ในโลกที่โชคชะตาอาจพลิกผันเพียงชั่วข้ามคืน ความดีงามมักจะถูกทดสอบด้วยความอ้างว้างท่ามกลางป่าลึกที่ไร้ทางออก
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงเด็กสาวผู้สูญเสียทุกอย่างในพริบตา แต่ได้รับโอกาสลึกลับจากนกพิราบขาวให้เผชิญหน้ากับอำนาจมืดเพื่อค้นหาความจริงที่ถูกสาปไว้ กับนิทานกริมม์เรื่องหญิงชราในป่าลึก

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องหญิงชราในป่าลึก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงสาวรับใช้ผู้ยากจนคนหนึ่งกำลังเดินทางข้ามป่าใหญ่ไปกับครอบครัวเจ้านายที่นางรับใช้ ท่ามกลางแมกไม้ที่หนาทึบและบรรยากาศอันเงียบสงัด ทันใดนั้นกลุ่มโจรป่าใจโฉดก็กระโจนออกมาจากพุ่มไม้
พวกมันเข้าจู่โจมขบวนรถม้าอย่างโหดเหี้ยม หญิงสาวตกใจสุดขีดจนตัดสินใจกระโดดลงจากรถม้าแล้วคลานเข้าไปซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ด้วยใจระทึก
เมื่อเสียงกรีดร้องเงียบหายไปและพวกโจรจากไปพร้อมกับทรัพย์สมบัติ หญิงสาวจึงค่อย ๆ คลานออกมาพบน่าสลดใจ เจ้านายและเพื่อนร่วมทางของนางไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว นางเริ่มร้องไห้อย่างหนักด้วยความว้าเหว่ “ตัวข้าเป็นเพียงหญิงรับใช้ผู้น้อยจะทำอย่างไรต่อไปดี? ข้าไม่รู้จักทางออกจากป่าแห่งนี้ และคงไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่ ข้าคงต้องหิวตายเป็นแน่”
นางเดินวนเวียนหาทางออกจนกระทั่งตะวันตกดิน แต่ก็พบเพียงพงหนามที่สลับซับซ้อน ด้วยความเหนื่อยล้า นางจึงทรุดตัวลงนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ มอบกายถวายใจให้พระผู้เป็นเจ้าคุ้มครอง และตั้งใจว่าจะนั่งรออยู่ที่นั่นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ทันใดนั้นเอง นกพิราบสีขาวผ่องตัวหนึ่งก็บินลงมาจากยอดไม้ ในจะงอยปากของมันคาบ “กุญแจทองคำ” ดอกเล็ก ๆ มันวางกุญแจลงบนมือนางแล้วเอ่ยด้วยเสียงใสว่า “เห็นต้นไม้ใหญ่ที่มีรูเล็ก ๆ นั่นไหม? จงไขมันด้วยกุญแจดอกนี้ แล้วเจ้าจะพบอาหารประทังหิว”

นางทำตามนั้นและพบกับชามนมสดใสและขนมปังขาวที่นุ่มนวล เมื่ออิ่มท้องนางก็รู้สึกง่วง นกพิราบตัวเดิมก็คาบกุญแจดอกที่สองมาให้เพื่อเปิดต้นไม้อีกต้น ซึ่งข้างในมีเตียงนอนสีขาวสะอาดสะอ้าน
และในเช้าถัดมา กุญแจดอกที่สามก็เปิดออกเพื่อมอบชุดสวยงามที่ประดับด้วยทองและเพชรพลอยให้นางได้สวมใส่ นางจึงใช้ชีวิตอยู่ในป่าลึกลับแห่งนี้ด้วยความดูแลจากนกพิราบขาวอย่างเป็นสุขอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
วันหนึ่ง นกพิราบขาวบินมาเกาะที่ไหล่ของหญิงสาวและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงวิงวอนว่า “เจ้าจะยอมทำบางสิ่งเพื่อเห็นแก่ข้าได้หรือไม่?” หญิงสาวตอบโดยไม่ลังเลว่า “ด้วยความยินดีอย่างยิ่งจ้ะ เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าย่อมทำเพื่อเจ้าได้ทุกอย่าง”
นกพิราบจึงบอกแผนการว่า “ข้าจะนำทางเจ้าไปยังกระท่อมหลังเล็ก ๆ กลางป่า เมื่อเจ้าเข้าไปข้างใน เจ้าจะพบหญิงชรานางหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตาผิง นางจะเอ่ยทักทายเจ้าว่า ‘อรุณสวัสดิ์’ แต่เจ้าจงจำไว้ให้มั่น… ห้ามเอ่ยปากตอบนางแม้แต่คำเดียว ไม่ว่านางจะทำอะไรก็ตาม จงเดินผ่านนางไปทางด้านขวา แล้วเจ้าจะพบประตูห้องหนึ่ง”
นกพิราบกล่าวต่อ “เมื่อเปิดเข้าไป เจ้าจะเห็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยแหวนนานาชนิด ทั้งแหวนเพชรเม็ดงามและแหวนอัญมณีที่ส่องประกายยิบยับ จงเมินเฉยต่อพวกมันเสีย แล้วมองหา ‘แหวนทองแดงเรียบ ๆ’ ที่ซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในกลุ่มนั้น เมื่อพบแล้วจงรีบนำมันกลับมาให้ข้าโดยเร็วที่สุด”

หญิงสาวออกเดินทางไปยังกระท่อมลึกลับตามคำบอก เมื่อเปิดประตูเข้าไป นางก็พบหญิงชราหน้าตาเจ้าเล่ห์จ้องมองนางด้วยสายตาน่าขนลุก หญิงชราเอ่ยทักว่า “อรุณสวัสดิ์จ้ะ แม่หนู มาทำอะไรที่นี่รึ?” แต่หญิงสาวรักษาความเงียบไว้มั่น
นางเดินผ่านหญิงชราไปทางขวาอย่างแน่วแน่ ท่ามกลางเสียงตวาดแผดด่าของแม่มดที่พยายามรั้งนางไว้ด้วยเวทมนตร์และคำขู่ แต่นางก็รวบรวมความกล้าจนมาถึงหน้าประตูห้องลับนั้นในที่สุด
เมื่อหญิงสาวเปิดประตูเข้าสู่ห้องลับ แสงระยิบระยับจากแหวนนับพันวงบนโต๊ะก็กระแทกเข้ากับสายตา มีทั้งแหวนเพชรเม็ดโต แหวนทับทิมสีเลือด และแหวนทองคำสลักลวดลายวิจิตร หากเป็นคนเขลาคงคว้าพวกมันไปแล้ว แต่นางจดจำคำของนกพิราบขาวได้ขึ้นใจ นางเริ่มกวาดตามองหา “แหวนทองแดงเรียบ ๆ” อย่างลนลาน เพราะแม่มดเฒ่าเริ่มส่งเสียงโวยวายและเดินตามเข้ามาใกล้
นางพลิกหาแหวนวงแล้ววงเล่าแต่ก็ไม่พบ ขณะที่ความสิ้นหวังเริ่มก่อตัวขึ้น นางก็เหลือบไปเห็นแม่มดเฒ่าที่กำลังทำท่าทางพิรุธ หญิงชราไม่ได้พยายามจะหยุดนางแล้ว แต่กำลังแอบย่องออกไปทางประตูหลังพร้อมกับ “กรงนกไม้” เล็ก ๆ ในมือ

หญิงสาวเฉลียวใจทันที นางรีบวิ่งไปขวางหน้าแล้วกระชากกรงนกนั้นมา เมื่อยกขึ้นดูในระดับสายตา นางก็พบนกตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งเกาะอยู่ และในจะงอยปากของมันนั้นเองที่คาบ “แหวนทองแดงไร้ราคา” เอาไว้
แม่มดแผดเสียงร้องด้วยความโกรธแค้นและพยายามจะตะปบนางด้วยมือที่เหี่ยวย่น แต่นางหลบเลี่ยงออกมาได้ทันพร้อมกับแหวนในมือ นางวิ่งหนีออกจากกระท่อมอาถรรพ์นั้นอย่างไม่คิดชีวิต มุ่งหน้ากลับไปยังต้นไม้ใหญ่ที่นางเคยอาศัยอยู่ โดยมีเสียงคำสาปแช่งของแม่มดดังไล่หลังมาจนจางหายไปในความมืดของป่า
หญิงสาวกลับมาหยุดยืนหอบหายใจอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แสนคุ้นเคย นางกำแหวนทองแดงไว้แน่นและเฝ้ารอให้นกพิราบขาวบินลงมารับสิ่งของตามสัญญา แต่นกพิราบกลับไม่ปรากฏตัว นางจึงเอนหลังพิงลำต้นด้วยความเหนื่อยอ่อน ทันใดนั้นเอง นางรู้สึกว่าเปลือกไม้ที่เคยแข็งกระด้างกลับเริ่มอ่อนนุ่มลง กิ่งก้านที่เคยชี้ชันเริ่มโน้มกิ่งลงมาโอบรัดรอบกายของนางอย่างอ่อนโยน

ในชั่วพริบตา ต้นไม้ใหญ่ก็มลายหายไป กลายเป็นชายหนุ่มรูปงามในชุดกษัตริย์ที่สง่างาม เขาสวมกอดนางด้วยความรักและจุมพิตนางอย่างนุ่มนวล พร้อมเอ่ยว่า “เจ้าได้ปลดปล่อยข้าแล้วยอดรัก! แม่มดเฒ่าตนนั้นสาปข้าให้กลายเป็นต้นไม้ และอนุญาตให้ข้าเป็นนกพิราบขาวได้เพียงวันละสองชั่วโมงเท่านั้น ตราบใดที่นางครอบครองแหวนวงนี้ ข้าจะไม่มีวันคืนร่างเดิมได้เลย”
ทันทีที่คำสาปสลายลง ต้นไม้ทุกต้นรอบกายที่เคยดูวังเวงก็กลับกลายเป็นเหล่าทหารและม้าศึกที่ถูกสาปไว้เช่นกัน ป่าที่เคยเงียบเหงากลับกลายเป็นขบวนเสด็จที่ยิ่งใหญ่ เจ้าชายผู้สูงศักดิ์ได้พานางกลับไปยังอาณาจักรของเขา
จากหญิงสาวรับใช้ผู้กำพร้า นางได้กลายเป็นราชินีผู้เลอโฉมข้างกายเจ้าชาย และทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขท่ามกลางความรักที่ผลิบานสืบไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้ในยามที่ชีวิตมืดแปดด้านและสูญเสียทุกสิ่งอย่างกะทันหัน แต่ความอดทนและการมีสติที่จะฝากความหวังไว้กับความดีงามจะเป็นแสงนำทางไปสู่ทางออกที่คาดไม่ถึงเสมอ โดยเฉพาะความกตัญญูและการรู้จักตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างจริงใจโดยไม่หวังลาภยศเงินทอง
ดังเช่นหญิงสาวที่เลือกหยิบแหวนทองแดงไร้ค่าแทนที่จะเป็นแหวนเพชรนิลจินดาตามคำสั่งเสียของนกพิราบขาว ซึ่งพิสูจน์ว่าหัวใจที่ซื่อตรงและมั่นคงต่อคำสัตย์นั้นมีพลังอำนาจยิ่งใหญ่กว่าเวทมนตร์ใด ๆ และสามารถเปลี่ยนโชคชะตาจากหญิงรับใช้ผู้ต่ำต้อยให้กลายเป็นราชินีผู้สูงศักดิ์ได้อย่างสง่างามในท้ายที่สุด
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องหญิงชราในป่าลึก (อังกฤษ: The Old Woman in the Wood) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากคอลเลกชันนิทานพื้นบ้านเยอรมันอันโด่งดังของพี่น้องกริมม์ (Jacob และ Wilhelm Grimm) โดยถูกบรรจุอยู่ในหนังสือ Children’s and Household Tales ลำดับที่ 123 KHM เพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและเรื่องเล่าสืบปากของชาวเยอรมันเอาไว้
แก่นหลักของเรื่องจัดอยู่ในประเภทนิทานเหนือธรรมชาติที่ว่าด้วย “การถอนคำสาปผ่านการทดสอบทางจิตใจ” โดยมีสัญลักษณ์สำคัญคือ “นกพิราบสีขาว” ซึ่งในเชิงคติชนวิทยามักถูกใช้เป็นตัวแทนของจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์หรือพลังจากสวรรค์ที่ลงมาช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เพื่อชี้แนะให้ผ่านพ้นอุปสรรคอันเกิดจากอำนาจมืดหรือเวทมนตร์ร้าย
นอกจากความสนุกสนานแล้ว นิทานเรื่องนี้ยังสะท้อนค่านิยมทางศาสนาและจริยธรรมของสังคมยุโรปในสมัยก่อน ที่เน้นย้ำเรื่องความพากเพีย และการรักษาความนิ่งสงบภายใต้การทดสอบโดยการใช้ป่าลึกเป็นพื้นที่แห่งการเปลี่ยนผ่านจากหญิงสาวรับใช้ผู้เปราะบางสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบและคู่ควรแก่ตำแหน่งราชินี
คติธรรม: “ความซื่อสัตย์ในคำสัตย์และหัวใจที่กตัญญู คือกุญแจทองคำที่แท้จริงซึ่งสามารถเปิดประตูแห่งโชคชะตาและทำลายทุกคำสาปอันมืดมิดได้”

