ในโลกที่ผู้คนต่างแย่งชิงโอกาสด้วยเล่ห์เหลี่ยมและคำลวง จนมักมองข้ามความหมายของความซื่อตรง แต่ลึกเข้าไปในเส้นทางแห่งโชคชะตา ประตูสู่ความสำเร็จที่แท้จริงกลับเปิดต้อนรับเพียงผู้ที่มีหัวใจมั่นคงและไม่ย่อท้อต่อคำดูแคลน
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงการออกเดินทางของสามหนุ่มผู้แสวงหาอาชาล้ำค่าเพื่อแลกกับมรดกโรงโม่ ท่ามกลางบททดสอบที่ต้องอาศัยความพยายามนานนับปีและความสัมพันธ์ชวนฉงนในปราสาทลึกลับของเหล่าเหมียว นำไปสู่บทพิสูจน์ที่ว่าวาสนาที่ยิ่งใหญ่มักซ่อนตัวอยู่ภายใต้ความต่ำต้อยที่โลกไม่เคยมองเห็น กับนิทานกริมม์เรื่องชายคนบดแป้งผู้ยากจนกับแมว

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องเด็กหนุ่มคนบดแป้งผู้ยากจนกับแมว
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ โรงโม่แป้งเก่าแก่อันเงียบเหงา เจ้าของโรงโม่ผู้เฒ่าที่เริ่มจะแบกกระสอบแป้งไม่ไหว ได้เรียกศิษย์เอกทั้งสามคนมาประชุมด่วน เขาตั้งเงื่อนไขว่าใครที่สามารถไปเสาะหา “ม้าที่ยอดเยี่ยมที่สุดในปฐพี” กลับมาได้ เขาจะมอบมรดกโรงโม่ให้ครอบครอง
ศิษย์สองคนแรกซึ่งเป็นคนฉลาดแกมโกงแอบหัวเราะคิกคัก เพราะพวกเขามองว่า “ฮันส์” ศิษย์คนที่สามนั้นซื่อบื้อเกินกว่าจะแยกแยะม้ากับลาออกด้วยซ้ำ
พวกเขาสามคนออกเดินทางไปได้ไม่นาน เมื่อถึงหมู่บ้านแรก ศิษย์สองคนก็เริ่มออกลาย “ฮันส์ เจ้ามันโง่ อยู่ที่นี่ไปจนตายเจ้าก็ไม่มีวันหาม้าเจอหรอก!” แต่ฮันส์ไม่ยอมแพ้และเดินตามต่อไปจนค่ำ ทั้งสามแวะนอนในถ้ำใหญ่ริมทาง
พอฮันส์หลับสนิท สองคนนั้นก็แอบย่องหนีไป ทิ้งฮันส์ไว้เพียงลำพังในความมืดมิด พอรุ่งเช้าฮันส์ตื่นมาพบว่าถูกทิ้ง เขาร้องโอดครวญอย่างน่าสงสาร “โถ่เอ๋ย… แล้วข้าจะไปหาม้ามาจากไหนในป่าลึกแบบนี้?”

ทันใดนั้นเอง แมวลายตัวจ้อย ตัวหนึ่งก็เดินนวยนาดออกมาจากสุมทวน มันเอียงคอถามด้วยเสียงแหลมใส “ฮันส์จ๋า จะไปไหนน่ะ?”
ฮันส์ตกใจจนตาโต “เจ้าแมว เจ้าช่วยข้าไม่ได้หรอก”
แต่แมวลายกลับยิ้มที่มุมปาก “ข้ารู้ว่าเจ้าอยากได้ม้าสุดสวย ถ้าเจ้าตกลงใจจะรับใช้ข้าอย่างซื่อสัตย์เป็นเวลา 7 ปี ข้าจะมอบม้าที่งามกว่าม้าตัวใดในโลกให้เจ้าเอง!”
ฮันส์คิดในใจว่านี่มันแมวประหลาดชัดๆ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น จึงเดินตามหางกระดิกของมันมุ่งหน้าสู่ปราสาทลึกลับกลางป่า
เมื่อฮันส์ก้าวเข้าไปในปราสาท เขาถึงกับขยี้ตาเพราะที่นี่ไม่มีมนุษย์เลยสักคน! มีแต่เหล่าแมวเหมียวนับร้อยที่เป็นข้ารับใช้ พวกมันวิ่งขึ้นลงบันไดอย่างว่องไวเพื่อทำงานบ้าน ในตอนเย็นขณะที่ฮันส์นั่งกินมื้อค่ำอันโอชะ วงดนตรีแมวก็เริ่มบรรเลง ตัวหนึ่งเป่าบาสซูนจนแก้มตุ่ย อีกตัวสีซออย่างเมามัน และอีกตัวเป่าทรัมเป็ตเสียงดังลั่นป่า หลังมื้ออาหาร แมวเจ้าของปราสาทก็ชวนฮันส์เต้นรำ “มาสิฮันส์ เต้นรำกับข้าหน่อย”

แต่ฮันส์ส่ายหน้าพรืด “ไม่ล่ะแม่เหมียว ข้าไม่เคยเต้นรำกับแมว!”
แมวลายไม่ได้โกรธแต่มันสั่งให้บริวารพาฮันส์ไปนอน การนอนที่นี่เป็นเรื่องตลกที่สุดสำหรับฮันส์ เพราะแมวตัวหนึ่งจะถือเทียนนำทาง อีกตัวช่วยถอดรองเท้า อีกตัวช่วยถอดถุงเท้า และตัวสุดท้ายจะกระโดดขึ้นมาเป่าเทียนให้ดับลง พอตอนเช้า พวกมันก็รุมกันเข้ามาช่วยฮันส์แต่งตัว แถมมีแมวตัวหนึ่งใช้ “หางนุ่มๆ” เช็ดหน้าให้ฮันส์แทนผ้าขนหนู “โอ้โห… มันนุ่มสบายจริงๆ เลยนะเนี่ย!” ฮันส์อุทาน
งานของฮันส์ที่นี่ไม่ใช่การบดแป้งที่แสนเหนื่อย แต่เป็นการดูแลสวนและป่าไม้ ทว่าอุปกรณ์ทุกอย่างกลับทำจากโลหะล้ำค่า! เขาได้รับขวานที่ทำจากเงินบริสุทธิ์ เลื่อยเงิน และค้อนทองแดงเพื่อใช้ตัดฟืน
บางวันเขาต้องไปเกี่ยวหญ้าในทุ่งด้วยเคียวเงินและหินลับมีดทองคำ ฮันส์ทำงานอย่างเพลิดเพลิน กินดีอยู่ดีจนเวลา 7 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ราวกับว่าเขาเพิ่งอยู่ที่นี่ได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ความซื่อสัตย์ของเขากำลังจะได้รับการตอบแทนที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าม้าธรรมดาจะเทียบได้
เมื่อครบกำหนดเวลาเจ็ดปี งานชิ้นสุดท้ายที่แมวลายมอบหมายให้ฮันส์คือการสร้าง “กระท่อมหลังเล็ก” โดยใช้ไม้กระดานที่ทำจากเงินและเครื่องมือช่างที่เป็นเงินทั้งหมด ฮันส์ตั้งใจทำจนกระท่อมนั้นส่องประกายวาววับท่ามกลางป่าลึก เมื่อเสร็จสิ้นเขาจึงเอ่ยถามถึงรางวัล “เอาละแม่เหมียว งานของข้าเสร็จสิ้นแล้ว ม้าของข้าล่ะอยู่ที่ไหน?”

แมวลายยิ้มและเปิดประตูกระท่อมเงินออก ฮันส์ถึงกับตะลึงเพราะข้างในมีม้าถึง 12 ตัว แต่ละตัวมีขนมันวาวราวกับเพชรและสง่างามเกินพรรณนา
“เจ้าจงกลับไปที่โรงโม่ก่อน” แมวลายกล่าว “ข้าจะไม่ให้เจ้าจูงม้ากลับไปตอนนี้ แต่ในอีก 3 วันข้าจะตามไปส่งให้ถึงที่” ฮันส์เชื่อใจและออกเดินทางกลับบ้านในชุดเดิมที่เขาใส่มาตั้งแต่วันแรก ซึ่งตอนนี้มันทั้งเก่า ขาดกะรุ่งกะริ่ง และสั้นเต่อจนดูตลกเพราะเขาโตขึ้นมาก
เมื่อเขาถึงโรงโม่ ศิษย์พี่ทั้งสองก็กลับมาถึงแล้วพร้อมม้าที่พวกเขาหามาได้ ตัวหนึ่งตาบอดสนิท ส่วนอีกตัวขาเป๋เดินกะเผลก ทั้งสองหัวเราะเยาะฮันส์ “ไอ้ฮันส์เซ่อ! ม้าของเจ้าอยู่ไหนล่ะ หรือว่าเจ้ากินมันเข้าไปแล้ว?”
ฮันส์ตอบนิ่งๆ ว่า “อีก 3 วันมันจะตามมาเอง”
ตลอด 3 วันฮันส์ถูกกลั่นแกล้งอย่างหนัก เจ้าของโรงโม่เฒ่าไม่ยอมให้เขานั่งร่วมโต๊ะเพราะอายที่ชุดของเขาขาดวิ่น แถมศิษย์พี่ทั้งสองยังไล่เขาไปนอนในเล้าห่านบนกองฟางแข็งๆ ทว่าเมื่อเช้าวันที่สามมาถึง เสียงฝีเท้าม้าและเสียงล้อรถม้าดังสนั่นไปทั่วหุบเขา รถม้าทองคำสุดหรูหราที่ลากด้วยม้าสีขาวบริสุทธิ์ 6 ตัวแล่นมาหยุดหน้าโรงโม่ พร้อมข้ารับใช้ที่นำม้าตัวที่ 7 ซึ่งสวยงามที่สุดมาด้วย
หญิงสาวผู้เลอโฉมในชุดเจ้าหญิงก้าวลงจากรถม้า (ซึ่งก็คือแมวลายที่หลุดพ้นจากคำสาปเพราะความซื่อสัตย์ของฮันส์) เธอสั่งให้คนรับใช้นำผ้าไหมและเครื่องแต่งกายกษัตริย์มาเปลี่ยนให้ฮันส์
ทันใดนั้นฮันส์ซื่อบื้อก็กลายเป็นบุรุษที่หล่อเหลาและสง่างามที่สุด เจ้าหญิงโชว์ม้าตัวที่ 7 ให้ตาเฒ่าดูจนเขาต้องยอมรับว่า “นี่คือม้าที่ดีที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา โรงโม่นี้ต้องเป็นของฮันส์!” แต่เจ้าหญิงกลับตรัสว่า “เก็บโรงโม่ของท่านไว้เถิด ฮันส์ของข้ามีสิ่งที่ดีกว่านั้นรออยู่”
เธอพาฮันส์ขึ้นรถม้าและเดินทางกลับไปยังป่าแห่งเดิม ทว่ากระท่อมไม้เงินที่ฮันส์เคยสร้างไว้ บัดนี้ด้วยอำนาจแห่งความดีได้กลายเป็นปราสาทมหึมาที่ทำจากเงินและทองคำทั้งหลัง! ข้ารับใช้ที่เป็นแมวทั้งหมดกลายเป็นมนุษย์
ฮันส์และเจ้าหญิงแต่งงานกันและปกครองอาณาจักรนั้นอย่างมีความสุข ทิ้งให้ศิษย์พี่ที่ฉลาดแกมโกงต้องอยู่กับม้าตาบอดและโรงโม่เก่า ๆ ต่อไป เป็นการพิสูจน์ว่าความซื่อกินไม่หมด และคนซื่อก็มีสิทธิได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเช่นกัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คุณค่าที่แท้จริงของคนไม่ได้วัดกันที่ความฉลาดหลักแหลมหรือคำพูดที่สวยหรู แต่อยู่ที่ความซื่อสัตย์ ความอดทน และความกตัญญูต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
เพราะในขณะที่คนฉลาดแกมโกงมักจะมองหาทางลัดและดูถูกผู้อื่นจนสุดท้ายต้องพบกับความล้มเหลว แต่คนอย่างฮันส์ที่โลกอาจมองว่าซื่อบื้อกลับใช้หัวใจที่บริสุทธิ์และการกระทำที่สม่ำเสมอเป็นกุญแจไขไปสู่โอกาสที่เหนือความคาดหมาย สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามที่เงียบเชียบและการไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา จะนำพาไปสู่ความสำเร็จและวาสนาที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ใครจะจินตนาการได้ในที่สุด
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัย ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องเด็กหนุ่มคนบดแป้งผู้ยากจนกับแมว (อังกฤษ: The Poor Miller’s Boy and the Cat) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากนิทานพื้นบ้านของเยอรมัน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อเรื่องสัญญาระหว่างมนุษย์กับสิ่งลี้ลับหรือสัตว์วิเศษ พี่น้องกริมม์ได้รวบรวมและขัดเกลาเรื่องราวนี้เพื่อสื่อถึงความยุติธรรมของโชคชะตา โดยใช้ตัวเอกที่ชื่อฮันส์ที่ปรากฏในหลาย ๆ เรื่องในนิทานของพี่น้องกริมม์ เขาเป็น “คนซื่อ” (The Simpleton) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มชนชั้นแรงงานในสมัยนั้นว่า ความซื่อสัตย์และการทำงานหนักภายใต้ความกดดันจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าเสมอ
ในเชิงสัญลักษณ์ การที่ฮันส์ต้องรับใช้แมวเป็นเวลา 7 ปี เปรียบเสมือนการฝึกฝนจิตใจและพิสูจน์ความอดทนผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านตามคติความเชื่อโบราณ (เลข 7 มักเป็นเลขศักดิ์สิทธิ์) การใช้ “เงิน” และ “ทอง” เป็นวัสดุของเครื่องมือทำงาน สะท้อนถึงการเห็นคุณค่าในงานที่ทำ ว่าหากเราทุ่มเทให้กับงานด้วยความประณีต งานนั้นจะกลายเป็นสิ่งล้ำค่าและย้อนกลับมาส่งเสริมฐานะของผู้ทำในที่สุด
นอกจากนี้ การที่เหล่าแมวเป็นตัวละครหลักในปราสาทเวทมนตร์ ยังสะท้อนถึงมุมมองทางวัฒนธรรมยุโรปที่มักเชื่อมโยงแมวเข้ากับโลกลึกลับและการทดสอบศีลธรรม นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของโชคลาภ แต่เป็นการจิกกัดสังคมที่ชอบตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกหรือความฉลาดทางวาทศิลป์ โดยชี้ให้เห็นว่าความร่ำรวยที่แท้จริงจะมาถึงผู้ที่รู้จักถ่อมตัวและรักษาคำมั่นสัญญาแม้ในยามที่มองไม่เห็นทางออก
คติธรรม: “ความซื่อตรงและศรัทธาในหน้าที่ คือม้าฝีเท้าดีที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ไกลกว่าความฉลาดที่ขาดคุณธรรม”

