ในโลกที่คำพูดพลั้งปากเพียงชั่ววูบอาจกลายเป็นคำสาปที่ติดตัวไปชั่วชีวิต การพิสูจน์คุณค่าของตนเองท่ามกลางความแปลกแยกจึงเป็นบททดสอบที่ต้องใช้ทั้งความกล้าหาญและศักดิ์ศรีเพื่อก้าวข้ามหนามแหลมที่กั้นขวางความรัก
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงเด็กหนุ่มผู้เกิดมาในรูปลักษณ์ครึ่งคนครึ่งเม่นที่ถูกสังคมทอดทิ้ง จนต้องออกเดินทางไปเผชิญโชคบนหลังไก่โต้งคู่ใจ นำไปสู่การพบเจอที่เปลี่ยนโชคชะตาและพันธสัญญาที่แลกมาด้วยความซื่อสัตย์ ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตที่โดดเดี่ยวของเขาไปตลอดกาล กับนิทานกริมม์เรื่องฮันส์เม่นน้อยของฉัน

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องฮันส์เม่นน้อยของฉัน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาผู้มั่งคั่งคนหนึ่งที่มีทุกอย่างพร้อมสรรพยกเว้น “ลูก” เขามักถูกชาวบ้านล้อเลียนเรื่องนี้จนวันหนึ่งเขาหลุดปากอุทานด้วยความโมโหว่า “ข้าอยากมีลูกเหลือเกิน ต่อให้เกิดมาเป็นเม่นข้าก็ยอม!”
ไม่นานนัก คำพูดนั้นก็กลายเป็นจริง เมื่อภรรยาของเขาให้กำเนิดทารกที่มีท่อนบนเป็นเม่นเต็มไปด้วยหนามแหลมคม แต่ท่อนล่างเป็นเด็กชายมนุษย์ พวกเขาตั้งชื่อเขาว่าฮันส์
เนื่องจากร่างกายที่มีหนามแหลม ฮันส์จึงไม่สามารถนอนบนเตียงปกติหรือกินนมแม่ได้ เขาต้องนอนบนกองฟางหลังเตาถ่านอยู่นานถึง 8 ปี พ่อของเขามักจะถอนหายใจและแอบหวังให้เขาจากโลกนี้ไปเสียที แต่ฮันส์เป็นเด็กใจเด็ด วันหนึ่งเขาตัดสินใจบอกพ่อว่า “พ่อช่วยไปหาปี่สกอตมาให้ข้าที และช่วยให้ช่างเหล็กใส่เกือกให้ไก่โต้งตัวใหญ่ของข้าด้วย แล้วข้าจะจากไปจากที่นี่และไม่กลับมาอีกเลย”
พ่อรีบทำตามด้วยความดีใจที่จะได้พ้นภาระ ฮันส์ควบไก่โต้งคู่ใจพร้อมต้อนฝูงหมูและลา มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่เพียงลำพัง

หลายปีผ่านไป ฮันส์เติบโตขึ้นในป่า เขาอาศัยอยู่บนกิ่งไม้สูงของต้นไม้ใหญ่ คอยดูแลฝูงหมูที่ขยายพันธุ์จนมหาศาล และใช้เวลาว่างไปกับการเป่าปี่สกอตด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะจับใจ
วันหนึ่งพระราชาองค์แรกที่กำลังหลงทางในป่าอันมืดมิดได้ยินเสียงดนตรีนั้นเข้า จึงส่งทหารรับใช้ไปดู ทหารกลับมารายงานด้วยความตกใจว่า “เห็นสัตว์ประหลาดครึ่งเม่นขี่ไก่โต้งนั่งเป่าปี่อยู่บนต้นไม้ครับ!”
ฮันส์ยอมลงมาช่วยพระราชา แต่ยื่นข้อเสนอว่า “ข้าจะบอกทางให้ แต่ท่านต้องเซ็นสัญญาว่า สิ่งแรกที่มาพบท่านที่หน้าประตูวังเมื่อท่านกลับถึงบ้าน สิ่งนั้นต้องเป็นของข้า”
พระราชาองค์แรกแอบคิดในใจว่า “เจ้าเม่นโง่นี่อ่านไม่ออกหรอก” จึงเขียนหนังสือสัญญาหลอก ๆ ขึ้นมาแทน และเมื่อเขากลับถึงวัง ลูกสาวของเขาก็วิ่งมาต้อนรับเป็นคนแรก แต่เขาก็ไม่ได้กังวลเพราะคิดว่าสัญญาไม่มีผล
ไม่นานหลังจากนั้น พระราชาองค์ที่สองก็หลงทางเข้ามาในป่าเดียวกัน และได้พบกับฮันส์ขี่ไก่โต้งเช่นเดิม ฮันส์ยื่นข้อเสนอแบบเดิมเป๊ะ แต่พระราชาองค์นี้ทรงเป็นคนรักษาสัตย์ ท่านยอมเซ็นสัญญาด้วยความจริงใจ
เมื่อกลับถึงวัง ลูกสาวเพียงคนเดียวของท่านซึ่งสวยงามมากได้วิ่งมาสวมกอดท่านเป็นคนแรก พระราชาทรงเศร้าโศกและเล่าเรื่องเจ้าเม่นให้ลูกสาวฟัง แต่เจ้าหญิงกลับตอบด้วยความกตัญญูว่า “เพื่อท่านพ่อแล้ว ต่อให้เขาเป็นใคร ลูกก็จะยอมไปกับเขาตามสัญญาค่ะ”

เวลาผ่านไปจนฝูงหมูของฮันส์มีจำนวนมหาศาลจนเต็มป่า เขาตัดสินใจส่งข่าวบอกพ่อว่า “ให้ชาวบ้านเตรียมโรงเชือดไว้ ข้าจะนำหมูไปแจกจ่าย” ฮันส์ควบไก่โต้งที่ใส่เกือกเหล็กนำฝูงหมูเข้าหมู่บ้าน สร้างความแตกตื่นไปทั่ว หลังจากแจกหมูเสร็จ เขาก็บอกลาพ่อเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อไปทวงสัญญาจากพระราชาทั้งสองเมือง
เมื่อฮันส์เดินทางไปถึงเมืองของพระราชาองค์แรก (คนที่คิดจะโกง) พระราชาสั่งทหารให้เตรียมปืนและดาบเพื่อกำจัด “สัตว์ประหลาดขี่ไก่” ทันทีที่ฮันส์มาถึง แต่ฮันส์สั่งไก่โต้งให้บินทะยานขึ้นฟ้า ข้ามกำแพงวังไปลงจอดที่ขอบหน้าต่างห้องพระราชาอย่างสง่างาม!
ฮันส์ขู่ว่าถ้าไม่รักษาสัญญาจะเอาชีวิตทั้งพ่อทั้งลูก พระราชาจึงต้องบังคับให้เจ้าหญิงยอมแต่งงานและขึ้นรถม้าไปกับฮันส์
ระหว่างทาง ฮันส์ใช้หนามที่หลังทิ่มแทงเจ้าหญิงผู้กลับกลอกจนเลือดโชกและบอกว่า “นี่คือรางวัลสำหรับความไม่ซื่อสัตย์ของพวกเจ้า!” จากนั้นเขาก็ไล่เธอกลับเมืองไปอย่างอับอายและไม่เหลียวแลอีกเลย

ฮันส์มุ่งหน้าต่อไปยังเมืองที่สอง ที่นี่เขาได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ทหารทำความเคารพและชาวบ้านต่างต้อนรับฮันส์ขี่ไก่โต้งเป็นอย่างดีตามคำสั่งของพระราชาผู้รักษาสัตย์ เมื่อเจ้าหญิงองค์ที่สองเห็นฮันส์
แม้เธอจะตกใจในรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาด แต่เธอก็ยิ้มรับและยอมรับเขาเป็นสามีด้วยความเต็มใจ ฮันส์ประทับใจมากและบอกเธอว่า “คืนนี้ข้าจะถอดร่างเม่นออก แต่เจ้าต้องช่วยข้าอย่างหนึ่ง”
ฮันส์สั่งให้พระราชาจัดทหารสี่คนมาเฝ้าที่หน้าห้อง และให้ก่อกองไฟขนาดใหญ่เตรียมไว้ เมื่อถึงเวลาเข้านอน ฮันส์ถอด “หนังเม่น” แหลมคมออกจากตัวแล้วทิ้งไว้ข้างเตียง ทหารที่แอบซุ่มอยู่รีบวิ่งเข้ามาหยิบหนังเม่นนั้นโยนเข้ากองไฟทันทีจนมอดไหม้เป็นจล!
ในตอนแรกฮันส์กลายเป็นชายหนุ่มที่ตัวดำสนิทเหมือนถูกเผา แต่หลังจากได้รับการดูแลและชโลมด้วยน้ำมันวิเศษ ผิวของเขาก็กลับมาขาวผ่อง กลายเป็นเจ้าชายรูปงามที่สง่าที่สุดในแผ่นดิน
ในเช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหญิงตื่นมาพบกับสามีรูปหล่อ ทั้งคู่จัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ฮันส์ได้รับมอบราชบัลลังก์ให้ปกครองเมืองอย่างมีความสุข ต่อมาเขาได้เดินทางกลับไปรับพ่อที่แก่ชรามาอยู่ด้วยกันที่วัง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า “เม่น” ที่พ่อเคยรังเกียจ บัดนี้คือเจ้าชายผู้ยิ่งใหญ่และกตัญญูที่สุดนั่นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คำพูดที่พลั้งปากออกมาด้วยความโกรธหรือความประมาทอาจกลายเป็นภาระที่ผูกพันชีวิตไปแสนนาน แต่ในขณะเดียวกัน คุณค่าของคนก็ไม่ได้ตัดสินกันที่รูปลักษณ์ภายนอกที่ผิดแปลกไปจากผู้อื่น
เพราะแม้ฮันส์จะเกิดมาเป็นเม่นที่มีหนามแหลมคมจนถูกคนรอบข้างรังเกียจ แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าความมานะพยายาม การมีศักดิ์ศรี และการรักษาสัจจะคือสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่งดงามที่สุด โดยเฉพาะบทสรุปที่แตกต่างของเจ้าหญิงทั้งสองเมืองที่ย้ำเตือนเราว่า การซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาและความมีใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตาเท่านั้นที่จะสามารถทำลายกำแพงแห่งคำสาปและพบกับความสุขที่แท้จริงได้ในที่สุด
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัย ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องฮันส์เม่นน้อยของฉัน (อังกฤษ: Hans My Hedgehog) นิทานเรื่องนี้จัดเป็นนิทานประเภท “เจ้าชายซ่อนรูป” หรือการถอดรูป (Animal Bridegroom) ซึ่งมีรากฐานมาจากความเชื่อเรื่องคำสาปและการผิดคำสัญญาในครอบครัว โดยพี่น้องกริมม์ได้รับฟังเรื่องนี้มาจากตระกูลแฮกซ์เธาเซิน (Haxthausen) ในแคว้นเวสต์ฟาเลีย ซึ่งสะท้อนค่านิยมสังคมเกษตรกรรมที่ให้ความสำคัญกับการมีทายาทสืบสกุล จนกลายเป็นประเด็นที่ว่าหากคำขอที่บริสุทธิ์ถูกปนเปื้อนด้วยความโกรธแค้น ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ
ในเชิงสัญลักษณ์ “หนามเม่น” และการที่ฮันส์ต้องอาศัยอยู่หลังเตาไฟถึง 8 ปี สื่อถึงสภาวะการถูกทอดทิ้งและความแปลกแยกจากสังคมที่ผู้พิการหรือผู้ที่แตกต่างต้องเผชิญในสมัยก่อน แต่ดนตรีจากปี่สกอตและการขี่ไก่โต้งกลับเป็นตัวแทนของพลังสร้างสรรค์และความโดดเด่นที่ทำให้เขาสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย การเดินทางของฮันส์จึงเป็นการเดินทางเพื่อแสวงหาการยอมรับและพื้นที่ของตนเองในโลกที่มองคนเพียงเปลือกนอก
นอกจากนี้ การที่ฮันส์ขี่ไก่โต้งซึ่งเป็นสัตว์ที่มักถูกมองว่าด้อยค่าในฐานะพาหนะ แต่กลับใส่เกือกเหล็กให้มันอย่างภาคภูมิใจ แสดงถึงการนำสิ่งธรรมดามาทำให้พิเศษผ่านหยาดเหงื่อและการลงมือทำ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ได้สอนเพียงเรื่องการรักษาสัญญา แต่ยังเน้นย้ำถึง “การสร้างโชคชะตาด้วยมือตนเอง” โดยไม่ต้องรอความเมตตาจากใคร จนกระทั่งเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าภายในรูปลักษณ์ที่แหลมคมนั้นมีจิตใจที่คู่ควรแก่ราชบัลลังก์อย่างแท้จริง
คติธรรม: “คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ด้วยความสัตย์จริง ย่อมมีค่าเหนือกว่ารูปลักษณ์ภายนอกที่แหลมคม”

