ปกนิทานกริมม์เรื่องแสงสีน้ำเงิน

นิทานกริมม์เรื่องแสงสีน้ำเงิน

ในโลกที่ความซื่อสัตย์อาจถูกตอบแทนด้วยการทอดทิ้ง และหยาดเหงื่อของเหล่าผู้เสียสละมักถูกลืมเลือนเมื่อหมดสิ้นผลประโยชน์ แสงสว่างเพียงน้อยนิดในความมืดมิดอาจกลายเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนจากผู้แพ้ให้กลายเป็นผู้กุมโชคชะตา

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงทหารเก่าผู้บาดเจ็บจากการรบที่ถูกพระราชาไล่ออกอย่างไร้เยื่อใย แต่โชคชะตาพาให้เขาไปพบกับตะเกียงปริศนาที่เปล่งแสงสีน้ำเงินในก้นบ่อลึก ซึ่งไม่ได้ให้เพียงทางรอด แต่ยังมอบข้ารับใช้จอมพลังที่ช่วยให้เขาได้กลับมาทวงคืนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีในแบบที่ราชาผู้โอหังต้องจดจำไปตลอดกาล กับนิทานกริมม์เรื่องแสงสีน้ำเงิน

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องแสงสีน้ำเงิน

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องแสงสีน้ำเงิน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีทหารผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่งรับใช้พระราชาอย่างกล้าหาญมานานหลายปีจนร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากสงคราม ทว่าเมื่อสงครามสิ้นสุดลง

พระราชากลับตรัสกับเขาอย่างเย็นชาว่า “เจ้าจงกลับบ้านไปเสียเถอะ ข้าไม่ต้องการเจ้าแล้ว และข้าจะไม่จ่ายเงินให้เจ้าอีก เพราะข้าจะจ่ายค่าจ้างให้เฉพาะคนที่ยังทำงานให้ข้าได้เท่านั้น”

ทหารผู้ยากไร้เดินจากมาด้วยความเสียใจเป็นอย่างมาก เขาพเนจรเข้าไปในป่าลึกจนค่ำมืดและได้พบกับบ้านหลังเล็กของแม่มดเฒ่าคนหนึ่ง

เขาขออาศัยค้างแรมและอาหารเพื่อประทังชีวิต แม่มดเจ้าเล่ห์จึงยื่นข้อเสนอให้เขาทำงานแลกเปลี่ยน วันแรกเขาต้องขุดดินรอบสวนของนางจนหมดแรง วันต่อมานางสั่งให้เขาผ่าฟืนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

และในวันที่สาม นางก็บอกเขาว่า “วันนี้งานของเจ้าช่างง่ายดายนนัก หลังบ้านข้ามีบ่อน้ำเก่าที่แห้งขอด ตะเกียงของข้าตกลงไปในนั้น แสงของมันเป็นสีน้ำเงินและไม่มีวันดับ เจ้าจงลงไปนำมันขึ้นมาให้ข้า”

แม่มดหย่อนทหารลงไปในบ่อด้วยตะกร้า เมื่อเขาพบตะเกียงแสงสีน้ำเงินที่ก้นบ่อแล้ว เขาก็ส่งสัญญาณให้นางดึงขึ้น แต่เมื่อตะกร้าใกล้ถึงขอบบ่อ แม่มดกลับยื่นมือหมายจะชิงตะเกียงไปก่อน

ทหารเห็นสายตาอันชั่วร้ายจึงไหวตัวทันและพูดว่า “ไม่! ข้าจะไม่ให้ตะเกียงนี้แก่ท่าน จนกว่าข้าจะยืนด้วยเท้าทั้งสองข้างนี้บนพื้นดินอย่างมั่นคง”

แม่มดโกรธจนตัวสั่น นางปล่อยเชือกทันทีทำให้ทหารตกลงไปที่ก้นบ่ออีกครั้ง แล้วนางก็เดินจากไปทิ้งให้เขารอความตายอยู่ในความมืด

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องแสงสีน้ำเงิน 2

ทหารที่ติดอยู่ในก้นบ่อตกอยู่บนพื้นที่ชุ่มชื้นโดยไม่บาดเจ็บ แต่เขาพบว่าไม่มีทางหนีออกไปได้เลย เขาหยิบกล้องยาสูบที่เหลือยาอยู่เพียงครึ่งเดียวออกมาและคิดว่า “นี่คงจะเป็นความสุขสุดท้ายของข้าก่อนจะตาย” เขาจุดกล้องยาสูบจากแสงสีน้ำเงินของตะเกียง

ทันทีที่ควันยาสูบม้วนตัวลอยฟุ้งไปทั่วถ้ำใต้ดิน คนแคระตัวดำจิ๋วคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าแล้วถามว่า “นายท่าน มีคำสั่งอันใดหรือ?”

ทหารประหลาดใจเป็นอย่างมากจึงถามว่า “เจ้าเป็นใคร?” คนแคระตอบว่า “ข้าต้องทำตามทุกอย่างที่เจ้าของตะเกียงแสงสีน้ำเงินสั่ง”

ทหารจึงรีบบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น อย่างแรกเลย ช่วยพาข้าออกไปจากบ่อนี้ที!” คนแคระจูงมือเขาเดินผ่านอุโมงค์ลับใต้ดิน ระหว่างทางคนแคระยังพาเขาไปดูขุมสมบัติมหาศาลที่แม่มดสะสมไว้ ทหารจึงขนทองคำไปมากเท่าที่จะหิ้วไหว

เมื่อกลับขึ้นมาบนดิน ทหารแค้นใจแม่มดมากจึงสั่งคนแคระว่า “ไปจับแม่มดนั่นมัดแล้วพานางไปส่งศาลซะ!” ไม่นานนักเขาก็เห็นนางแม่มดร้องโวยวายขณะถูกคนแคระมัดใส่บนหลังแมวป่าวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปรับโทษประหาร

ต่อมาทหารกลับเข้าเมืองและสั่งให้คนแคระไปเตรียมที่พักที่หรูหราที่สุดและเสื้อผ้าที่ดีที่สุดให้เขา พร้อมกับย้ำว่า “ถ้าข้าจุดกล้องยาสูบเมื่อไหร่ เจ้าต้องมาปรากฏตัวทันที” ซึ่งคนแคระก็รับคำก่อนจะหายตัวไป ทิ้งให้ทหารหนุ่มวางแผนการขั้นต่อไปเพื่อเอาคืนพระราชาผู้ไร้น้ำใจ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องแสงสีน้ำเงิน 3

ทหารผู้มั่งคั่งคนใหม่ได้กลับเข้าเมืองและเข้าพักในโรงเตี๊ยมที่หรูหราที่สุด เขาต้องการแก้แค้นพระราชาที่เคยทอดทิ้งเขา เขาจึงจุดกล้องยาสูบเรียกคนแคระออกมาแล้วสั่งว่า “คืนนี้ตอนเที่ยงคืน จงไปพาเจ้าหญิงมาที่นี่ในขณะที่นางหลับอยู่ และสั่งให้นางทำงานรับใช้ข้าเหมือนเป็นคนใช้!”

คนแคระเตือนว่ามันเสี่ยงมาก แต่ทหารยังยืนยันคำเดิม เมื่อระฆังบอกเวลาเที่ยงคืน ประตูห้องก็เปิดออก

คนแคระแบกเจ้าหญิงที่กำลังหลับปุ๋ยเข้ามา ทหารสั่งให้นางกวาดพื้นและเช็ดรองเท้าบู๊ตให้นาง แถมยังแกล้งขว้างรองเท้าใส่หน้าให้นางไปเก็บมาทำความสะอาดอีกด้วย เจ้าหญิงทำตามทุกอย่างด้วยอาการกึ่งหลับกึ่งตื่น จนกระทั่งเสียงไก่ขัน คนแคระจึงพานางกลับวัง

รุ่งเช้าเจ้าหญิงไปเล่าเรื่อง “ฝันประหลาด” ให้ราชาฟัง ราชาเริ่มสงสัยว่าไม่ใช่แค่ฝัน จึงแนะนำว่า “คืนนี้ให้เจ้าเอาเม็ดถั่วใส่กระเป๋าเสื้อไว้แล้วเจาะรูเล็กๆ ถ้าเจ้าถูกพาไปอีก เม็ดถั่วจะหล่นตามทางจนเห็นร่องรอย” ทว่าคนแคระที่แอบฟังอยู่ได้ยินเข้า จึงรีบไปโปรยเม็ดถั่วไว้ทั่วทุกตรอกซอกซอยในเมือง

พอรุ่งเช้า ราชาส่งคนไปตามหาทางไปบ้านคนร้าย แต่กลับพบว่าทุกถนนเต็มไปด้วยเม็ดถั่วจนเด็กๆ ในเมืองมานั่งเก็บกินกันอย่างสนุกสนาน แผนแรกของราชาจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องแสงสีน้ำเงิน 4

ราชาไม่ยอมแพ้ สั่งแผนที่สองว่า “คืนนี้ให้เจ้าสวมรองเท้านอน และก่อนจะถูกพากลับ จงแอบซ่อนรองเท้าข้างหนึ่งไว้ในที่ที่เจ้าถูกพาไป”

คนแคระรู้แผนนี้และมาเตือนทหารว่าภัยจะถึงตัว แต่ทหารผู้ดื้อรั้นยังคงสั่งให้พาเจ้าหญิงมาอีกเป็นคืนที่สาม คราวนี้นางแอบซ่อนรองเท้าไว้ใต้เตียงของทหารจริง ๆ รุ่งเช้าพระราชาสั่งค้นเมืองจนพบรองเท้าในห้องพักของทหาร

เขาถูกจับกุมทันทีและถูกส่งเข้าคุกรอการประหารชีวิต โดยที่เขาลืมหยิบของสำคัญอย่างตะเกียงและทองคำติดตัวไปด้วย!

ในห้องขังที่มืดมิด ทหารเห็นเพื่อนทหารเดินผ่านหน้าต่าง จึงจ้างด้วยเงิน 1 เหรียญทองให้ไปหยิบ “ห่อของ” ที่ลืมไว้ที่โรงเตี๊ยมมาให้ เมื่อได้ตะเกียงและยาสูบกลับมา เขาก็เบาใจ ในวันประหาร ขณะที่เขายืนอยู่บนแท่นต่อหน้าพระราชาและผู้พิพากษา

ทหารขอพรสุดท้ายคือ “ขอสูบยาสูบสักหนึ่งกล้องก่อนตาย” ราชาใจดีอนุญาตให้สูบได้ถึงสามกล้อง ทันทีที่เขาสุดลมหายใจควันยาสูบที่จุดจากแสงสีน้ำเงิน คนแคระพร้อมกระบองวิเศษก็โผล่ออกมาฟาดฟันผู้พิพากษาและเหล่าทหารจนล้มระเนระนาดเหมือนมดถูกเหยียบ

พระราชาเห็นท่าไม่ดี ตกใจจนตัวสั่นเทาและคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต ทหารบอกว่าเขาไม่ได้ต้องการฆ่าใครถ้าไม่จำเป็น ราชาจึงยอมยกราชอาณาจักรทั้งหมดให้ทหารปกครองแทน และยกเจ้าหญิงให้เป็นภรรยาเพื่อจบคดีนี้

บัดนนี้ทหารเก่าผู้เคยถูกทอดทิ้งจึงได้กลายเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ โดยมีตะกียงแสงสีน้ำเงินและคนแคระจอมพลังเป็นผู้ช่วยคู่กายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องแสงสีน้ำเงิน 5

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความเป็นมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจหรือยศถาบรรดาศักดิ์ที่แปรเปลี่ยนได้ตามกาลเวลา แต่จิตใจที่ซื่อสัตย์และการได้รับความยุติธรรมต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งการมองข้ามหัวใจของคนที่เคยเสียสละให้เราในยามที่เขาหมดประโยชน์อาจย้อนกลับมาเป็นบทเรียนราคาแพงแก่ผู้ที่หลงในอำนาจอย่างพระราชาได้เสมอ

อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าในยามที่ชีวิตตกต่ำถึงขีดสุด หากเรายังมีสติ ไหวพริบ และไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา แม้เพียงแสงไฟดวงเล็กๆ หรือควันยาสูบเพียงชุดเดียว ก็อาจกลายเป็นโอกาสที่พลิกผันวิกฤตให้กลายเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้

อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องแสงสีน้ำเงิน (อังกฤษ: The Blue Light) นิทานเรื่องนี้มีที่มามาจากนิทานพื้นบ้านในแถบเมคเลินบวร์ค (Mecklenburg) ประเทศเยอรมนี ซึ่งพี่น้องกริมม์ได้รวบรวมมาไว้ในคอลเลกชันลำดับที่ 116 KHM โดยมีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่คล้ายคลึงกับตำนาน “ตะเกียงของอะลาดิน” จากอาหรับราตรี แต่ถูกปรับเปลี่ยนบริบทให้เข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของยุโรปตะวันตก โดยเปลี่ยนจากตะเกียงน้ำมันเป็นแสงประหลาดในบ่อน้ำ และเปลี่ยนยักษ์จินนี่เป็นคนแคระผู้รับใช้ที่มาพร้อมกับควันยาสูบ

ในเชิงประวัติศาสตร์ นิทานเรื่องนี้สะท้อนภาพลักษณ์ของ “ทหารผ่านศึก” ในยุคศตวรรษที่ 18-19 ที่มักจะถูกทอดทิ้งจากทางการหลังจากสงครามสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นประเด็นทางสังคมที่แพร่หลายในสมัยนั้น พี่น้องกริมม์จึงใช้ตัวละครทหารเป็นตัวแทนของชนชั้นล่างที่ลุกขึ้นมาทวงถามความยุติธรรมและความกตัญญูจากผู้ปกครองที่ไร้น้ำใจ โดยใช้สิ่งของวิเศษเป็นเครื่องมือในการเยียวยาความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง

นอกจากนี้ แสงสีน้ำเงิน (The Blue Light) ยังเป็นสัญลักษณ์ทางวรรณกรรมเยอรมันที่สื่อถึงความลึกลับและสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งมักปรากฏในงานเขียนยุคโรแมนติก การที่ทหารจุดกล้องยาสูบจากแสงนี้แล้วเกิดปาฏิหาริย์ จึงเป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่องเวทมนตร์โบราณกับวิถีชีวิตประจำวันของลูกผู้ชายในยุคนั้นได้อย่างลงตัว ทำให้นิทานเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่มีความโดดเด่นและเป็นที่จดจำในฐานะเรื่องราวแห่งการล้างแค้นที่เปี่ยมด้วยความหวัง

คติธรรม: “แสงสว่างที่แท้จริงไม่ได้มาจากตะเกียงวิเศษ แต่มาจากไหวพริบที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา และความยุติธรรมที่มักจะส่องสว่างขึ้นเสมอเมื่อคนดีถูกบีบจนถึงทางตัน”