ในโลกที่อาชญากรรมอาจถูกพรางตาด้วยกาลเวลาและความสำเร็จ ทว่าความยุติธรรมมักซ่อนตัวอยู่ในสิ่งที่คาดไม่ถึง เพราะไม่มีเงามืดใดจะหนาทึบพอที่จะบดบังแสงแห่งความจริงที่รอคอยเวลาเปิดเผยออกมาได้ตลอดกาล
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงช่างตัดเสื้อผู้สร้างชีวิตใหม่บนความลับอันดำมืดในอดีต จนกระทั่งวันหนึ่งเพียงแค่แสงแดดที่ตกกระทบลงบนจานรองกาแฟ กลับกลายเป็นพยานปากเอกที่สั่นคลอนมโนธรรมและนำไปสู่การเปิดโปงโชคชะตาที่เขาพยายามหนีมาทั้งชีวิต กับนิทานกริมม์เรื่องแสงอาทิตย์ทำให้ความจริงปรากฏ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องแสงอาทิตย์ทำให้ความจริงปรากฏ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มผู้ช่วยช่างตัดเสื้อคนหนึ่งต้องพเนจรไปทั่วโลกเพื่อหางานทำ เขาเดินเท้าจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งด้วยความหวังที่ริบหรี่ จนกระทั่งความยากจนเข้าขั้นวิกฤต เขาไม่มีเงินแม้แต่เหยียบฟาร์ธิงเดียวติดตัว ท้องที่หิวโหยและความสิ้นหวังเริ่มกัดกินจิตใจ
จนกระทั่งบนถนนสายเปลี่ยวเขาได้พบกับชายชาวยิวคนหนึ่งเดินสวนมา
ช่างตัดเสื้อหนุ่มมองเห็นท่าทางของชายผู้นั้นแล้วทึกทักเอาเองว่าต้องมีเงินทองติดตัวอยู่มากแน่ ๆ ในวินาทีนั้น ความโกรธแค้นในโชคชะตาทำให้เขาผลักพระเจ้าออกจากหัวใจ เขาโผเข้าหาชายผู้นั้นและขู่ตะคอกด้วยเสียงอันน่ากลัวว่า “ส่งเงินของเจ้ามาซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะตีเจ้าให้ตายตรงนี้!”
ชายชาวยิวผู้นั้นตกใจสุดขีดและอ้อนวอนว่า “ได้โปรดไว้ชีวิตข้าเถิด ข้าไม่มีเงินทองมากมายอย่างที่ท่านคิดหรอก ข้ามีเพียงแค่ 8 ฟาร์ธิง (เศษเงินเล็กน้อย) เท่านั้น”
แต่ด้วยความโมหะบังตา ช่างตัดเสื้อไม่เชื่อคำอ้อนวอน เขาลงมือทำร้ายชายผู้นั้นอย่างรุนแรงจนร่างโชกเลือดและใกล้สิ้นลม ในนาทีสุดท้ายที่ดวงตาของเหยื่อกำลังจะปิดลง ชายชาวยิวผู้นั้นรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายจ้องมองไปยังดวงตะวันที่กำลังทอแสงจ้าบนท้องฟ้าแล้วกล่าววาจาสิทธิ์ออกมาว่า “ดวงตะวันอันสว่างไสว จะเปิดเผยความจริงนี้ให้ปรากฏ!”
เมื่อชายผู้นั้นเสียชีวิตลง ช่างตัดเสื้อรีบค้นกระเป๋าด้วยมือที่สั่นเทา แต่เขากลับพบเพียงเงิน 8 ฟาร์ธิงจริง ๆ ตามที่เหยื่อได้บอกไว้ ความรู้สึกผิดเริ่มเกาะกินใจแต่เขาก็สายเกินจะกลับตัว เขาอุ้มร่างนั้นไปซ่อนไว้หลังกอไม้ทึบเพื่ออำพรางคดี แล้วรีบเดินจากไปเพื่อหางานทำในเมืองที่ไกลแสนไกล โดยทิ้งความลับอันมืดมิดไว้เบื้องหลัง

เวลาผ่านไปหลายปี ช่างตัดเสื้อหนุ่มเดินทางมาถึงเมืองแห่งหนึ่งและได้เข้าทำงานในร้านเย็บผ้าของอาจารย์ช่างผู้ชำนาญการ เขาทำงานอย่างขยันขันแข็งและเงียบขรึมจนเป็นที่ไว้ใจ
ที่นั่นเขาได้พบกับลูกสาวแสนสวยของเจ้าของร้าน ทั้งคู่ตกหลุมรักกันและลงเอยด้วยการแต่งงานที่แสนสุข ชีวิตสมรสของเขาเต็มไปด้วยความชื่นมื่นจนกระทั่งพวกเขามีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกน้อยถึงสองคน
ต่อมาเมื่อพ่อตาและแม่ยายเสียชีวิตลง ช่างตัดเสื้อหนุ่มและภรรยาก็รับช่วงดูแลกิจการและบ้านเรือนต่อเพียงลำพัง เขากลายเป็นช่างตัดเสื้อที่มีหน้ามีตาในสังคม มีครอบครัวที่อบอุ่น และดูเหมือนว่า “เงาดำ” จากอดีตจะเลือนหายไปตามกาลเวลาแล้ว
เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าความลับที่เขาซ่อนไว้ในพุ่มไม้เมื่อหลายปีก่อนจะถูกฝังลืมไปตลอดกาล โดยหารู้ไม่ว่าดวงตะวันที่เฝ้ามองเขามาทุกวัน กำลังรอคอยเวลาที่เหมาะสมเพื่อจะทำหน้าที่เป็นพยานตามคำสาปสุดท้ายนั้น

หลายปีผ่านไปจนความทรงจำเรื่องชายชาวยิวเริ่มจางไปจากใจ วันหนึ่งในเช้าที่แสงแดดสดใสเป็นพิเศษ ช่างตัดเสื้อนั่งพักผ่อนอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง ภรรยาผู้แสนดีของเขานำกาแฟร้อนๆ มาเสิร์ฟให้เหมือนเช่นทุกวัน เมื่อเขาเทกาแฟลงในจานรองเพื่อเตรียมจะดื่ม
ทันใดนั้นแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาก็ตกกระทบลงบนผิวกาแฟที่สั่นไหว แล้วสะท้อนแสงเป็นดวงวงกลมสว่างจ้าขึ้นไปบนกำแพง แสงนั้นเต้นเร้าและวิ่งวนไปมาเหมือนมีชีวิต ดูคล้ายดวงตาที่กำลังจ้องเขม็งมาที่เขา
ช่างตัดเสื้อจ้องมองแสงสะท้อนนั้นด้วยความตกใจชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะหลุดปากพูดออกมาด้วยความประมาทว่า “ใช่แล้ว! เจ้าอยากจะเปิดเผยความจริงนี้ใจจะขาดสินะ แต่น่าเสียดายที่เจ้าทำไม่ได้หรอก!”
ภรรยาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเข้าก็เกิดความสงสัยนางจึงถามว่า “โอ้ สามีที่รัก ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือ? สิ่งที่เจ้าดวงตะวันอยากบอกคืออะไรกัน?” ช่างตัดเสื้อตกใจที่เผลอตัวไปจึงรีบตอบปัดว่า “ข้าบอกเจ้าไม่ได้หรอก มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร”
แต่ด้วยสัญชาตญาณของความอยากรู้ ภรรยาจึงใช้ความรักเข้าอ้อนวอน พร่ำบอกว่านางเป็นคู่ชีวิตที่ไว้ใจได้ที่สุด และสัญญาด้วยเกียรติว่าจะไม่มีวันบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด
สุดท้ายด้วยความรักและแรงกดดันจากใจที่เก็บงำความลับมานาน เขาจึงเล่าเหตุการณ์ในอดีตทั้งหมดให้นางฟัง รวมถึงคำสาปสุดท้ายของชายชาวยิวที่ว่าดวงตะวันจะเป็นพยาน

เมื่อความจริงอันน่าสยดสยองหลุดออกมาจากปาก ช่างตัดเสื้อก็ย้ำเตือนภรรยาด้วยสีหน้าจริงจังอีกครั้งว่า “เจ้าห้ามบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด มิฉะนั้นข้าจะต้องสูญเสียชีวิต” ภรรยาตกร่องปล่องชิ้นและให้สัญญาอย่างหนักแน่น
แต่ทว่า… ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวนั้นกลับแผดเผาอยู่ในใจของนาง นางนอนไม่หลับและกระวนกระวายจนในที่สุดก็ทนแบกรับไว้เพียงลำพังไม่ไหว
นางจึงนำความลับนี้ไปเล่าให้เพื่อนสนิทที่สุดฟัง โดยกำชับย้ำแล้วย้ำอีกว่าห้ามพูดต่อให้ใครได้ยินเป็นอันขาด แต่เพียงไม่กี่วัน ความลับที่ “ขอให้เหยียบไว้” ก็แพร่สะพัดไปจากหูสู่หูจนรู้กันไปทั้งเมือง ในที่สุดข่าวนี้ก็ไปถึงหูของทางการ
ช่างตัดเสื้อผู้มั่งคั่งและมีหน้ามีตาถูกจับกุมตัวมาขึ้นศาลทันที เขาไม่สามารถปฏิเสธหลักฐานและคำสารภาพของตนเองได้ จึงถูกตัดสินโทษให้ชดใช้กรรมที่เคยก่อไว้
ในที่สุด คำพูดสุดท้ายของชายชาวยิวก็กลายเป็นความจริงอย่างประหลาด เพราะแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี และแม้ดวงตะวันจะพูดไม่ได้ แต่มันก็ได้ทำหน้าที่เป็น “พยาน” โดยการสะท้อนแสงเตือนใจจนทำให้ฆาตกรเปิดเผยความลับออกมาด้วยปากของตัวเอง นี่คือตำนานของดวงตะวันพยานแห่งสัจจะ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… กฎแห่งกรรมและความจริงที่ว่าไม่มีความลับใดสามารถปิดบังไว้ได้ตลอดกาล แม้ในยามที่มนุษย์เชื่อว่าตนเองสามารถอำพรางความผิดได้อย่างมิดชิดภายใต้กาลเวลาหรือความมั่งคั่ง แต่จิตสำนึกที่ไม่อาจหลีกหนีความจริงได้มักจะถูกกระตุ้นด้วยสิ่งรอบตัวเพียงเล็กน้อยจนเผยพิรุธออกมาเอง
อีกทั้งยังสอนให้รู้ว่าสิ่งที่ได้มาจากการเบียดเบียนหรือทำลายชีวิตผู้อื่นนั้นไม่มีวันนำมาซึ่งความสุขที่ยั่งยืน เพราะความหวาดระแวงและความรู้สึกผิดจะคอยตามหลอกหลอนเสมือนเงาตามตัว และในที่สุดธรรมชาติหรือโชคชะตาก็จะมีหนทางในการทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ถูกกระทำอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องแสงอาทิตย์ทำให้ความจริงปรากฏ (อังกฤษ: The Bright Sun Brings It to Light) นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจากความเชื่อเรื่อง “อำนาจแห่งธรรมชาติที่เป็นพยานให้ความยุติธรรม” ซึ่งเป็นแนวคิดสากลในนิทานพื้นบ้านยุโรป โดยพี่น้องกริมม์ได้รับฟังเรื่องนี้มาจากโดโรเธีย วิลด์ (Dorothea Wild) ภรรยาของวิลเฮล์ม กริมม์และได้บันทึกไว้ในคอลเลกชันนิทานของพวกเขาลำดับที่ 115 KHM โดยเน้นย้ำถึงมโนธรรมที่คอยกัดกินจิตใจของผู้กระทำผิด จนกระทั่งสิ่งไม่มีชีวิตอย่าง “ดวงอาทิตย์” กลายเป็นเครื่องมือในการเปิดโปงความชั่วร้ายที่ถูกซบซ่อนไว้
ในเชิงวรรณกรรม นิทานเรื่องนี้โดดเด่นในการใช้ “ดวงตะวัน” เป็นสัญลักษณ์ของดวงตาแห่งสัจจะที่ไม่เคยหลับใหล ซึ่งสอดคล้องกับสุภาษิตโบราณที่ว่า “ไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นอยู่ใต้แสงอาทิตย์ได้ตลอดไป” (Nothing stays hidden under the sun) การที่ฆาตกรหลุดปากออกมาเองเพราะเห็นแสงสะท้อน เป็นการแสดงให้เห็นว่าความผิดบาปนั้นฝังรากลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก และรอคอยเพียงปัจจัยภายนอกมาสะกิดให้พังทลายลง
นอกจากนี้ เรื่องราวยังสะท้อนภาพสังคมในสมัยก่อนที่ให้ความสำคัญกับการรักษาคำพูดและการเก็บความลับ โดยใช้ตัวละครภรรยาเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องเพื่อสอนใจว่า ความจริงที่หนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับมักจะถูกส่งต่อจนกลายเป็นโศกนาฏกรรม นิทานเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าอาชญากรรม แต่เป็นบทเรียนทางศีลธรรมที่เข้มข้นเกี่ยวกับผลพวงของกรรมที่ย้อนกลับมาหาผู้กระทำในเวลาที่เขากำลังมีความสุขที่สุด
คติธรรม: “ความลับไม่มีในโลก เพราะต่อให้มนุษย์จะปิดปากเงียบ แต่ดวงตะวันและมโนธรรมจะหาทางสาดแสงส่องความจริงออกมาเสมอ”

