา วันหนึ่งขณะที่เจ้าชายกำลังวิ่งเล่นอยู่ที่ลานวัง ลูกบอลทองคำของพระองค์เกิดตกลงไปในกรงเหล็กของชายป่าเถื่อน เจ้าชายวิ่งไปที่หน้ากรงแล้วร้องบอกว่า “ส่งลูกบอลคืนมาให้ข้าเถอะ”
ชายป่าเถื่อนตอบกลับมาว่า “ไม่ จนกว่าเจ้าจะเปิดประตูให้ข้า”
“ไม่ ข้าทำไม่ได้หรอก พระราชาทรงสั่งห้ามไว้” เจ้าชายตอบแล้ววิ่งหนีไป
วันรุ่งขึ้น เจ้าชายกลับมาขอรับลูกบอลคืนอีกครั้ง แต่ชายป่าเถื่อนก็ยืนกรานคำเดิมว่า “จงเปิดประตูให้ข้าสิ” ทว่าเจ้าชายก็ยังไม่กล้า
จนกระทั่งในวันที่สาม เมื่อพระราชาเสด็จออกไปล่าป่านอกวัง เจ้าชายจึงเดินกลับไปที่กรงอีกครั้งและตรัสว่า “ถึงข้าอยากจะเปิดให้ ข้าก็ทำไม่ได้ เพราะข้าไม่มีกุญแจ”
ชายป่าเถื่อนจึงบอกความลับว่า “กุญแจมันซ่อนอยู่ใต้หมอนของแม่เจ้า เจ้าไปเอามันมาได้นะ”
ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้ลูกบอลทองคำคืน เจ้าชายจึงละทิ้งความกลัวและคำสั่งทั้งหมด พระองค์ลอบเข้าไปในห้องและขโมยกุญแจมาเปิดกรง ประตูเหล็กนั้นเปิดออกยากมากจนมันหนีบนิ้วของเจ้าชาย
เมื่อประตูเปิดออก ชายป่าเถื่อนจึงคืนลูกบอลให้และรีบเดินจากไป เจ้าชายเริ่มเกิดความกลัวจึงร้องเรียกตามหลังว่า “โอ้ ชายป่าเถื่อน อย่าเพิ่งไปเลยนะ ไม่อย่างนั้นข้าต้องถูกท่านพ่อตีแน่ ๆ!”
ชายป่าเถื่อนได้ยินดังนั้นจึงหันกลับมา อุ้มเจ้าชายขึ้นประทับบนบ่าแล้วเดินก้าวยาว ๆ เข้าไปในป่าทึบทันที เมื่อพระราชาเสด็จกลับมาเห็นกรงที่ว่างเปล่า ทรงสอบถามพระราชินีแต่นางก็ไม่ทราบเรื่อง
จนเมื่อพบว่ากุญแจหายไปและเจ้าชายก็หายตัวไปด้วย พระองค์จึงตระหนักได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ความเศร้าโศกเสียใจอย่างที่สุดจึงปกคลุมไปทั่วทั้งพระราชวัง
เมื่อถึงป่าลึก ชายป่าเถื่อนวางเจ้าชายลงจากบ่าแล้วพูดว่า “เจ้าจะไม่ได้เห็นพ่อและแม่ของเจ้าอีกต่อไป แต่ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าเอง เพราะเจ้าได้มอบอิสรภาพให้แก่ข้า และข้าก็รู้สึกสงสารเจ้า หากเจ้าทำตามที่ข้าสั่งทุกอย่าง เจ้าจะมีชีวิตที่ดี ข้ามีทรัพย์สมบัติและทองคำมากมายยิ่งกว่าใครในโลกนี้” จากนั้นเขาก็จัดที่นอนด้วยมอสนุ่ม ๆ ให้เจ้าชายได้พักผ่อน…

เช้าวันรุ่งขึ้น ชายป่าเถื่อนพาเจ้าชายไปที่บ่อน้ำแห่งหนึ่งแล้วกล่าวว่า “จงดูเถิด บ่อน้ำทองคำนี้ใสสะอาดและบริสุทธิ์ดั่งคริสตัล เจ้าจะต้องนั่งเฝ้ามันไว้และระวังให้ดี อย่าให้สิ่งใดตกลงไปในนี้เด็ดขาด มิฉะนั้นน้ำจะแปดเปื้อน ข้าจะกลับมาตรวจดูทุกเย็นว่าเจ้าเชื่อฟังคำสั่งข้าหรือไม่”
เจ้าชายนั่งเฝ้าอยู่ที่ขอบบ่ออย่างตั้งใจ แต่นิ้วที่ถูกประตูหนีบเกิดอาการปวดอย่างรุนแรงจนนางเผลอจุ่มนิ้วลงไปในน้ำเพื่อคลายร้อน ทันทีที่ดึงขึ้นมา นิ้วของเขาก็กลายเป็นทองคำอร่ามและล้างอย่างไรก็ไม่ออก
เมื่อเจ้าเหล็กไหลกลับมาและถามว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าชายซ่อนนิ้วไว้ข้างหลังแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรครับ” แต่เจ้าเหล็กไหลรู้ความจริงและเตือนว่า “ครั้งนี้ข้าจะปล่อยไป แต่อย่าให้มีอะไรตกลงไปอีก”
ทว่าในวันที่สอง ความเจ็บปวดที่นิ้วกำเริบอีกครั้ง เจ้าชายเผลอเอามือลูบศีรษะจนเส้นผมเส้นหนึ่งตกลงไปในบ่อ ทันใดนั้นเส้นผมก็กลายเป็นทองคำ เมื่อเจ้าเหล็กไหลเห็นก็ตำหนิว่า “เจ้าทำผมตกลงไปในบ่อ ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ามีครั้งที่สามอีก เจ้าจะอยู่ที่นี่กับข้าไม่ได้”
ในวันที่สาม เจ้าชายระวังตัวอย่างยิ่งจนไม่ขยับนิ้วเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะความเบื่อหน่ายเขาจึงก้มลงมองเงาตัวเองในน้ำ และยิ่งก้มต่ำลงเรื่อย ๆ จนผมยาว ๆ ของเขาสยายตกลงไปในบ่อ ทันทีที่เขาลุกขึ้น ผมทั้งศีรษะก็กลายเป็นทองคำสุกปลั่งดั่งดวงอาทิตย์! เจ้าชายตกใจรีบเอาผ้าพันคอมาโพกหัวไว้
แต่เจ้าเหล็กไหลก็ดูออกและกล่าวว่า “เจ้าไม่ผ่านบททดสอบ จงออกไปสู่โลกกว้างเสียเถิด แล้วเจ้าจะได้เรียนรู้ว่าความยากจนคืออะไร แต่เพราะเจ้าไม่ใช่เด็กใจคอชั่วร้าย ข้าจะให้สัญญาอย่างหนึ่ง หากเจ้ามีปัญหาจงมาที่ป่านี้แล้วตะโกนเรียก ‘เจ้าเหล็กไหล’ ข้าจะมาช่วยเจ้า พลังของข้าเกรียงไกรกว่าที่เจ้าคิด และข้ามีเงินทองมากมายเหลือคณานับ”

เจ้าชายจากป่ามาและเร่ร่อนไปจนถึงเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง เขาพยายามหางานทำแต่ก็ไม่มีใครรับ เพราะเขาไม่เคยฝึกฝนวิชาชีพใด ๆ ในที่สุดเขาจึงไปขอทำงานในวัง กษัตริย์ที่นั่นเห็นท่าทางหน่วยก้านดีจึงให้ไปช่วยงานในครัว หัวหน้าพ่อครัวสั่งให้เขาแบกฟืน ตักน้ำ และกวาดขี้เถ้า
วันหนึ่งเมื่อขาดคน พ่อครัวสั่งให้เขายกอาหารขึ้นโต๊ะเสวย แต่เพราะเจ้าชายไม่อยากให้ใครเห็นผมทอง เขาจึงสวมหมวกคลุมศีรษะไว้ตลอดเวลา กษัตริย์ทรงทอดพระเนตรเห็นเข้าก็ทรงตำหนิว่า “เมื่อเจ้ามาที่โต๊ะเสวย เจ้าต้องถอดหมวกออกสิ”
เจ้าชายตอบว่า “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ ข้าพระองค์ทำไม่ได้ เพราะบนศีรษะมีแผลพุพองน่าเกลียด” กษัตริย์ทรงกริ้วและสั่งให้พ่อครัวไล่เขาออก แต่พ่อครัวเกิดความสงสารจึงส่งเขาไปทำงานกับคนสวนแทน
ตั้งแต่นั้นมา เจ้าชายต้องมาขุดดิน รดน้ำต้นไม้ และตากแดดตากฝน ในฤดูร้อนวันหนึ่งขณะที่เขากำลังทำงานลำพังในสวน เขาได้ถอดหมวกออกเพื่อให้ลมเย็น ๆ พัดผ่านศีรษะ แสงอาทิตย์ที่กระทบผมทองของเขาส่องประกายวาววับไปถึงห้องบรรทมของพระธิดา นางรีบวิ่งมาดูแล้วร้องสั่งว่า “เจ้าหนู นำช่อดอกไม้มาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
เจ้าชายรีบสวมหมวกแล้วเก็บดอกไม้ป่ามามัดรวมกัน คนสวนเห็นเข้าก็ตำหนิว่า “เจ้าจะเอาดอกไม้ธรรมดา ๆ แบบนี้ไปให้ลูกกษัตริย์ได้อย่างไร? ไปหาดอกไม้ที่หายากและสวยที่สุดมาสิ” แต่เจ้าชายตอบว่า “ไม่หรอกครับ ดอกไม้ป่าหอมกว่าและนางจะชอบมัน”
เมื่อเข้าไปในห้อง พระธิดาสั่งให้เขาถอดหมวก แต่เขาก็ยังคงอ้างเรื่องแผลพุพอง ทันใดนั้นนางก็กระชากหมวกเขาออก ผมทองคำยาวสลวยก็ร่วงหล่นลงมาถึงไหล่จนนางต้องตกตะลึงในความงาม เจ้าชายพยายามจะหนีออกไปแต่นางดึงแขนไว้และประทานเหรียญทองให้กำหนึ่ง
เขาไม่สนใจเงินทองเหล่านั้น แต่นำไปให้ลูก ๆ ของคนสวนแทน เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ถึงสามวัน โดยที่พระธิดาไม่สามารถเอาหมวกออกจากหัวเขาได้อีกเลย และเขาก็ไม่เคยเก็บเงินรางวัลไว้กับตัวแม้แต่เหรียญเดียว

ไม่นานหลังจากนั้น สงครามได้อุบัติขึ้นอย่างรุนแรง กษัตริย์ทรงรวบรวมไพร่พลแต่ก็ทรงกังวลเพราะฝ่ายศัตรูมีกองกำลังที่เหนือกว่ามาก เจ้าชายคนสวนจึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าโตเป็นหนุ่มแล้ว ข้าอยากไปร่วมรบด้วย ขอเพียงม้าให้ข้าสักตัวเถิด”
พวกทหารพากันหัวเราะเยาะและบอกว่า “เจ้าไปหาม้าเอาเองในคอกเถอะ เราจะทิ้งม้าไว้ให้เจ้าตัวหนึ่ง” เมื่อกองทัพออกเดินทางไปแล้ว เขาจึงไปที่คอกม้าและพบเพียงม้าที่ขาพิการเดินกะเผลก ๆ เขาจึงขี่มันตรงไปยังชายป่าลึก
เขาตะโกนเรียกชื่อ “เจ้าเหล็กไหล!” เสียงดังลั่นป่าถึงสามครั้ง ชายป่าเถื่อนปรากฏตัวขึ้นทันทีและถามว่า “เจ้าปรารถนาสิ่งใด?”
“ข้าต้องการม้าศึกที่แข็งแกร่ง เพราะข้าจะไปทำสงคราม” เจ้าชายร้องขอ
“เจ้าจะได้ตามนั้น และจะได้มากกว่าที่เจ้าขอเสียอีก” เจ้าเหล็กไหลตอบ
เจ้าเหล็กไหลหายเข้าไปในป่า และเพียงครู่เดียว มหาดเล็กก็นำม้าศึกที่ฮึดฮัดทรงพลังออกมา พร้อมด้วยกองทัพอัศวินที่สวมชุดเกราะเหล็กทั้งตัว ดาบของพวกเขาส่องประกายวับวับกลางแสงแดด
เจ้าชายเปลี่ยนจากม้าพิการมาควบม้าศึกนำกองทัพเหล็กบุกเข้าสู่สนามรบ ทันทีที่เขาไปถึง ทหารของกษัตริย์กำลังจะพ่ายแพ้ แต่เจ้าชายและกองทัพอัศวินเหล็กก็พุ่งเข้าใส่ศัตรูดั่งพายุหมุน ฟาดฟันทุกคนที่ขวางหน้าจนศัตรูต้องแตกพ่ายหนีไป
แทนที่จะกลับไปรับรางวัล เจ้าชายพากองทัพกลับเข้าป่าและคืนม้าให้กับเจ้าเหล็กไหล แล้วขี่ม้าพิการตัวเดิมกลับวัง
เมื่อกษัตริย์เสด็จกลับมา พระธิดาทรงแสดงความยินดี แต่พระราชาตรัสว่า “ไม่ใช่ข้าหรอกที่ชนะ แต่เป็นอัศวินนิรนามที่ขี่ม้ามาช่วยข้าต่างหาก” ไม่มีใครรู้ว่าอัศวินผู้นั้นคือใคร
มีเพียงหัวหน้าคนสวนที่หัวเราะร่าและเล่าว่าเด็กของเขาขี่ม้าพิการกลับมาพร้อมคุยโม้ว่า “ถ้าไม่มีข้า เรื่องคงแย่แน่ ๆ” ทำให้ทุกคนพากันหัวเราะเยาะเขาหนักกว่าเดิม

พระราชาทรงประกาศจัดงานรื่นเริง 3 วัน และให้พระธิดาโยนแอปเปิลทองคำเพื่อเสี่ยงทายหาอัศวินผู้นั้น เจ้าชายจึงไปหาเจ้าเหล็กไหลอีกครั้งเพื่อขอช่วยรับแอปเปิลทองคำ “เจ้าจะได้รับมันอย่างแน่นอน” เจ้าเหล็กไหลกล่าว พร้อมมอบชุดเกราะสีแดงและม้าสีน้ำตาลอมแดงให้เขาในวันแรก เจ้าชายควบม้าไปและรับแอปเปิลได้ก่อนใครแล้วรีบหนีไปทันที
วันที่สอง เจ้าเหล็กไหลมอบชุดเกราะสีขาวและม้าสีขาวให้ เขาเป็นคนเดียวที่รับแอปเปิลได้อีกครั้งและควบม้าหนีไปอย่างรวดเร็ว กษัตริย์เริ่มกริ้วและสั่งทหารว่า “ถ้าเขารับได้อีกแล้วหนีไป จงตามไปจับเขามาให้ได้ ถ้าเขาไม่ยอมกลับมา ก็จงใช้ดาบฟันเขาเสีย!”
วันที่สาม เจ้าชายมาในชุดเกราะสีดำและม้าสีดำ เขาพุ่งเข้ารับแอปเปิลลูกที่สามได้สำเร็จ แต่ขณะที่กำลังควบม้าหนี ทหารมหาดเล็กได้ไล่ตามไปติด ๆ และใช้ดาบแทงเข้าที่ขาของเขาจนได้รับบาดเจ็บ แม้เขาจะหนีรอดไปได้ แต่แรงกระโดดของม้าทำให้หมวกเกราะหลุดออก ทหารจึงเห็นผมสีทองอร่ามและนำความไปกราบทูลพระราชา
วันต่อมา กษัตริย์สั่งให้เรียกตัวคนสวนมาเข้าเฝ้า เจ้าชายเดินเข้ามาพร้อมหมวกแก๊ปใบเก่าบนหัว แต่พระธิดาเดินเข้าไปถอดหมวกของเขาออกทันที ผมสีทองคำสลวยก็ร่วงหล่นลงมาสร้างความตะลึงไปทั่วทั้งวัง “เจ้าคืออัศวินที่มาร่วมงานทุกวันและรับแอปเปิลทองคำใช่หรือไม่?” พระราชาถาม
เจ้าชายตอบว่า “ใช่พ่ะย่ะค่ะ และนี่คือแอปเปิลทั้งสามลูก” เขาหยิบแอปเปิลออกมาจากกระเป๋าและโชว์บาดแผลที่ขาพร้อมเผยความจริงว่าเขาคืออัศวินที่ช่วยรบในสงครามด้วย
“เจ้ามีความดีความชอบยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเป็นคนสวน พ่อของเจ้าคือใคร?”
“พ่อของข้าคือกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ และข้ามีเงินทองมากมายตามที่ใจปรารถนา” เจ้าชายตอบ
พระราชาทรงซาบซึ้งและอนุญาตให้เขาแต่งงานกับพระธิดาตามที่เขาขอ พระธิดาทรงจุมพิตเขาและตรัสว่า “ข้ารู้จากผมทองของเขาอยู่แล้วว่าเขาไม่ใช่คนสวนธรรมดา”
ในงานแต่งงานอันยิ่งใหญ่ พ่อและแม่ที่แท้จริงของเจ้าชายก็มาร่วมงานด้วยความยินดีล้นพ้น ทันใดนั้นเสียงดนตรีก็หยุดลง ประตูวังเปิดกว้าง และกษัตริย์ผู้สง่างามพร้อมขบวนเกียรติยศก็เสด็จเข้ามา พระองค์ตรงเข้าไปสวมกอดเจ้าชายและตรัสว่า “ข้าชื่อจอร์น ข้าคือเจ้าเหล็กไหล ข้าถูกสาปให้เป็นคนเถื่อน แต่เจ้าได้ช่วยให้ข้าเป็นอิสระแล้ว ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ข้ามี ต่อจากนี้จะเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความสำเร็จและความเป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริงไม่ได้เกิดจากต้นทุนทางสายเลือดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผ่านบททดสอบอันยากลำบากและการเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง
ดังเช่นเจ้าชายที่ต้องยอมละทิ้งความสบายในวังเพื่อไปเผชิญความยากจนและพิสูจน์คุณค่าของตนผ่านการทำงานหนักและการรบอย่างกล้าหาญ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าความมีสัจจะและการรักษาสัญญาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะการที่เจ้าชายยึดมั่นในคำสั่งของเจ้าเหล็กไหลและการรู้จักตอบแทนผู้มีพระคุณในยามที่ตนทำผิดพลาด นำไปสู่การได้รับความช่วยเหลืออย่างอัศจรรย์และการหลุดพ้นจากคำสาปของทั้งสองฝ่ายในที่สุด
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องเจ้าจอร์นเหล็กไหล (อังกฤษ: Iron John) นิทานเรื่องนี้เป็นผลงานลำดับที่ 136 KHM ในคอลเลกชันของพี่น้องตระกูลกริมม์ โดยมีรากฐานมาจากคติชนวิทยายุโรปที่บอกเล่าสืบต่อกันมา โดยได้ดัดแปลงมาจากเรื่องเล่าของครอบครัวแฮกซ์เธาเซิน (Haxthausen) เพื่อให้ได้เรื่องราวที่มีความสมบูรณ์และลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในทางจิตวิทยาและคติชนวิทยา “เจ้าเหล็กไหล” ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตจากเด็กสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์ (Coming of Age) โดยตัวละครชายป่าเถื่อนสีสนิมเหล็กเปรียบเสมือนสัญชาตญาณดั้งเดิมและพลังอำนาจดิบในธรรมชาติ ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งบททดสอบและพี่เลี้ยงให้เจ้าชายได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาด ความถ่อมตัว และความกล้าหาญ
แก่นของเรื่องสะท้อนถึงวิวัฒนาการของความเป็นมนุษย์ที่ต้องผ่านการเจียระไนจากความยากลำบาก โดยใช้สัญลักษณ์ “ทองคำ” เป็นตัวแทนของคุณค่าที่แท้จริงซึ่งถูกปกปิดไว้ภายใต้รูปลักษณ์ที่ต้อยต่ำ เพื่อสื่อว่าเกียรติยศที่แท้จริงไม่ได้มาจากชาติตระกูลที่ได้รับมาแต่กำเนิด แต่มาจากการลงมือกระทำและพิสูจน์ตนเองด้วยความวิริยะอุตสาหะ
คติธรรม: “คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่มงกุฎซึ่งได้รับมาแต่กำเนิด แต่อยู่ที่ความกล้าหาญในการเผชิญความยากลำบาก และการพิสูจน์ตนเองผ่านการกระทำในวันที่ไม่มีใครมองเห็น”

