ปกนิทานกริมม์เรื่องจิ้งจอกกับม้า

นิทานกริมม์เรื่องจิ้งจอกกับม้า

ในโลกที่ตัดสินคุณค่ากันเพียงภายนอกและการใช้งาน บางครั้งความซื่อสัตย์ก็มักถูกลืมเลือนไปเมื่อกาลเวลาพรากเรี่ยวแรงไปจากเรา

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงการพิสูจน์คุณค่าครั้งสุดท้ายของสัตว์ผู้ซื่อสัตย์ ที่ต้องใช้ทั้งหัวใจและปัญญาเหนือชั้นเพื่อทวงคืนเกียรติยศที่หายไป กับนิทานกริมม์เรื่องจิ้งจอกกับม้า

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องจิ้งจอกกับม้า

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องจิ้งจอกกับม้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีม้าผู้ซื่อสัตย์ตัวหนึ่งรับใช้เจ้านายชาวนามาอย่างยาวนาน มันเคยเป็นม้าที่แข็งแรงที่สุดในหมู่บ้าน ลากคันไถผ่านทุ่งกว้างมานับพันครั้ง

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ร่างกายของมันก็เริ่มทรุดโทรม ขาที่เคยควบทะยานเริ่มสั่นเทา และฟันที่เคยแข็งแรงก็เริ่มหลุดร่วง เจ้านายผู้มีความตระหนี่มองเห็นว่ามันเป็นเพียงภาระที่ต้องสิ้นเปลืองค่าหญ้า

วันหนึ่งเจ้านายจึงจูงมันออกมาหน้าคอกแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เจ้ามันแก่เกินกว่าจะทำงานให้ข้าแล้ว แต่ข้าจะยังเห็นแก่ความหลัง… ถ้าเจ้าพิสูจน์ได้ว่าเจ้ายังมีพลังมากพอจะไปคาบ ‘สิงโต’ มาวางไว้หน้าบ้านข้าได้ ข้าจะยอมรับเจ้ากลับมาและเลี้ยงดูไปตลอดชีวิต แต่ตอนนี้ เจ้าจงออกไปจากบ้านของข้าซะ!”

เจ้าม้าถูกขับไล่ออกมากลางทุ่งกว้าง มันเดินคอตกเข้าสู่ชายป่าด้วยความเศร้าสร้อย หูทั้งสองข้างตกลู่ลงด้วยความสิ้นหวังในโชคชะตา

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องจิ้งจอกกับม้า 2

ขณะที่เจ้าม้ายืนซึมเซาอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ มีจิ้งจอกแดงตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ มันจ้องมองม้าแก่ด้วยสายตาพิจารณาก่อนจะเอ่ยทัก “ทำไมม้าที่ดูมีประสบการณ์อย่างเจ้า ถึงมาเดินคอตกโดดเดี่ยวในป่าแบบนี้ล่ะ?”

เจ้าม้าถอนหายใจยาวและเล่าถึงคำขาดของเจ้านาย “เขาต้องการให้ข้าทำสิ่งที่ไม่มีม้าตัวไหนทำได้ เขาต้องการสิงโตเพื่อแลกกับที่พักพิงมื้อสุดท้าย”

จิ้งจอกฟังจบก็หัวเราะในลำคอ “โธ่เอ๋ย… เรื่องแค่นี้เองหรือ? ความแข็งแกร่งไม่ได้อยู่ที่กล้ามเนื้อเสมอไปหรอกนะ แต่มันอยู่ที่นี่!” จิ้งจอกใช้อุ้งเท้าแตะที่หัวของมัน “ข้าจะช่วยเจ้าเอง เพียงแค่เจ้าต้องสวมบทบาทเป็นม้าที่ตายแล้วให้สมบูรณ์แบบที่สุด ไปนอนแผ่หลาที่ลานกว้างชายป่า ยืดขาให้แข็งทื่อ และห้ามขยับเขยื้อนเด็ดขาดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

เจ้าม้าทำตามคำแนะนำทันที มันนอนแน่นิ่งอยู่บนผืนหญ้า แกล้งทำเป็นไร้ลมหายใจ ส่วนเจ้าจิ้งจอกก็รีบวิ่งตรงไปยังถ้ำของสิงโตผู้หยิ่งผยองที่อยู่ไม่ไกล เพื่อเริ่มดำเนินแผนการลวงโลกที่จะเปลี่ยนม้าแก่ผู้อ่อนแอให้กลายเป็นผู้พิชิตราชาแห่งสัตว์ป่า

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องจิ้งจอกกับม้า 3

เจ้าจิ้งจอกวิ่งมาถึงหน้าถ้ำสิงโตและทำท่าทางตื่นเต้นพลางตะโกนว่า “ท่านราชา! ท่านราชา! ข้าพบโชคก้อนใหญ่เข้าแล้ว มีม้าขาวตัวอ้วนพีตัวหนึ่งนอนตายอยู่กลางทุ่งชายป่า ข้าว่ามันเป็นมื้อที่โอชะที่สุดเท่าที่ท่านเคยเห็นมาเลยนะ!” สิงโตผู้หิวโหยยินเช่นนั้นก็ตาลุกวาว รีบเดินตามจิ้งจอกไปยังที่ที่ม้านอนนิ่งอยู่

เมื่อสิงโตเห็นม้านอนแข็งทื่อตามแผน มันเตรียมจะตะปบกินทันที แต่จิ้งจอกรีบขัดจังหวะ “ช้าก่อนท่าน! กินตรงนี้แดดร้อนนัก แถมพวกแร้งอาจจะมาแย่งท่านได้ ข้ามีวิธีที่ดีกว่า… ให้ข้ามัดหางม้าติดกับขาหลังของท่านไว้ แล้วท่านก็แค่ลากมันกลับไปกินในถ้ำอย่างสง่างามและสบายใจดีไหม?” สิงโตที่คิดแต่เรื่องกินเห็นดีเห็นงามด้วย จึงนอนลงให้จิ้งจอกจัดการ

จิ้งจอกรีบรวบขนหางม้าที่ยาวและเหนียว พัลวันมัดเข้ากับขาหลังของสิงโตอย่างแน่นหนา มันไม่ได้มัดแค่เงื่อนเดียว แต่มัดไขว้ไปมาจนขาสิงโตถูกพันธนาการติดกับม้าอย่างสมบูรณ์ เมื่อเสร็จแล้ว จิ้งจอกก็กระซิบบอกสิงโตว่า “พร้อมแล้วท่านราชา! ลากไปได้เลย!” จากนั้นมันก็หันไปตบไหล่ม้าพร้อมตะโกนว่า “วิ่งเลยเจ้าม้าขาว! วิ่งกลับบ้าน!”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องจิ้งจอกกับม้า 4

ทันใดนั้นเอง! เจ้าม้าที่เคยดูเหมือนไร้วิญญาณก็ดีดตัวลุกขึ้นยืนด้วยพลังเฮือกสุดท้าย มันควบทะยานออกไปสุดฝีเท้า สิงโตที่ยังไม่ทันตั้งตัวถูกกระชากจนล้มกลิ้งล้มหงาย ขาหลังที่ถูกมัดแน่นทำให้มันขยับไม่ได้ ทำได้เพียงส่งเสียงคำรามก้องป่าด้วยความโกรธแค้นและงุนงง เสียงคำรามนั้นดังสนั่นจนนกทั้งป่าบินหนีไปคนละทิศละทาง

เจ้าม้าไม่สนใจเสียงคำรามนั้น มันลากสิงโตที่ตะเกียกตะกายผ่านขวากหนามและทุ่งหญ้า ตรงดิ่งไปที่หน้าบ้านของเจ้านายทันที เมื่อเจ้านายชาวนาเปิดประตูออกมาเห็นม้าของตนลากสิงโตตัวใหญ่ที่ถูกมัดพะรุงพะรังมาวางไว้แทบเท้า เขาก็ถึงกับเข่าอ่อนด้วยความทึ่งและหวาดกลัว

เจ้านายตระหนักได้ว่าแม้พละกำลังของม้าจะลดลง แต่ความซื่อสัตย์และปัญญานั้นมีค่ามากกว่าสิ่งใด เขาเดินเข้าไปลูบหัวม้าด้วยความสำนึกผิด “เจ้าพิสูจน์ให้ข้าเห็นแล้ว… เจ้าจะอยู่ที่นี่กับข้า และจะมีอาหารที่เลิศรสที่สุดให้เจ้าจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต”

ตั้งแต่นั้นมา เจ้าม้าก็ได้อยู่ในคอกที่แสนอบอุ่น มีข้าวโอ๊ตชั้นดีกินทุกมื้อ และมีเจ้าจิ้งจอกแวะมาเล่าเรื่องราวสนุก ๆ ให้ฟังเป็นครั้งคราว ปิดฉากชีวิตม้าแก่ด้วยความสุขสำราญ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องจิ้งจอกกับม้า 5

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คุณค่าของใครบางคนไม่ได้ลดน้อยลงไปตามกาลเวลาหรือพละกำลังที่ถดถอย เพราะในยามที่เรี่ยวแรงเหือดหายไป ปัญญาและความซื่อสัตย์ยังคงเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สามารถเอาชนะอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่เกินตัวได้เสมอ เช่นเดียวกับที่ความเห็นอกเห็นใจและการรู้จักมองเห็นคุณค่าในตัวผู้อื่น เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญยิ่งกว่าความตระหนี่ถี่เหนียวที่มุ่งหวังเพียงผลประโยชน์ระยะสั้น

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องจิ้งจอกกับม้า (อังกฤษ: The Fox and the Horse) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากรวบรวมนิทานพื้นบ้านของพี่น้องตระกูลกริมม์ลำดับที่ 132 KHM โดยมักจะหยิบยกเรื่องราวเล่าขานจากชาวบ้านที่สืบทอดกันมาแบบปากต่อปากมาเรียบเรียงใหม่เพื่อรักษาวัฒนธรรมพื้นถิ่นเอาไว้

แก่นแท้ของเรื่องสะท้อนถึงวิถีชีวิตเกษตรกรในยุโรปยุคโบราณที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์ใช้งานมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยสัจธรรมของโลกเกี่ยวกับการถูกทอดทิ้งเมื่อหมดประโยชน์ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนทุกยุคสมัยเข้าถึงได้ง่าย

ต้นฉบับดั้งเดิมมักถูกจัดอยู่ในหมวดนิทานคติสอนใจที่ใช้สัตว์เป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยใช้ความฉลาดแกมโกงที่เป็นเอกลักษณ์ของจิ้งจอกมาตัดสลับกับความซื่อสัตย์ของม้า เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพความเปรียบต่างระหว่าง “กำลังกาย” และ “กำลังสติปัญญา” อย่างชัดเจนที่สุด

คติธรรม: “พละกำลังอาจเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา แต่ปัญญาและความซื่อสัตย์คือคุณค่าที่จะอยู่เหนือทุกขีดจำกัดตลอดไป”