ในโลกที่ผู้คนต่างโหยหาความหรูหราและความมั่งคั่งมหาศาลเพื่อสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับชีวิต
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจที่ต้องฝ่าด่านครอบครัวสุดอลหม่านเพื่อพิชิตใจหญิงสาวผู้เลอโฉม ท่ามกลางบททดสอบแห่งการยอมรับและความภูมิใจที่ไม่มีใครคาดคิด กับนิทานกริมม์เรื่องแม่สาวแคทรีเนลเยผู้เลอโฉมกับนายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องแม่สาวแคทรีเนลเยผู้เลอโฉมกับนายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี
กาลครั้งหนึ่งในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี นายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรีชายหนุ่มร่างผอมเพรียวผู้มีพลังล้นเหลือและเดินลงส้นเท้าเสียงดัง “ปิ๊ฟ-ปั๊ฟ!” ตลอดเวลา เขาตกหลุมรัก แคทรีเนลเยหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มพิมพ์ใจ เขาจึงรวบรวมความกล้าเดินไปที่หน้าบ้านไม้หลังใหญ่ของพ่อฮอลเลนเธ
“อรุณสวัสดิ์ครับ พ่อฮอลเลนเธ!” เขาตะโกนทักทายด้วยความมั่นใจ “ขอบใจมาก ปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี” พ่อฮอลเลนเธตอบขณะกำลังสูบกล้องยาสูบ “ลมอะไรหอบเจ้ามาล่ะ?”
“ผมอยากจะขอแต่งงานกับลูกสาวของท่านครับ!” ปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรีตอบ
พ่อฮอลเลนเธหัวเราะหึ ๆ “สำหรับข้าน่ะไม่มีปัญหาหรอกเจ้าหนุ่ม ถ้าแม่มัลโช, พี่ชายไฮ-แอนด์-ไมท์ตี้, พี่สาวเคเซอเทราท์ และตัวแคทรีเนลเยเองยินยอม เจ้าเอานางไปได้เลย!”
นายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี ไม่รอช้า เขาซอยเท้าฉับ ๆ ไปที่โรงวัว พบกับแม่มัลโช ที่กำลังนุ่งผ้ากันเปื้อนรีดนมวัวเสียงดัง “ฉูด! ฉูด!” เขาถามคำถามเดิม และแม่มัลโชก็ตอบแบบเดิมเป๊ะว่าต้องรอถามคนอื่นก่อน
เขาจึงต้องวิ่งต่อไปยังลานหลังบ้าน พบกับพี่ชายไฮ-แอนด์-ไมท์ตี้ ชายร่างบึกบึนที่กำลังเหวี่ยงขวานจามฟืนอย่างดุดัน และวิ่งต่อไปยังสวนหลังบ้านพบกับพี่สาวเคเซอเทราท์ที่กำลังก้มหน้าก้มตาตัดกะหล่ำปลีหัวยักษ์
ทุกคนในบ้านนี้มีความเป็นระเบียบและยึดถือเสียงส่วนรวมเป็นใหญ่ นายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี ต้องวิ่งไปมาจนเหงื่อซึม แต่ด้วยความรัก เขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ยินคำว่า “ไปถามคนต่อไปดูสิ” จนครบทุกคน!

ในที่สุด นายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี ก็ได้รับอนุญาตให้เข้าพบแคทรีเนลเย ผู้เลอโฉม เขาพบเธอนั่งอยู่ในห้องใต้หลังคาที่แสงแดดส่องรำไร แทนที่จะนั่งร้อยมาลัย เธอกลับนั่งอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย ขะมักเขม้นกับการนับเหรียญทองแดงใบเล็ก ๆ ในมืออย่างมีสมาธิ
“อรุณสวัสดิ์ แคทรีเนลเยผู้เลอโฉม” เขาเอ่ย
“ขอบใจมาก ปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี” เธอเงยหน้าขึ้นมา “เจ้ามาทำอะไรที่นี่หรือ?”
“ข้าอยากจะขอเจ้าเป็นเจ้าสาว… ทุกคนในครอบครัวเจ้าอนุญาตหมดแล้ว เหลือเพียงเจ้าเท่านั้น” นายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรีตอบ
แคทรีเนลเยยิ้มกว้าง “ถ้าพ่อ แม่ พี่ชาย และพี่สาวตกลง ข้าก็พร้อมจะเป็นเจ้าสาวของท่าน!”
เมื่อความรักลงตัว นายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรีจึงถามถึงเรื่องสำคัญ “แคทรีเนลเยที่รัก เจ้ามีสินสอดติดตัวมาบ้างไหม?”
หญิงสาวยืดอกขึ้นด้วยความภูมิใจ เธอแบมือออกและชี้ไปที่กองสมบัติบนโต๊ะ “ดูนี่สิ! ข้ามีเงินสดถึง 14 ฟาร์ธิงเชียวนะ! แถมยังมีคนติดหนี้ข้าอีก 3 โกรสเชนครึ่งด้วย ยังไม่หมดนะ… ข้ายังมีแอปเปิ้ลตากแห้งครึ่งปอนด์ที่หวานฉ่ำ ขนมปังทอดกรอบ ๆ อีกหนึ่งกำมือ และเครื่องเทศหอม ๆ อีกหยิบมือนึง!”
เธอเริ่มร้องเพลงอย่างร่าเริงเปี่ยมสุข “เงินทองข้ามีพอกาย แอปเปิ้ลตากแห้งช่างมากมายขนมปังทอดกรอบเหลือหลาย สินสอดข้านี้เลิศเลอไหม?”
นายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี มองดูเศษอาหารและเหรียญทองแดงจำนวนน้อยนิดนั้นด้วยสายตาเอ็นดู เขาคิดว่านี่แหละคือเจ้าสาวที่เหมาะสมกับเขาที่สุด เพราะเธอรู้จักเห็นคุณค่าในสิ่งที่เธอมี

หลังจากตกลงเรื่องสินสอดเสร็จสิ้น แคทรีเนลเยก็เริ่มมองดูว่าที่เจ้าบ่าวของเธออย่างพิจารณา เธอเริ่มสงสัยว่าชายหนุ่มผู้มีความมั่นใจและซอยเท้าได้ว่องไวขนาดนี้ จะทำงานอะไรเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว
“เอาละ ปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี” เธอถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ท่านทำมาหากินอะไรหรือ? ท่านเป็น ช่างเย็บผ้า ผู้ประณีตใช่ไหม?”
นายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี ยืดอกขึ้นพลางส่ายหน้า “โอ้ ไม่ใช่หรอกแม่สาวน้อย… อาชีพของข้าน่ะ ดีกว่านั้น เยอะ!”
แคทรีเนลเยตาเป็นประกาย “หรือว่าท่านเป็นช่างทำรองเท้า ที่มีฝีมือลือชื่อ?”
“ก็ยังไม่ใช่… อาชีพของข้าน่ะดีกว่านั้นอีก!” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มลึกลับ
หญิงสาวเริ่มเดาไปต่าง ๆ นานา ตั้งแต่ชาวนาผู้มั่งคั่ง, ช่างไม้ผู้สร้างบ้าน, ช่างเหล็กผู้แข็งแกร่ง ไปจนถึงคนบดแป้งในกังหันลมขนาดใหญ่ แต่ไม่ว่าเธอจะเอ่ยอาชีพไหน นายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรีก็จะตอบกลับมาเสมอว่าอาชีพของเขานั้น “ดีกว่านั้น”
จนแคทรีเนลเยเริ่มจินตนาการไปไกลว่าเขาอาจจะเป็นราชองครักษ์ปลอมตัวมา หรืออาจจะเป็นเศรษฐีลึกลับที่ปิดบังฐานะอยู่แน่ ๆ ความตื่นเต้นทำให้เธอกระโดดไปรอบ ๆ ห้องอย่างสนุกสนาน

“ถ้าอย่างนั้น บอกข้ามาเถิด!” แคทรีเนลเยร้องถามด้วยความใจร้อน “อาชีพที่ดียิ่งกว่าช่างเหล็กและคนบดแป้งคืออะไรกัน? หรือว่าท่านจะเป็น… ช่างทำไม้กวาด?”
นายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี ตบมือเสียงดังปัง “ถูกต้องแล้ว! นั่นแหละอาชีพของข้า ข้าคือช่างทำไม้กวาดผู้ร่าเริง มันเป็นอาชีพที่วิเศษที่สุดเลยใช่ไหมล่ะ?”
แคทรีเนลเยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข เธอไม่ได้ผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะสำหรับเธอแล้ว ความภูมิใจที่เขามีต่องานของเขานั้นสำคัญกว่ายศถาบรรดาศักดิ์ “วิเศษที่สุดเลย! บ้านเราจะได้สะอาดเอี่ยมอ่องตลอดเวลา!”
งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะ ณ ลานกว้างของครอบครัวฮอลเลนเธ พ่อ แม่ และพี่ ๆ ทุกคนต่างมาแสดงยินดี ในงานไม่มีดอกไม้ราคาแพง แต่ประดับประดาด้วยไม้กวาดด้ามใหม่เอี่ยมผูกริบบิ้นหลากสีสัน ของว่างที่เสิร์ฟก็คือแอปเปิ้ลตากแห้งและขนมปังทอด ที่แคทรีเนลเย่เก็บสะสมไว้เป็นสินสอดนั่นเอง
นายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี และแคทรีเนลเย่ผู้เลอโฉม ครองรักกันอย่างร่าเริง ทั้งคู่ช่วยกันทำไม้กวาดและนับเงินฟาร์ธิงเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างมีความสุขในบ้านไม้หลังย่อม โดยมีเสียงฝีเท้า “ปิ๊ฟ-ปั๊ฟ!” และเสียงเพลงของแคทรีเนลเยดังคลอไปตลอดกาล

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความสุขที่เรียบง่ายและการมองโลกในแง่ดีอย่างน่าเอ็นดู ผ่านตัวละครที่ไม่ได้แสวงหาความร่ำรวยหรือยศถาบรรดาศักดิ์ที่เกินตัว แต่กลับให้คุณค่ากับความภาคภูมิใจในอาชีพการงานของตนเองแม้จะเป็นเพียงช่างทำไม้กวาด
รวมถึงการรู้จักพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่แม้จะเป็นเพียงเศษเงินหรืออาหารแห้งเพียงหยิบมือ ซึ่งความสอดคล้องทางความคิดและการมองเห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกันนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญของการใช้ชีวิตคู่ที่เปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะและความเข้าใจ โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขของความหรูหรามาตัดสินความหมายของคำว่าชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัย
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องแม่สาวแคทรีเนลเยผู้เลอโฉมกับนายปิ๊ฟ-ปั๊ฟ-โปลทรี (อังกฤษ: Fair Katrinelje and Pif-Paf-Poltrie) นิทานเรื่องนี้เป็นผลงานลำดับที่ 131 KHM จากชุดนิทานของพี่น้องตระกูลกริมม์ ซึ่งรวบรวมมาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านในแถบเยอรมนีช่วงศตวรรษที่ 19 โดยมีเอกลักษณ์โดดเด่นในด้านโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ “สะสมทวนความ” (Cumulative Tale) ที่ใช้การถามตอบซ้ำ ๆ จนเกิดจังหวะที่น่าตดตลกและจดจำง่าย
แก่นแท้ของเรื่องได้รับอิทธิพลมาจากวิถีชีวิตชาวชนบทในยุคเก่าที่ให้ความสำคัญกับระบบครอบครัวและพันธสัญญาการแต่งงาน ซึ่งในสมัยนั้นการจะรับใครเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากคนในบ้านทุกระดับ ตั้งแต่พ่อแม่ไปจนถึงพี่ชายพี่สาว สะท้อนถึงธรรมเนียมการตัดสินใจร่วมกันของคนในสังคมเกษตรกรรมยุโรปโบราณ
นอกจากนี้ เรื่องราวยังทำหน้าที่เป็นบทล้อเลียนความคาดหวังของสังคมที่มีต่ออาชีพและฐานะ โดยใช้การปูเรื่องให้ดูเหมือนเจ้าบ่าวจะมีอาชีพที่ยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายกลับหักมุมเป็นอาชีพที่ธรรมดาที่สุดอย่างช่างทำไม้กวาด เพื่อชี้ให้เห็นว่าความสุขที่แท้จริงเกิดจากการยอมรับในตัวตนและความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีมากกว่าเปลือกนอกที่หรูหรา
คติธรรม: “ความสุขที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินสอดหรือความสูงส่งของอาชีพ แต่ขึ้นอยู่กับการพบเจอคนที่มองเห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกันกับเรา”

