ในโลกที่ความแตกต่างมักถูกมองเป็นตำหนิและการกลั่นแกล้งกลายเป็นบททดสอบอันโหดร้ายของโชคชะตา
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงพี่น้องสามสาวผู้มีดวงตาไม่เท่ากัน ซึ่งต้องเผชิญกับแรงริษยาและการค้นพบมนตราลึกลับที่เปลี่ยนชีวิตพวกนางไปตลอดกาล กับนิทานกริมม์เรื่องตาเดียว สองตา และสามตา

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องตาเดียว สองตา และสามตา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงม่ายคนหนึ่งมีลูกสาวสามคน คนโตมีชื่อว่า หนึ่งตา เพราะเธอมีดวงตาเพียงข้างเดียวอยู่ตรงกลางหน้าผาก คนรองมีชื่อว่า สองตา เพราะเธอมีสองดวงตาเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป และคนเล็กมีชื่อว่า สามตา เพราะเธอมีดวงตาถึงสามข้าง โดยตาที่สามนั้นอยู่ตรงกลางหน้าผากเช่นกัน
ทว่าด้วยเหตุที่ สองตา มีหน้าตาและดวงตาเหมือนมนุษย์ปกติทั่วไป พี่สาวน้องสาวและแม่ของเธอจึงไม่สามารถทนเห็นเธอได้ พวกเขามักจะคอยกลั่นแกล้งและประนามเธอเสมอว่า “เจ้าที่มีสองตา ก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกไพร่ธรรมดาหรอก เจ้าไม่ใช่พวกเดียวกับเรา!”
พวกเขาผลักไสไล่ส่งเธอไปมา โยนเสื้อผ้าเก่าขาดให้เธอสวมใส่ และไม่ยอมแบ่งอาหารดี ๆ ให้กิน นอกจากเศษอาหารที่เหลือจากการกินทิ้งกินขว้างเท่านั้น พวกเขาทุกคนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้สองตาอยู่อย่างไม่มีความสุข
อยู่มาวันหนึ่ง สองตาต้องออกไปที่ทุ่งหญ้าเพื่อดูแลแพะ เธอยังคงรู้สึกหิวโซอย่างมาก เพราะพี่สาวของเธอแบ่งอาหารให้เพียงน้อยนิด เธอจึงนั่งลงบนเนินดินและเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลรินออกจากดวงตาทั้งสองข้างราวกับสายน้ำที่ไม่มีวันขาดสาย
ในขณะที่สองตากำลังตกอยู่ในความทุกข์ระทมและเงยหน้าขึ้นมอง จู่ ๆ ก็มีหญิงผู้ชาญฉลาดคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างกายเธอ แล้วถามขึ้นว่า “เหตุใดเจ้าจึงร้องไห้ แม่หนูสองตา?”

สองตาจึงตอบกลับไปว่า “จะไม่ให้ข้ามีเหตุผลในการร้องไห้ได้อย่างไร ในเมื่อข้ามีสองตาเหมือนคนปกติทั่วไป แต่แม่และพี่สาวกลับเกลียดชังข้า ผลักไสข้าจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่ง โยนเสื้อผ้าเก่า ๆ ให้ใส่ และไม่ให้ข้ากินอะไรเลยนอกจากเศษอาหารที่พวกเขาทิ้งแล้ว วันนี้พวกเขาก็ให้ข้ากินน้อยเหลือเกินจนข้ายังหิวอยู่แบบนี้”
หญิงผู้ชาญฉลาดจึงกล่าวปลอบประโลมว่า “เช็ดน้ำตาของเจ้าเสียเถิด สองตา แล้วข้าจะบอกความลับบางอย่างแก่เจ้า ที่จะทำให้เจ้าไม่ต้องทนทุกข์จากความหิวโหยอีกต่อไป เพียงแค่เจ้าพูดกับแพะของเจ้าว่า แบะ แบะ แพะน้อยของฉัน จงปูโต๊ะด้วยอาหารให้ฉันกินที”
หญิงผู้ชาญฉลาดกล่าวต่อ “แล้วโต๊ะเล็ก ๆ ที่จัดเตรียมไว้อย่างสะอาดสะอ้านจะปรากฏขึ้นตรงหน้าเจ้า บนนั้นจะมีอาหารที่เลิศรสที่สุดวางอยู่ ซึ่งเจ้าสามารถกินได้มากเท่าที่ใจต้องการ และเมื่อเจ้าอิ่มแล้ว และไม่ต้องการโต๊ะนั้นอีกต่อไป ก็เพียงแค่พูดว่า แบะ แบะ แพะน้อยของฉัน ได้โปรดนำโต๊ะอาหารไปให้พ้นตา แล้วมันก็จะหายวับไปจากสายตาของเจ้าเอง“
เมื่อกล่าวจบ หญิงผู้ชาญฉลาดก็จากไป สองตาคิดในใจว่า เธอต้องลองทำตามดูทันทีเพื่อดูว่าสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นพูดเป็นความจริงหรือไม่ เพราะตอนนี้เธอหิวเหลือเกิน เธอจึงเริ่มเอ่ยว่า
“แบะ แบะ แพะน้อยของฉัน จงปูโต๊ะด้วยอาหารให้ฉันกินที”
สิ้นคำพูดของเธอ โต๊ะตัวเล็ก ๆ ที่ปูด้วยผ้าขาวสะอาดก็ปรากฏขึ้น บนโต๊ะมีจาน มีด ส้อม และช้อนเงินวางอยู่ พร้อมด้วยอาหารที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นราวกับเพิ่งยกออกมาจากเตาในครัว
สองตาจึงกล่าวบทสวดสั้น ๆ ที่เธอรู้จักว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดสถิตอยู่กับเราเสมอ อาเมน” จากนั้นเธอเริ่มลงมือกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว เธอจึงพูดตามที่หญิงผู้ชาญฉลาดสอนไว้ว่า “แบะ แบะ แพะน้อยของฉัน ได้โปรดนำโต๊ะอาหารไปให้พ้นตา”
ทันใดนั้น โต๊ะและทุกอย่างที่อยู่บนนั้นก็หายไปในพริบตา สองตาคิดในใจด้วยความเบิกบานและมีความสุขยิ่งนักว่า “นี่ช่างเป็นวิธีการดูแลบ้านที่วิเศษจริง ๆ”
ในตอนเย็น เมื่อสองตาพาแพะกลับบ้าน เธอพบจานดินเผาใบเล็กที่มีอาหารเพียงน้อยนิดซึ่งพี่สาวจัดเตรียมไว้ให้ แต่เธอไม่ได้แตะต้องมันเลยแม้แต่นิดเดียว วันต่อมาเธอก็ออกไปกับแพะอีกครั้ง และทิ้งเศษขนมปังที่พวกเขาหยิบยื่นให้ไว้โดยไม่สนใจ
ในครั้งแรกและครั้งที่สอง พี่สาวทั้งสองไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ แต่เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุกครั้ง พวกเขาจึงเริ่มสงสัยและพูดกันว่า “มีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับเจ้าสองตา นางทิ้งอาหารไว้โดยไม่แตะต้องทุกครั้ง ทั้งที่เมื่อก่อนนางเคยกินทุกอย่างที่ขว้างให้ นางต้องค้นพบวิธีอื่นในการหาของกินแน่ๆ”
เพื่อที่จะค้นหาความจริง พวกเขาจึงตัดสินใจส่ง “หนึ่งตา” ให้ตามไปกับสองตาเมื่อเธอไปเลี้ยงแพะ เพื่อสังเกตดูว่าสองตาทำอะไรที่นั่น และมีใครนำอาหารหรือเครื่องดื่มมาให้เธอหรือไม่ ดังนั้นเมื่อสองตาจะออกไปในครั้งถัดไป หนึ่งตาจึงเดินเข้ามาหาแล้วพูดว่า “ข้าจะไปที่ทุ่งหญ้ากับเจ้าด้วย เพื่อดูว่าแพะได้รับการดูแลอย่างดี และถูกต้อนไปในที่ที่มีอาหาร”

แต่สองตารู้ทันความคิดของหนึ่งตา เธอจึงต้อนแพะเข้าไปในดงหญ้าสูงแล้วพูดว่า “มาเถอะหนึ่งตา เรามานั่งลงเถอะ แล้วข้าจะร้องเพลงให้เจ้าฟัง”
หนึ่งตานั่งลง เธอรู้สึกเหนื่อยจากการเดินที่ไม่คุ้นเคยและแสงแดดที่ร้อนระอุ ขณะที่สองตาก็เริ่มร้องเพลงซ้ำไปซ้ำมาว่า “หนึ่งตาเอ๋ย เจ้าตื่นอยู่หรือ? หนึ่งตาเอ๋ย เจ้าหลับหรือยัง?”
จนกระทั่งหนึ่งตาปิดดวงตาเพียงข้างเดียวของเธอลงและหลับสนิท ทันทีที่สองตาเห็นว่าหนึ่งตาหลับไปแล้วและไม่สามารถล่วงรู้ความลับได้ เธอจึงพูดว่า “แบะ แบะ แพะน้อยของฉัน จงปูโต๊ะด้วยอาหารให้ฉันกินที”
เธอนั่งลงที่โต๊ะ กินและดื่มจนอิ่มหนำ จากนั้นเธอก็เอ่ยอีกครั้งว่า “แบะ แบะ แพะน้อยของฉัน ได้โปรดนำโต๊ะอาหารไปให้พ้นตา”
ในชั่วพริบตาทุกอย่างก็หายไป สองตาจึงไปปลุกหนึ่งตาแล้วพูดว่า “หนึ่งตาเอ๋ย เจ้าบอกว่าจะมาดูแลแพะ แต่กลับมานอนหลับเสียได้ ถ้าเกิดแพะวิ่งหนีไปทั่วโลกจะทำอย่างไร มาเถอะ กลับบ้านกันได้แล้ว”
เมื่อกลับถึงบ้าน สองตาก็ปล่อยให้อาหารในจานวางไว้เช่นเดิม ส่วนหนึ่งตาก็ไม่สามารถบอกแม่ได้ว่าทำไมสองตาถึงไม่ยอมกินอาหาร เธอจึงอ้างว่า “ข้าเผลอหลับไปตอนที่อยู่ข้างนอกจ้ะ”
วันต่อมา แม่จึงสั่งกับ “สามตา” ว่า “คราวนี้เจ้าจงไปเฝ้าดูว่าสองตาแอบกินอะไรข้างนอกนั่นหรือไม่ และมีใครแอบส่งอาหารให้หรือเปล่า เพราะนางต้องแอบกินและดื่มในที่ลับตาแน่ๆ”
สามตาจึงเดินไปหาสองตาแล้วพูดว่า “ข้าจะไปกับเจ้าด้วย เพื่อดูว่าแพะได้รับการดูแลอย่างดี และถูกต้อนไปในที่ที่มีอาหาร”
แต่สองตาก็รู้ทันความคิดของสามตาเช่นกัน เธอจึงต้อนแพะเข้าไปในดงหญ้าสูงและพูดว่า “เรามานั่งลงกันเถอะ สามตา แล้วข้าจะร้องเพลงให้เจ้าฟัง”
สามตานั่งลงด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินและแสงแดด สองตาเริ่มร้องเพลงเดิม แต่แทนที่เธอจะร้องว่า “สามตาเอ๋ย เจ้าหลับหรือยัง” เธอกลับร้องด้วยความเผลอเรอว่า “สามตาเอ๋ย เจ้าตื่นอยู่หรือ? สองตาเอ๋ย เจ้าหลับหรือยัง?”
เธอร้องซ้ำอยู่อย่างนั้นว่า “สามตาเอ๋ย เจ้าตื่นอยู่หรือ? สองตาเอ๋ย เจ้าหลับหรือยัง?”
ส่งผลให้ดวงตาสองข้างของสามตาหลับปุ๋ยไป แต่ดวงตาที่สาม ซึ่งไม่ได้ถูกเอ่ยถึงในบทเพลงนั้นกลับไม่หลับ ถึงแม้สามตาจะแสร้งปิดมันลงด้วยความเจ้าเล่ห์เพื่อหลอกว่าหลับแล้ว แต่นางยังคงหรี่ตาและมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
เมื่อสองตาคิดว่าสามตาหลับสนิทแล้ว เธอจึงร่ายมนต์วิเศษ “แบะ แบะ แพะน้อยของฉัน จงปูโต๊ะด้วยอาหารให้ฉันกินที”
เธอกินและดื่มตามที่หัวใจปรารถนา แล้วสั่งให้โต๊ะหายไป “แบะ แบะ แพะน้อยของฉัน ได้โปรดนำโต๊ะอาหารไปให้พ้นตา”
สามตาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด สองตาจึงเดินมาปลุกเธอแล้วพูดว่า “เจ้าหลับไปหรือสามตา? เจ้าช่างเป็นคนเฝ้าแพะที่ดีจริงๆ นะ! มาเถอะ กลับบ้านกัน”

เมื่อถึงบ้าน สองตาก็ไม่กินอาหารอีกเช่นเคย สามตาจึงบอกกับแม่ว่า “ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าทำไมยัยคนหยิ่งยโสนั่นถึงไม่ยอมกินอาหาร เมื่อนางอยู่ข้างนอก นางจะพูดกับแพะว่า แบะ แบะ แพะน้อยของฉัน จงปูโต๊ะด้วยอาหารให้ฉันกินที แล้วโต๊ะที่มีอาหารชั้นเลิศก็จะปรากฏตรงหน้านาง ดีกว่าอาหารที่เรามีที่นี่เสียอีก และพอนางอิ่ม นางก็จะบอกให้มันหายไป ข้าเฝ้าดูทุกอย่างอย่างใกล้ชิด นางร้องเพลงกล่อมให้ตาข้าหลับไปได้สองข้าง แต่โชคดีที่ตาตรงหน้าผากข้ายังตื่นอยู่”
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่ผู้ริษยาก็แผดเสียงขึ้นว่า “เจ้าริอ่านอยากจะมีชีวิตที่ดีกว่าพวกเราอย่างนั้นรึ? ความปรารถนานั้นจะสิ้นสุดลงเดี๋ยวนี้!”
จากนั้นเธอก็ไปหยิบมีดเขียงหมู แล้วปักลงที่หัวใจของแพะจนมันล้มลงขาดใจตาย
เมื่อสองตาเห็นเช่นนั้น เธอเดินออกไปด้วยความทุกข์ระทมอย่างที่สุด เธอนั่งลงบนเนินดินริมทุ่งนาและร้องไห้อย่างขมขื่น ทันใดนั้น หญิงผู้ชาญฉลาดก็มาปรากฏตัวข้างกายเธออีกครั้งแล้วถามว่า “สองตาเอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงร้องไห้?”
สองตาตอบกลับว่า “จะไม่ให้ข้ามีเหตุผลในการร้องไห้ได้อย่างไร แพะที่เคยปูโต๊ะอาหารให้ข้าทุกวัน ตอนนี้ถูกแม่ฆ่าตายไปแล้ว และข้าต้องกลับไปทนหิวโหยอีกครั้ง”
หญิงผู้ชาญฉลาดจึงกล่าวว่า “สองตา ข้าจะให้คำแนะนำที่ดีแก่เจ้า จงไปขอเครื่องในของแพะที่ถูกฆ่าจากพี่สาว แล้วนำไปฝังดินไว้ที่หน้าประตูบ้าน แล้วโชคลาภของเจ้าจะบังเกิด”
จากนั้นเธอก็หายลับไป สองตาจึงกลับบ้านและบอกกับพี่สาวว่า “พี่สาวที่รัก ได้โปรดให้ส่วนประกอบของแพะแก่ข้าบ้างเถิด ข้าไม่ได้ต้องการส่วนที่ดีหรอก เพียงแค่ขอเครื่องในของมันให้ข้าเถิด”
พวกพี่สาวหัวเราะเยาะและตอบว่า “ถ้าเจ้าต้องการเพียงแค่นั้น ก็เอาไปสิ”
สองตาจึงรับเครื่องในมาและนำไปฝังไว้หน้าประตูบ้านอย่างเงียบเชียบในตอนเย็น ตามที่หญิงผู้ชาญฉลาดได้แนะนำไว้
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อทุกคนตื่นนอนและเดินออกมาที่หน้าประตูบ้าน พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบต้นไม้อันสง่างามและแปลกประหลาดตั้งอยู่ตรงนั้น ใบของมันเป็นเงินแท้ และมีผลไม้เป็นทองคำสุกปลั่งห้อยระย้าอยู่ระหว่างใบเหล่านั้น ในโลกกว้างใบนี้ไม่มีสิ่งใดจะงดงามหรือล้ำค่าไปกว่านี้อีกแล้ว
พวกเขาไม่รู้เลยว่าต้นไม้ต้นนี้มาได้อย่างไรในช่วงข้ามคืน มีเพียง “สองตา” เท่านั้นที่รู้ว่ามันเติบโตขึ้นมาจากเครื่องในของแพะ เพราะมันขึ้นตรงจุดที่เธอฝังไว้พอดี แม่จึงพูดกับหนึ่งตาว่า “ปีนขึ้นไปเถอะลูกรัก ไปเก็บผลไม้จากต้นนั้นมาให้พวกเราที”
หนึ่งตาปีนขึ้นไป แต่เมื่อเธอพยายามจะคว้าแอปเปิลทองคำ กิ่งไม้กลับเลื่อนหนีมือเธอไป เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ทำให้เธอไม่สามารถเก็บผลไม้ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว แม่จึงบอกกับสามตาว่า “สามตา เจ้าปีนขึ้นไปสิ เจ้ามีถึงสามตา คงจะมองหาจังหวะได้ดีกว่าหนึ่งตา”
หนึ่งตาเลื่อนตัวลงมา และสามตาปีนขึ้นไปแทน แต่สามตาก็ไม่ได้ทำได้ดีไปกว่ากันเลย ไม่ว่าเธอจะพยายามมองหาหรือไขว่คว้าอย่างไร แอปเปิลทองคำก็มักจะเลื่อนหนีไปเสมอ จนในที่สุดแม่ก็หมดความอดทนและปีนขึ้นไปเอง แต่เธอก็คว้าได้เพียงอากาศธาตุ ไม่สามารถแตะต้องผลไม้นั้นได้เลย สองตาจึงพูดขึ้นว่า “ข้าขอลองปีนขึ้นไปดูบ้าง บางทีข้าอาจจะทำได้สำเร็จ”
พวกพี่สาวต่างพากันหัวเราะเยาะและตะโกนว่า “อย่างเจ้าน่ะรึ ยัยสองตา ขนาดพวกข้ายังทำไม่ได้ แล้วคนที่มีแค่สองตาอย่างเจ้าจะทำอะไรได้!”
แต่เมื่อสองตาปีนขึ้นไป แอปเปิลทองคำกลับไม่ได้เลื่อนหนี พวกมันกลับโน้มลงมาหาพานมือของเธอเองโดยอัตโนมัติ เธอจึงเก็บพวกมันลงมาได้จนเต็มผ้ากันเปื้อน แต่แทนที่แม่จะปฏิบัติกับสองตาให้ดีขึ้นหลังจากนี้ เธอกับหนึ่งตาและสามตา กลับยิ่งริษยาที่สองตาเป็นเพียงคนเดียวที่เก็บผลไม้ได้ และทารุณกรรมเธอหนักยิ่งกว่าเดิม
ต่อมาในขณะที่พวกเขาทั้งหมดกำลังยืนอยู่ข้างต้นไม้ ก็มีอัศวินหนุ่มคนหนึ่งขี่ม้าตรงมาทางนั้น พี่สาวทั้งสองรีบตะโกนบอกสองตาว่า “เร็วเข้า สองตา มุดเข้าไปซ่อนใต้ถังไม้นี่ อย่าได้ออกมาทำให้พวกข้าต้องอับอายขายหน้า!”
พวกนางรีบเอาถังไม้เปล่าที่วางอยู่แถวนั้นมาครอบตัวสองตาไว้ รวมถึงแอปเปิลทองคำที่เธอเก็บมาได้ก็ถูกผลักเข้าไปซ่อนอยู่ใต้ถังนั้นด้วย เมื่ออัศวินผู้หล่อเหลาขี่ม้ามาถึง เขาหยุดมองต้นไม้เงินต้นไม้ทองด้วยความชื่นชมและถามว่า “ต้นไม้อันงดงามนี้เป็นของใครกัน? หากใครมอบกิ่งไม้ให้ข้าสักกิ่งหนึ่ง ข้าจะให้พรตามที่ผู้นั้นปรารถนาเป็นการตอบแทน”

หนึ่งตาและสามตาจึงรีบตอบว่าต้นไม้นี้เป็นของพวกนาง และพวกนางจะหักกิ่งไม้ให้แก่เขา แต่ไม่ว่าพวกนางจะพยายามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เพราะกิ่งไม้และผลไม้ต่างเลื่อนหนีมือพวกนางทุกครั้ง อัศวินจึงพูดว่า “ช่างประหลาดนัก ที่พวกเจ้าบอกว่าเป็นเจ้าของต้นไม้ แต่กลับไม่สามารถหักมันออกมาได้สักกิ่งเดียว”
พวกนางยังคงยืนกรานว่าต้นไม้เป็นของตน ในขณะที่กำลังโต้เถียงกันนั้น สองตาก็แอบกลิ้งแอปเปิลทองคำสองสามลูกออกมาจากใต้ถังไม้ไปที่เท้าของอัศวิน เพราะเธอรู้สึกเคืองใจที่พี่สาวไม่พูดความจริง เมื่ออัศวินเห็นแอปเปิลเขาก็ประหลาดใจและถามว่ามันมาจากไหน หนึ่งตาและสามตาจึงจำใจยอมรับว่าพวกนางยังมีน้องสาวอีกคนหนึ่ง แต่ไม่สามารถให้ปรากฏตัวได้ เพราะนางมีแค่สองตาเหมือนคนธรรมดาทั่วไป อัศวินจึงร้องเรียกด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “สองตาเอ๋ย จงออกมาเถิด”
เมื่อสองตาได้รับอนุญาต เธอจึงมุดออกมาจากใต้ถังไม้ด้วยความเบาใจ อัศวินตกตะลึงในความงามอันหาที่เปรียบไม่ได้ของเธอ และกล่าวว่า “เจ้า สองตา เจ้าคงจะสามารถหักกิ่งไม้จากต้นนี้ให้ข้าได้ใช่หรือไม่?”
“ได้ค่ะ ข้าทำได้แน่นอน เพราะต้นไม้นี้เป็นของข้าเอง” สองตาตอบ
เธอปีนขึ้นไปและหักกิ่งไม้ที่มีใบเป็นเงินและผลเป็นทองคำออกมาได้อย่างง่ายดาย แล้วส่งให้กับอัศวิน อัศวินจึงถามเธอว่า “สองตาเอ๋ย ข้าควรจะให้อะไรเป็นสิ่งตอบแทนแก่เจ้าดี?”
สองตาตอบด้วยความเศร้าสร้อยว่า “โธ่ท่านอัศวิน ข้าต้องทนทุกข์จากความหิวโหย ความกระหาย ความเศร้า และความขัดสน ตั้งแต่เช้าตรู่จนดึกดื่นทุกวัน หากท่านจะพาข้าไปจากที่นี่และช่วยให้ข้าพ้นจากสิ่งเหล่านี้ ข้าคงจะมีความสุขยิ่งนัก”
อัศวินจึงอุ้มสองตาขึ้นบนหลังม้าของเขา และพาเธอไปยังปราสาทของบิดา ที่นั่นเขาได้มอบเสื้อผ้าที่สวยงาม อาหารและเครื่องดื่มเลิศรสให้เธออย่างเต็มอิ่ม และเพราะเขารักเธอมาก ทั้งสองจึงได้แต่งงานกันท่ามกลางความเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่
เมื่อสองตาถูกพาตัวไปโดยอัศวินรูปงาม พี่สาวทั้งสองต่างพากันอิจฉาวาสนาของเธออย่างที่สุด แต่อย่างน้อยพวกนางก็ยังปลอบใจตัวเองว่า “ต้นไม้วิเศษยังอยู่กับเรา ถึงเราจะเก็บผลไม่ได้ แต่มันก็ยังสวยงาม ใครจะไปรู้ว่าความโชคดีอาจจะตามมาเพราะต้นไม้ต้นนี้ก็ได้”
ทว่าในเช้าวันรุ่งขึ้น ต้นไม้วิเศษกลับหายวับไป ความหวังของพวกนางพังทลายลงทันที และเมื่อสองตามองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอนในปราสาทของเธอ เธอก็พบว่าต้นไม้ต้นนั้นได้ย้ายมาตั้งอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว มันติดตามเธอมาด้วยนั่นเอง
สองตามีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขเป็นเวลานาน จนกระทั่งวันหนึ่ง มีผู้หญิงยากจนสองคนมาเคาะประตูปราสาทเพื่อขอทาน สองตามองดูใบหน้าของพวกนางและจำได้ทันทีว่านั่นคือ “หนึ่งตา” และ “สามตา” พี่สาวของเธอตกอับถึงขีดสุดจนต้องร่อนเร่ขอทานไปตามบ้านเรือน
แทนที่สองตาจะผูกใจเจ็บ เธอเดินเข้าไปต้อนรับพี่สาวทั้งสองด้วยความยินดี เธอเมตตาและดูแลพวกนางเป็นอย่างดีในปราสาทของเธอ จนพี่สาวทั้งสองสำนึกผิดจากก้นบึ้งของหัวใจ ต่อการกระทำอันชั่วร้ายที่พวกนางเคยทำไว้กับน้องสาวในยามเยาว์วัย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความเมตตาและการอดทนต่อความยากลำบากอย่างมีคุณธรรมย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ที่งดงามในบั้นปลาย
ดังเช่นที่สองตาได้รับความช่วยเหลือจากหญิงผู้ชาญฉลาดและได้ครองรักกับอัศวิน ในขณะที่ความริษยาและการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเพราะความแตกต่างนั้น นอกจากจะไม่ช่วยให้ชีวิตประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงแล้ว ยังอาจนำพาชีวิตไปสู่ความตกต่ำจนต้องกลับมาขอความเมตตาจากคนที่ตนเคยรังแก และสุดท้ายแล้วการให้อภัยด้วยใจที่กว้างขวางของสองตาก็คือเครื่องพิสูจน์ถึงความงดงามที่แท้จริงซึ่งมีค่ามากกว่าดวงตาที่ผิดแปลกไปจากผู้อื่น
อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัย ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องตาเดียว สองตา และสามตา (อังกฤษ: One-Eye, Two-Eyes, and Three-Eyes) มีที่มาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านในแถบเยอรมนีซึ่งพี่น้องตระกูลกริมม์ได้รวบรวมไว้ลำดับที่ 130 KHM โดยได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องเล่าของชนเผ่าและตำนานโบราณที่มักใช้สัญลักษณ์ของดวงตาเพื่อสื่อถึงพลังวิเศษหรือความผิดปกติทางธรรมชาติ
ในแง่ของโครงสร้างเนื้อหา นิทานเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภทนิทานที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับซินเดอเรลล่า (Cinderella cycle) ซึ่งว่าด้วยการกดขี่พี่น้องภายในครอบครัวและการได้รับความช่วยเหลือจากอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยมีการใช้ตัวละครที่มีลักษณะทางกายภาพที่แปลกประหลาดเพื่อสะท้อนถึงการแบ่งแยกทางสังคมและการทดสอบจิตใจของผู้ที่ต้องเผชิญกับความอยุติธรรม
นอกจากนี้ต้นตอของเรื่องยังสะท้อนถึงความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับสัตว์วิเศษและต้นไม้แห่งชีวิต โดยเฉพาะการที่ต้นไม้งอกงามขึ้นมาจากเครื่องในของสัตว์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่และการตอบแทนความดีงามตามความเชื่อในแถบยุโรปเหนือและตะวันออก ซึ่งพี่น้องตระกูลกริมม์ได้ขัดเกลาเนื้อหาให้มีความเป็นวรรณกรรมเด็กที่แฝงแง่คิดทางศีลธรรมและการสำนึกผิดในตอนท้าย
คติธรรม: “ความเมตตาที่บริสุทธิ์และการให้อภัยอย่างจริงใจ คือแสงสว่างที่นำพาชีวิตออกจากความมืดมน และเป็นอัญมณีล้ำค่าที่ความริษยาก็ไม่อาจช่วงชิงไปได้”

