ปกนิทานกริมม์เรื่องเรื่องเล่าเกี่ยวกับงู

นิทานกริมม์เรื่องเรื่องเล่าเกี่ยวกับงู

ในโลกที่ความไร้เดียงสามักมองเห็นความงามในสิ่งที่น่ากลัว ทว่าหัวใจของผู้ใหญ่อาจเต็มไปด้วยกำแพงแห่งอคติและความหวาดระแวง จนบางครั้งสายใยแห่งมิตรภาพที่แสนบริสุทธิ์กลับต้องถูกตัดขาดลงเพียงเพราะความไม่เข้าใจ

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงเด็กน้อยผู้แบ่งปันมื้ออาหารและหัวใจให้กับเพื่อนร่วมทางที่โลกหวาดกลัว นำมาซึ่งโชคลาภและการเติบโตที่อัศจรรย์ ทว่าเมื่อสัญชาตญาณการปกป้องที่ขาดสติก้าวเข้ามาแทรกแซง บทสรุปของเรื่องราวนี้จึงกลายเป็นเครื่องเตือนใจที่แสนโศกเศร้าเกี่ยวกับราคาที่ต้องจ่ายให้กับความวู่วาม กับนิทานกริมม์เรื่องเรื่องเล่าเกี่ยวกับงู

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเรื่องเล่าเกี่ยวกับงู

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องเรื่องเล่าเกี่ยวกับงู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ท่ามกลางความเงียบสงบของบ้านไร่ชายทุ่ง ทุก ๆ บ่ายเมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง แม่ของเด็กหญิงตัวน้อยจะจัดเตรียมมื้อว่างที่แสนเรียบง่าย นั่นคือถ้วยกระเบื้องใบเล็กที่เต็มไปด้วยน้ำนมอุ่น ๆ และเศษขนมปังนุ่ม ๆ เด็กน้อยจะประคองถ้วยใบนั้นออกไปนั่งที่ลานบ้านข้างกำแพงหินเก่า ๆ ซึ่งมีเถาวัลย์ปกคลุม

ในวันแรกที่ “มัน” ปรากฏตัว เด็กน้อยไม่ได้ร้องไห้ด้วยความกลัว แต่กลับมองด้วยความสงสัยเมื่อเห็นหัวเล็ก ๆ ของงูตัวหนึ่งค่อย ๆ โผล่ออกมาจากรอยแตกของกำแพง มันมีเกล็ดลวดลายแปลกตาและดวงตาที่ใสซื่อ งูตัวนั้นเลื้อยเข้ามาใกล้ถ้วยนมอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เด็กน้อยจึงขยับถ้วยไปข้างหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงอนุญาต

ตั้งแต่นั้นมา งูก็กลายเป็นแขกประจำมื้อบ่าย หากวันไหนเด็กน้อยมาถึงก่อนและไม่เห็นเพื่อนตัวจิ๋ว เธอจะร้องเรียกด้วยน้ำเสียงใส ๆ ว่า “เจ้างูตัวน้อย รีบออกมาหาข้าเถิด… มาทางนี้เจ้าตัวจิ๋วผู้แสนน่ารัก ข้ามีเศษขนมปังเตรียมไว้ให้เจ้า และมีน้ำนมรสหวานให้เจ้าได้อิ่มเอม”

เพียงสิ้นเสียงเรียก งูตัวนั้นจะรีบเลื้อยออกมาทันที มันจะจุ่มหัวเล็กลงในถ้วยนม ดื่มกินอย่างเอร็ดอร่อยเคียงข้างเด็กหญิงที่นั่งละเลียดขนมปังของเธอไปพร้อม ๆ กัน เป็นภาพความสัมพันธ์ที่ก้าวข้ามความหวาดกลัวระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเรื่องเล่าเกี่ยวกับงู 2

ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการแบ่งปันอาหารเพียงฝ่ายเดียว เพราะเจ้างูตัวน้อยเริ่มแสดงความกตัญญูในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด ทุกครั้งที่มันเลื้อยกลับเข้าซอกกำแพง มันมักจะคาบ “ของขวัญ” ออกมาทิ้งไว้ให้เด็กน้อยเสมอ บางวันเป็นหินแม่น้ำที่ขัดจนมันวาวราวกับเพชร บางวันเป็นไข่มุกเม็ดจิ๋วที่ส่องประกายมุก หรือแม้แต่ของเล่นทองคำรูปร่างแปลกตาที่มันขุดพบจากสมบัติโบราณใต้ดิน

แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าข้าวของเงินทอง คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิง แม่ของเธอสังเกตเห็นว่า ตั้งแต่ลูกสาวออกไปนั่งกินนมที่ลานบ้านบ่อย ๆ ร่างกายของเด็กน้อยก็เติบโตอย่างรวดเร็วผิดปกติ เธอมีรูปร่างที่แข็งแรง ทะมัดทะแมง และมีแก้มที่เป็นสีชมพูเหมือนกุหลาบแรกแย้ม ดวงตาของเธอสดใสและเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ราวกับว่าการที่งูได้แบ่งปันน้ำนมในถ้วยเดียวกันนั้น ได้ทิ้งมนตราแห่งชีวิตและความสมบูรณ์พูนสุขเอาไว้ให้เธอ

เด็กน้อยใช้เวลาในแต่ละวันเล่นกับของเล่นทองคำที่เพื่อนตัวจิ๋วมอบให้ ความลับริมกำแพงหินนี้กลายเป็นสวรรค์เล็ก ๆ ที่มีเพียงเด็กหญิงและงูผู้กตัญญูเท่านั้นที่เข้าใจ โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า เงื้อมมือของโศกนาฏกรรมกำลังคืบคลานเข้ามาจากการมองเห็นเพียงด้านเดียวของผู้ใหญ่ในไม่ช้า

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเรื่องเล่าเกี่ยวกับงู 3

บ่ายวันหนึ่งขณะที่แสงแดดทอแสงอ่อนลง เด็กน้อยยังคงนั่งอยู่ที่เดิมพร้อมถ้วยนมใบโปรด งูเพื่อนรักเลื้อยออกมาดื่มกินตามนัดหมาย ทว่าครั้งนี้เด็กน้อยสังเกตเห็นว่าเพื่อนของเธอเลือกดื่มเพียงแต่น้ำนมจนเกลี้ยง แต่กลับทิ้งเศษขนมปังไว้ก้นถ้วยไม่ยอมแตะต้อง

ด้วยความไร้เดียงสาและอยากให้เพื่อนอิ่มท้อง เธอจึงหยิบช้อนคันเล็กขึ้นมา แล้วเคาะเบา ๆ ลงบนหัวของเจ้างูพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุที่แฝงความเอ็นดูว่า “เจ้าตัวจิ๋ว กินเศษขนมปังเข้าไปด้วยสิ อย่ากินแต่เนมอย่างเดียว!”

เสียงเจื้อยแจ้วและเสียง เป๊าะ! ของช้อนกระทบหัวงู ทำให้แม่ที่ยืนล้างจานอยู่ในครัวสงสัยจนต้องเดินมาดูที่หน้าต่าง ทันทีที่ภาพเบื้องหน้าปรากฏสู่สายตา หัวใจของแม่แทบจะหยุดเต้น เธอเห็นลูกสาวตัวน้อยกำลังใช้ช้อนเคาะหัวสัตว์ร้ายที่เธอคิดว่ากำลังจะฉกกัดลูก สัญชาตญาณความกลัวทำให้เธอขาดสติ

แม่รีบคว้าท่อนไม้ฟืนขนาดใหญ่ในครัวแล้ววิ่งถลันออกไปที่ลานบ้าน ท่ามกลางเสียงร้องห้ามของเด็กน้อย แม่หวดท่อนไม้ลงไปสุดแรงที่กลางตัวของงูผู้แสนดีจนมันสิ้นใจคาที โดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอเพิ่งฆ่าไปนั้น คือเพื่อนเพียงตัวเดียวที่คอยดูแลและมอบพลังชีวิตให้กับลูกสาวของเธอ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเรื่องเล่าเกี่ยวกับงู 4

ความเงียบงันที่น่ากลัวเริ่มเข้าปกคลุมลานบ้านแทนที่เสียงหัวเราะ ทันทีที่ร่างของงูผู้กตัญญูถูกฝังลงดิน ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสลดใจก็เกิดขึ้นกับเด็กน้อย ราวกับว่าสายใยแห่งชีวิตถูกตัดขาด ผิวพรรณที่เคยเปล่งปลั่งเริ่มซีดขาว แก้มสีชมพูจางหายไปจนซูบตอบ ร่างกายที่เคยแข็งแรงกลับอ่อนแรงลงจนเดินแทบไม่ไหว

เธอไม่ยอมกินน้ำนมหรือเศษขนมปังในถ้วยอีกเลย ดวงตาที่เคยสดใสหมองหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด แม่พยายามหายาที่ดีที่สุดมาให้ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เด็กน้อยสูญเสียไปนั้นไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยง แต่คือจิตวิญญาณที่เกื้อกูลกัน

ไม่นานนัก ในคืนที่จันทร์มืดมิด เสียงนกแสก (Funeral Bird) ก็เริ่มกรีดร้องขานชื่ออยู่บนหลังคาบ้าน รุ่งเช้าต่อมา นกอกแดง (Redbreast) ก็เริ่มคาบกิ่งไม้เล็ก ๆ และใบไม้แห้งมาวางเรียงกันเป็นวงกลม คล้ายกับพวงมาลัยอาลัยหน้าประตูบ้าน เด็กน้อยที่เคยร่าเริงค่อย ๆ สิ้นใจลงอย่างสงบในอ้อมกอดของแม่ที่ร่ำไห้ด้วยความรู้สึกผิด

ร่างเล็ก ๆ ของเธอถูกวางลงบนเตียงจัดพิธีศพท่ามกลางความโศกเศร้า ทิ้งไว้เพียงบทเรียนราคาแพงว่า ความกลัวที่ขาดการไตร่ตรองมักจะทำลายสิ่งที่เราควรรักษาไว้มากที่สุดเสมอ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเรื่องเล่าเกี่ยวกับงู 5

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความตระหนกที่ขาดสติและการตัดสินสิ่งต่าง ๆ จากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียวสามารถนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่อาจแก้ไขได้ ดังเช่นการที่แม่ตัดสินว่ามิตรภาพของงูคือกายอันตรายโดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ จนทำลายสิ่งที่เป็นพละกำลังและสายใยชีวิตของลูกสาวไปอย่างน่าเศร้า

สะท้อนให้เห็นว่าความหวังดีที่ปนเปไปด้วยความอคติและความกลัวในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจนั้น มักมีอำนาจทำลายล้างรุนแรงกว่าภัยอันตรายที่แท้จริงเสียอีก และเมื่อสิ่งที่มีค่าถูกทำลายไปเพียงเพราะความวู่วาม ปัญญาก็อาจจะมาถึงช้าเกินไปจนเหลือเพียงความสูญเสียที่ทิ้งไว้เป็นบทเรียน

อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องเรื่องเล่าเกี่ยวกับงู (อังกฤษ: Stories about Snakes) นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจากความเชื่อพื้นบ้านเก่าแก่ในแถบยุโรปเกี่ยวกับ “งูเฝ้าบ้าน” (House Snake) ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์หรือผู้ปกปักรักษาครอบครัว พี่น้องกริมม์ได้รวบรวมเรื่องเล่านี้ไว้เพื่อสะท้อนถึงสายใยอันบริสุทธิ์ระหว่างเด็กกับธรรมชาติที่ยังไม่ถูกแปดเปื้อนด้วยอคติหรือความหวาดกลัวแบบผู้ใหญ่

ในเชิงสัญลักษณ์ นิทานเรื่องนี้เป็นการเสียดสีความเขลาของมนุษย์ที่มักใช้มาตรฐานของตนเองไปตัดสินสิ่งอื่น โดยเฉพาะการที่ผู้ใหญ่ใช้ความกลัวเป็นตัวตั้งจนทำลายมิตรภาพที่งดงามเพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูน่าเกรงขาม การสังหารงูในเรื่องจึงเป็นการเสียดสีความใจแคบของสังคมที่มักกำจัดสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ แม้ว่าสิ่งนั้นจะนำมาซึ่งคุณประโยชน์หรือโชคลาภก็ตาม

นอกจากนี้ เรื่องราวยังทำหน้าที่เป็นอุทาหรณ์ที่เจ็บแสบเกี่ยวกับ “ความหวังดีที่ปราศจากสติ” ของผู้ปกครอง การกระทำของแม่ที่อ้างว่าทำเพื่อปกป้องลูกแต่กลับกลายเป็นการตัดสายใยชีวิตของลูกสาว เป็นการจิกกัดพฤติกรรมของมนุษย์ที่มักลงมือทำอะไรลงไปด้วยสัญชาตญาณที่วู่วาม จนสุดท้ายต้องเผชิญกับความสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืนได้เพียงเพราะความหูเบาและใจเร็ว

คติธรรม: “ความหวังดีที่ขาดสติไตร่ตรอง คือยาพิษที่ทำลายสิ่งล้ำค่าได้รุนแรงกว่าศัตรูที่แท้จริง”