ปกนิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง

นิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง

ในโลกที่คำสาปและคำทำนายเปรียบเสมือนเงาตามตัว ที่ซึ่งความรักอาจถูกลบเลือนด้วยรอยจูบเพียงครั้งเดียว และการพิสูจน์หัวใจต้องแลกมาด้วยการฝ่าฟันภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ภายใต้คมดาบของราชาจอมโหด

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงเจ้าชายผู้พลัดหลงไปสู่พันธนาการของยักษ์ลึกลับ และการช่วยเหลือจากเจ้าหญิงผู้มีมนตราที่นำไปสู่การหลบหนีสุดระทึกด้วยการแปลงกายลวงตา ก่อนที่พลังแห่งถั่ววอลนัทวิเศษจะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการรื้อฟื้นสัญญาใจที่ถูกลืมเลือน กับนิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่งทรงมีพระโอรสเพียงองค์เดียว ซึ่งมีคำทำนายพยากรณ์ไว้ว่า “เมื่อเจ้าชายอายุครบ 16 ปี เขาจะถูกกวางสังหาร” เมื่อวันเวลาล่วงเลยจนเจ้าชายถึงวัยนั้นพอดี

วันหนึ่งพรานป่าได้พาเขาออกล่าสัตว์ในป่าลึก เจ้าชายพลัดหลงกับคณะติดตาม และจู่ ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นกวางตัวใหญ่สง่างามยืนอยู่ เขาพยายามจะยิงมันแต่ไม่ว่าจะเล็งอย่างไรก็ไม่ถูก เจ้าชายจึงควบม้าไล่ตามกวางตัวนั้นไปจนพ้นชายป่า ทันใดนั้น กวางตัวใหญ่กลับหายวับไป และมีชายร่างยักษ์สูงใหญ่มายืนตระหง่านอยู่แทนที่

ยักษ์ตนนั้นกล่าวว่า “ดีจริงๆ ที่ข้าได้ตัวเจ้าเสียที ข้าต้องวิ่งไล่ตามเจ้าจนรองเท้าสเก็ตแก้วพังไปถึง 6 คู่เชียวนะกว่าจะจับเจ้าได้!” จากนั้นยักษ์ก็ลากเจ้าชายข้ามทะเลสาบอันกว้างใหญ่ไปยังปราสาทมหึมา

และบังคับให้เขานั่งร่วมโต๊ะอาหาร เมื่ออิ่มแล้วยักษ์ก็สั่งว่า “ข้ามีลูกสาว 3 คน เจ้าจะต้องเฝ้ายามลูกสาวคนโตของข้าหนึ่งคืน ตั้งแต่ 3 ทุ่มจนถึง 6 โมงเช้า ทุกครั้งที่นาฬิกาตีบอกชั่วโมง ข้าจะมาเรียกด้วยตัวเอง หากเจ้าไม่ขานรับ ข้าจะประหารเจ้าพรุ่งนี้เช้า แต่ถ้าเจ้าขานรับทุกครั้ง ข้าจะยกลูกสาวให้เป็นภรรยา”

เมื่อเจ้าชายเข้าไปในห้องบรรทม ในนั้นมีรูปปั้นหินของนักบุญคริสโตเฟอร์ตั้งอยู่ เจ้าหญิงองค์โตจึงร่ายมนตร์สั่งรูปปั้นว่า “เมื่อพ่อข้ามาเรียกตอน 3 ทุ่ม และทุก ๆ ชั่วโมงจนถึงตี 3 ท่านจงขานรับแทนเจ้าชายเสีย!” รูปปั้นหินพยักหน้าอย่างรวดเร็วและค่อย ๆ ช้าลงจนหยุดนิ่ง

รุ่งเช้ายักษ์แปลกใจที่เจ้าชายรอดชีวิตมาได้แต่มันยังไม่ยอมยกธิดาให้ โดยสั่งให้เขาเฝ้าลูกสาวคนรองในคืนถัดไปซึ่งในห้องนั้นมีรูปปั้นนักบุญคริสโตเฟอร์ที่ “ตัวใหญ่กว่าเดิม” มาคอยช่วยขานรับแทน และในคืนที่สามกับลูกสาวคนเล็กสุด เจ้าชายต้องเฝ้ายามโดยมีรูปปั้นนักบุญที่ “ทั้งใหญ่และสูงกว่าสองรูปแรก” มันพยักหน้ารับคำสั่งอยู่นานถึงครึ่งชั่วโมง

ส่วนเจ้าชายก็นอนหลับสบายอยู่ตรงธรณีประตูโดยพาดมือไว้ใต้ศีรษะ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง 2

รุ่งเช้าวันที่สี่ ยักษ์กล่าวว่า “เจ้าเฝ้ายามได้ดีมาก แต่ข้ายังยกลูกสาวให้ตอนนี้ไม่ได้ ข้ามีป่าผืนใหญ่ ถ้าเจ้าโค่นมันให้เตียนได้หมดตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ข้าจะลองคิดดู” จากนั้นยักษ์ก็มอ ขวานแก้ว ลิ่มแก้ว และค้อนแก้ว ให้แก่เขา ทันทีที่เจ้าชายเริ่มลงมือฟันต้นไม้ ขวานแก้วก็หักสะบั้นเป็นสองท่อน เมื่อเขาใช้ลิ่มตอกด้วยค้อนแก้วเพียงครั้งเดียว ลิ่มแก้วก็แหลกละเอียดกลายเป็นเม็ดทราย เจ้าชายทุกข์ใจอย่างหนักและนั่งร้องไห้เพราะรู้ว่าตนเองต้องตายแน่ ๆ

จนกระทั่งเวลาเที่ยงวัน ยักษ์สั่งให้ลูกสาวคนหนึ่งเอาอาหารไปส่ง พี่สาวสองคนปฏิเสธและบอกว่า “คนที่เขาเพิ่งไปเฝ้ายามมานั่นแหละต้องเป็นคนเอาไปส่ง” เจ้าหญิงคนเล็กจึงต้องแบกอาหารไปส่งในป่า เมื่อเธอถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าชายตอบว่า “แย่เหลือเกิน ข้าต้องตายแน่ ๆ” เจ้าหญิงปลอบว่า “มากินอะไรสักหน่อยเถอะ”

แต่เจ้าชายตอบว่า “ไม่ ข้ากินไม่ลงหรอก ข้าต้องตายอยู่ดี” เธอจึงพูดด้วยความเมตตาและขอร้องจนเขายอมกิน จากนั้นเธอบอกว่า “ข้าจะหวีผมให้เจ้า แล้วเจ้าจะรู้สึกดีขึ้น”

ขณะที่เจ้าชายหลับไปเพราะความเพลียจากการหวีผม เจ้าหญิงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาผูกปมแล้วเคาะลงบนดิน 3 ครั้งพร้อมเรียก “คนแคระแห่งผืนดิน (Earth-workers) จงออกมา!” คนแคระนับไม่ถ้วนถามว่าต้องการสิ่งใด เธอสั่งว่า “ภายใน 3 ชั่วโมง ป่านี้ต้องถูกโค่นจนหมดและจัดไม้กองไว้เป็นระเบียบ” เหล่าคนแคระระดมญาติพี่น้องมาช่วยกันจนงานเสร็จสิ้นในพริบตา

เมื่อเจ้าชายตื่นขึ้นมาเห็นป่าที่ราบเตียนเขาก็ดีใจมาก เจ้าหญิงกำชับว่า “จงกลับบ้านเมื่อนาฬิกาถึง 6 โมง” เมื่อยักษ์ถามว่า “เจ้าจัดการป่าเรียบร้อยไหม?” เจ้าชายตอบอย่างมั่นใจว่าเรียบร้อยแล้ว

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง 3

เมื่อภารกิจโค่นป่าสำเร็จลง ขณะที่ทุกคนนั่งร่วมโต๊ะอาหาร เจ้ายักษ์ (ราชา) ก็ยังไม่ยอมแพ้และกล่าวว่า “เจ้าจัดการเรื่องป่าไปแล้วก็จริง แต่ข้ายังยกลูกสาวให้ไม่ได้ เจ้าต้องทำอีกอย่างหนึ่ง ข้ามีบ่อปลาขนาดใหญ่อยู่ พรุ่งนี้เช้าเจ้าต้องไปลอกโคลนออกให้หมดจนบ่อนั้นใสกระจ่างปานกระจกเงา และต้องเติมปลาทุกชนิดให้เต็มบ่อด้วย” รุ่งเช้ายักษ์มอบ “จอบแก้ว” ให้กับเจ้าชายพร้อมกำชับว่า “บ่อปลาต้องเสร็จภายใน 6 โมงเย็น”

เมื่อเจ้าชายไปถึงบ่อปลา ทันทีที่เขาปักจอบแก้วลงในเลนโคลน จอบก็หักสะบั้นเป็นสองท่อน เขาพยายามใช้คราดดิน (Hoe) แหย่ลงไป แต่มันก็หักตามไปอีกชิ้น เจ้าชายตกอยู่ในความทุกข์ระทมอีกครั้ง พอถึงเวลาเที่ยงวัน เจ้าหญิงองค์เล็กก็นำอาหารมาส่งและถามไถ่เหมือนเคย เจ้าชายตอบด้วยความท้อแท้ว่า “ทุกอย่างมันแย่ไปหมด ข้าต้องถูกตัดหัวแน่ ๆ อุปกรณ์ของข้าพังยับเยินหมดแล้ว”

เจ้าหญิงจึงกล่าวปลอบโยนว่า “มาเถอะ กินอะไรสักหน่อย แล้วเจ้าจะรู้สึกดีขึ้น” เจ้าชายปฏิเสธในตอนแรกว่า “ข้ากินไม่ลงหรอก ข้าเป็นทุกข์เหลือเกิน!” แต่เธอก็ใช้คำพูดดี ๆ หว่านล้อมจนเขายอมกินอาหาร จากนั้นเธอก็หวีผมให้เขาจนเคลิ้มหลับไป

เจ้าหญิงใช้ผ้าเช็ดหน้าผูกปมเคาะดิน 3 ครั้ง เรียก “คนแคระแห่งผืนดิน” ออกมาอีกครั้งและสั่งว่า “ภายใน 3 ชั่วโมง บ่อปลานี้ต้องถูกทำความสะอาดจนใสจนคนชะโงกดูเงาตัวเองได้ และต้องมีปลาทุกชนิดอยู่ในนี้ด้วย” เหล่าคนแคระเรียกพวกพ้องมาช่วยกันจนงานเสร็จสิ้นภายใน 2 ชั่วโมง

เมื่อเจ้าชายตื่นขึ้นมาพบผลลัพธ์อันน่าทึ่ง เจ้าหญิงก็สั่งให้เขาเดินกลับบ้านตอน 6 โมงเย็น เมื่อยักษ์ถามว่า “เจ้าทำบ่อปลาเสร็จไหม?” เจ้าชายก็ตอบว่า “เสร็จแล้วครับ” ซึ่งราชายักษ์ก็ต้องยอมรับว่ามันยอดเยี่ยมมาก

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง 4

แม้บ่อปลาจะสำเร็จ แต่ยักษ์ก็ยังหาเรื่องทดสอบต่อ “บ่อปลาเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว แต่ข้ายังยกลูกสาวให้ตอนนี้ไม่ได้ เจ้าต้องทำอีกอย่างหนึ่ง” ยักษ์สั่งให้เจ้าชายไปที่ภูเขาสูงลูกหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยต้นหนามบุกรุก เขาต้องถางหนามเหล่านั้นออกให้หมด และบนยอดเขาต้องสร้างปราสาทที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ พร้อมทั้งตกแต่งเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ทุกอย่างภายในปราสาทให้ครบถ้วน รุ่งเช้าเจ้าชายได้รับ “ขวานแก้วและสิ่วแก้ว” และต้องทำทุกอย่างให้เสร็จภายใน 6 โมงเย็น

ทันทีที่เขาลงมือฟันต้นหนามต้นแรก ขวานแก้วก็แตกกระจายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยปลิวว่อนไปทั่ว ส่วนสิ่วแก้วก็ใช้งานไม่ได้เลย เจ้าชายทรุดตัวลงด้วยความโศกเศร้าเฝ้ารอคอยว่าเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักจะมาช่วยเขาในยามวิกฤตนี้หรือไม่ จนกระทั่งเวลาเที่ยงวันเธอมาพร้อมอาหาร

เจ้าชายเข้าไปหาและเล่าทุกอย่างให้ฟัง เขาพยายามกินอาหารและให้เธอหวีผมจนหลับไป เจ้าหญิงเรียกคนแคระออกมาอีกครั้งและสั่งว่า “ภายใน 3 ชั่วโมง จงถางหนามให้หมดและสร้างปราสาทบนยอดเขาที่แข็งแกร่งที่สุด พร้อมเครื่องเรือนทุกอย่างให้เรียบร้อย”

คนแคระทั้งหมดระดมกำลังจนปราสาทตั้งตระหง่านเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเจ้าชายตื่นขึ้นมาเห็นเขาก็มีความสุขราวกับนกที่โบยบินบนอากาศ เมื่อถึงเวลา 6 โมงเย็น ทั้งคู่ก็เดินกลับบ้านด้วยกัน

ราชายักษ์ถามว่า “ปราสาทเสร็จแล้วใช่ไหม?” เจ้าชายตอบว่า “ครับ” แต่เมื่อนั่งที่โต๊ะอาหาร ยักษ์กลับพูดคำเดิมว่า “ข้ายังยกลูกสาวคนเล็กให้ไม่ได้ จนกว่าพี่สาวสองคนจะแต่งงานไปก่อน”

คำพูดนี้ทำให้เจ้าชายและเจ้าหญิงทุกข์ใจอย่างหนัก จนในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะ “หนีไปด้วยกัน” ในคืนนั้นเอง

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง 5

เมื่อเห็นว่าราชายักษ์จอมโหดไม่ยอมรักษาสัญญา ในคืนนั้นเจ้าชายและเจ้าหญิงจึงพากันหนีออกจากปราสาท หลังจากเดินทางไปได้สักพัก เจ้าหญิงหันไปเห็นพ่อของเธอกำลังไล่ตามมาติด ๆ เธอจึงรีบบอกว่า “ข้าจะเปลี่ยนท่านให้เป็น ‘กอหนาม’ และข้าจะแปลงเป็น ‘ดอกกุหลาบ’ ซ่อนตัวอยู่กลางพุ่มเอง” เมื่อราชามาถึงและพยายามจะเด็ดดอกกุหลาบ หนามแหลมก็ตำนิ้วเขาจนต้องถอยกลับไปบอกราชินี

ราชินียักษ์จึงดุว่า “ถ้าเจ้าเด็ดดอกไม้มา กอหนามนั่นก็ต้องตามมาด้วย!”

ราชายักษ์จึงออกตามล่าอีกครั้ง เจ้าหญิงเห็นดังนั้นจึงเปลี่ยนเจ้าชายเป็น ‘โบสถ์’ และตัวเธอเป็น ‘นักบวช’ กำลังเทศนาอยู่บนธรรมมาสน์ เมื่อราชายักษ์มาถึงเขาก็ได้แต่นั่งฟังเทศน์จนจบแล้วกลับไปมือเปล่า

ราชินียักษ์โมโหมากและกล่าวว่า “เจ้าควรพาตัวนักบวชมาด้วย แล้วโบสถ์ก็จะตามมาเอง คราวนี้ข้าจะไปเอง!” เมื่อราชินีไล่ตามมาจนเกือบจะทัน เจ้าหญิงจึงเปลี่ยนเจ้าชายเป็น ‘สระน้ำ’ และเธอเป็น ‘ปลา’ แหวกว่ายอยู่ในนั้น ราชินีพยายามดื่มน้ำในสระจนหมดเพื่อจับปลา แต่กลับล้มป่วยจนต้องอาเจียนน้ำออกมาทั้งหมด

สุดท้ายราชินียักษ์ยอมแพ้และบอกว่าพวกเจ้าไปได้เถอะ พร้อมมอบ “ถั่ววอลนัท 3 ลูก” ให้ลูกสาวไว้ช่วยยามคับขัน

เมื่อเดินทางมาถึงเขตเมือง เจ้าชายกล่าวด้วยความมั่นใจว่า “รอข้าตรงนี้เถิดยอดรัก ข้าจะเข้าปราสาทไปเตรียมขบวนรถม้าและข้ารับบริพารมารับเจ้าอย่างสมเกียรติ” เจ้าหญิงเตือนด้วยความกังวล “อย่าให้ใครจุมพิตท่านเด็ดขาดนะ” แต่เมื่อเขาไปถึง ทุกคนต่างรื่นเริงใจที่เจ้าชายกลับมา

แต่ในขณะที่เจ้าชายกำลังจะก้าวขึ้นรถม้านั้นเอง พระราชินีผู้เป็นมารดาก็โผเข้ากอดและจุมพิตที่แก้มซ้ายของเขาด้วยเวทมนตร์แห่งการลืมเลือน ซึ่งนางแอบร่ายไว้เพื่อทำลายพันธสัญญาใจ เพราะแท้จริงแล้วพระราชินีได้วางแผนตกลงเรื่องการแต่งงานของเจ้าชายไว้กับธิดาของราชาผู้ครองเมืองอีกแห่งที่มั่งคั่งและทรงอำนาจ เพื่อขยายอาณาจักรและรักษาอำนาจทางการเมืองเอาไว้ นางจึงยอมไม่ได้ที่จะให้เจ้าชายครองคู่กับหญิงสาวไร้หัวนอนปลายเท้าจากในป่า

ทันทีที่สัมผัสจากริมฝีปากของแม่ประทับลงไป ความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าหญิงองค์เล็กที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก็เลือนหายไปจนสิ้น เจ้าชายทำหน้างงงวยก่อนจะสั่งให้ข้ารับใช้ถอดรถม้าออกแล้วเดินกลับเข้าปราสาทไปราวกับไม่เคยมีนัดสำคัญกับใครมาก่อน

ทันใดนั้นความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าหญิงก็เลือนหายไปราวกับหมอกควัน เขาหันไปสั่งข้ารับใช้ว่า “เอารถม้าไปเก็บเถอะ ข้าไม่มีใครต้องไปรับแล้ว”

เจ้าหญิงเฝ้ารอจนดวงตะวันลับขอบฟ้าแล้ววันเล่าก็ไร้วี่แวว เธอจึงไปรับจ้างเป็นสาวใช้ในโรงสีริมสระน้ำของปราสาท วันหนึ่งราชินีเดินผ่านมาเห็นเธอแล้วตรัสว่า “แม่หนูคนนี้ช่างดูแข็งแรงและงดงามเหลือเกิน” แต่ไม่มีใครจำเธอได้เลย

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง 6

จนกระทั่งข่าวการอภิเษกของเจ้าชายกับเจ้าสาวจากแดนไกลดังไปทั่วเมือง เจ้าหญิงจึงเปิดถั่ววอลนัทลูกแรกและสวมชุดที่งดงามราวกับแสงจันทร์เข้าไปในโบสถ์ เจ้าสาวคนใหม่เห็นเข้าก็ตาลุกวาว “ข้าต้องได้ชุดนั้น! ท่านจะขายเท่าไหร่?” เจ้าหญิงตอบว่า “ข้าไม่ขายด้วยเงิน แต่ท่านต้องอนุญาตให้ข้านอนหน้าห้องบรรทมเจ้าชายคืนนี้”

ในคืนนั้น เจ้าหญิงนอนที่ธรณีประตูและคร่ำครวญเสียงสะอื้นว่า

“เจ้าชายยอดรักของข้า… ท่านลืมข้าแล้วหรือ? ข้าคือคนที่สั่งให้คนแคระโค่นป่าให้ท่าน ข้าคือคนที่ล้างบ่อปลาจนใสเพื่อให้ท่านรอดตาย และข้าคือคนที่สร้างปราสาทบนเขาหนามให้ท่าน… ข้าแปลงกายเป็นกอหนามเพื่อซ่อนท่าน เป็นโบสถ์เพื่อปกป้องท่าน และเป็นสระน้ำเพื่อบังท่านจากแม่… ท่านลืมข้าเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

แต่เจ้าชายไม่ได้ยิน เพราะถูกมอมยาหลับ มีเพียงคนรับใช้ที่ยืนเฝ้าประตูที่แอบฟังด้วยความสงสาร จนกระทั่งคืนที่สองเมื่อเจ้าหญิงเปิดวอลนัทลูกที่สอง และแลกด้วยชุดที่สวยยิ่งกว่าเดิม คนรับใช้ได้แอบนำ “ยานอนไม่หลับ” ไปให้เจ้าชายเสวย เมื่อเจ้าหญิงเริ่มคร่ำครวญบทเดิมที่หน้าประตู

เจ้าชายที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงก็เริ่มสั่นสะท้าน เขาสะดุ้งตื่นและตะโกนว่า “ข้าจำได้แล้ว! นั่นคือเสียงของนาง!” เขาพยายามจะพังประตูออกมาแต่ราชินีล็อคไว้อย่างแน่นหนา

รุ่งเช้าวันอภิเษก เจ้าหญิงเปิดวอลนัทลูกสุดท้าย และสวมชุดที่วิจิตรที่สุดจนแม้แต่แสงอาทิตย์ยังต้องหมองมัว เธอเดินตรงไปที่แท่นพิธีในโบสถ์ เมื่อเจ้าชายเห็นเธอ ความทรงจำและรักแท้ก็พุ่งพล่านเขารีบวิ่งเข้าไปคุกเข่าต่อหน้านางแล้วกล่าวว่า “ได้โปรดยกโทษให้ข้าด้วยเถิดยอดรัก มนตราทำให้ข้าหลงลืม แต่หัวใจของข้าไม่เคยหยุดเรียกหาเจ้า”

เจ้าชายจูงมือเจ้าหญิงองค์เล็กไปที่แท่นพิธีท่ามกลางเด็ก ๆ ที่โปรยดอกไม้และผูกริบบิ้นสีสันสดใสที่เท้าของทั้งคู่ตามธรรมเนียมโบราณ

เมื่อความจริงปรากฏและเจ้าชายทรงประกาศกร้าวว่าเจ้าหญิงองค์เล็กคือรักแท้เพียงหนึ่งเดียว พระราชินีใจร้ายผู้บงการทุกอย่างพยายามจะใช้เวทมนตร์ขัดขวางอีกครั้ง แต่พลังแห่งรักที่ตื่นรู้ของเจ้าชายและมนตราอันบริสุทธิ์ของเจ้าหญิงกลับสะท้อนมนตร์ดำนั้นกลับไปหานาง ทำให้นางถูกจองจำอยู่ในความอัปยศที่ตนเองสร้างขึ้น

ส่วนเจ้าสาวผู้โลภมาก ที่เห็นแก่เพียงชุดสวยงามและทรัพย์สมบัติก็ถูกเปิดโปงกลางโบสถ์ว่าไร้ซึ่งความรักที่แท้จริง ทั้งสองจึงถูกเนรเทศออกไปจากอาณาจักรและกลับไปอาณาจักรของตนอย่างน่าอดสู

และนิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยความอบอุ่นที่ยังคงกรุ่นอยู่ในใจของผู้เล่าเสมอมา

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง 7

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… รักแท้ที่มั่นคงและการไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรคคือพลังที่สามารถเอาชนะได้แม้กระทั่งมนตราแห่งการลืมเลือนหรือความโหดร้ายของโชคชะตา

โดยผ่านตัวละครเจ้าหญิงที่แสดงให้เห็นถึงความเพียรพยายามและการใช้สติปัญญาแก้ปัญหาอย่างใจเย็น แม้ในยามที่ถูกหลงลืมหรือต้องลดตัวลงไปเป็นเพียงสาวใช้ในโรงสี เธอก็ยังคงรักษาความหวังและใช้สิ่งของที่มีอยู่อย่างชาญฉลาดเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับหัวใจตนเอง ขณะเดียวกันยังเป็นบทเรียนเตือนใจว่าคำสัญญาที่ให้ไว้ด้วยความรักนั้นมีค่ามหาศาล และความละโมบเห็นแก่ตัวของผู้อื่นมักจะพ่ายแพ้ต่อความจริงใจที่ใสสะอาดในที่สุด

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องลูกของราชาทั้งสอง (อังกฤษ: The Two Kings’ Children) นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจากนิทานพื้นบ้านแนวมหัศจรรย์ที่แพร่หลายในแถบยุโรป โดยเฉพาะพล็อตเรื่องแบบ “ธิดาของยักษ์”ซึ่งพี่น้องกริมม์ได้รับฟังมาจากตระกูลแฮกซ์เทาเซิน (Haxthausen) และนำมาบันทึกไว้ในคอลเลกชันนิทานกริมม์ลำดับที่ 113 KHM โดยเน้นไปที่การทดสอบไหวพริบและการเอาตัวรอดของคู่รักที่ต้องเผชิญกับอำนาจมืดและความใจร้ายของพ่อแม่ ซึ่งเป็นธีมหลักที่สะท้อนถึงการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของวัยหนุ่มสาวในสมัยโบราณ

ในเชิงสัญลักษณ์ “อุปกรณ์แก้ว” ที่แตกสลายง่ายเปรียบเสมือนภารกิจที่เป็นไปไม่ได้และกับดักที่ตั้งใจให้ตัวเอกล้มเหลว แต่การที่เจ้าหญิงใช้ “คนแคระดิน” และ “ผ้าเช็ดหน้า” มาแก้ไขปัญหานั้น สะท้อนถึงความเชื่อเรื่องพลังเร้นลับของธรรมชาติและการใช้สติปัญญามากกว่ากำลังกาย นอกจากนี้ ฉากการแปลงกายหลบหนีในรูปแบบต่างๆ ยังเป็นองค์ประกอบดั้งเดิมของนิทานประเภทนี้ที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์เพื่อเอาตัวรอดจากการถูกตีกรอบโดยอำนาจเดิมของครอบครัว

ที่มาที่น่าสนใจอีกประการคือการจบเรื่องด้วยประโยคโบราณที่ว่า “ปากของผู้เล่าคนสุดท้ายยังคงอุ่นอยู่” (The mouth of the person who last told all this is still warm) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์การจบแบบนิทานปากต่อปากในเยอรมัน เพื่อย้ำเตือนผู้ฟังว่าเรื่องราวนี้เพิ่งถูกส่งต่อมาและยังมีชีวิตอยู่ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เชิดชูความซื่อสัตย์และการรักษาสัญญาที่ให้ไว้ต่อกัน แม้จะต้องผ่านมนตราที่ทำให้หลงลืมไปชั่วขณะก็ตาม

คติธรรม: “ความรักและความซื่อสัตย์คือมนตราที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะมันสามารถนำทางคนสองคนให้กลับมาพบกันได้ แม้จะถูกพรากด้วยอุปสรรคหรือถูกลบเลือนด้วยมนตราแห่งการลืมเลือนก็ตาม”