ในโลกที่ความหิวโหยเป็นศัตรูตัวฉกาจของความสุข และหยดเหงื่อจากการตรากตรำมักจะแลกมาได้เพียงเศษขนมปังที่แห้งกรัง บางครั้งปาฏิหาริย์ที่พลิกผันชีวิตกลับไม่ได้ซ่อนอยู่ในหีบสมบัติที่ล้ำค่า แต่ซ่อนอยู่ในความเมตตาที่มอบให้แก่เพื่อนร่วมโลกอย่างจริงใจ
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงของขวัญอันวิเศษที่เปลี่ยนวันอันมืดมนของครอบครัวยากไร้ให้กลายเป็นสวรรค์แห่งของหวาน แต่ทว่าความโชคดีนั้นกลับแฝงไปด้วยบทเรียนสำคัญ เมื่อคาถาแห่งความอิ่มหนำถูกใช้อย่างประมาทจนทำให้เมืองทั้งเมืองต้องจมอยู่ใต้ทะเลแห่งความหวานชื่นที่วุ่นวายที่สุดเท่าที่เคยมีมา กับนิทานกริมม์เรื่องโจ๊กหวาน

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องโจ๊กหวาน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านที่ห่างไกลท่ามกลางฤดูหนาวที่ยาวนาน มีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งที่มีดวงตาสดใสและจิตใจที่งดงามยิ่งกว่าใคร เธออาศัยอยู่กับแม่ในกระท่อมหลังเก่าที่แทบจะไม่มีอาหารเหลืออยู่ในตู้เก็บของเลย วันหนึ่งเมื่อความหิวโหยเริ่มกัดกินจนแม่ของเธอเริ่มอ่อนแรง เด็กหญิงตัดสินใจสวมชุดคลุมตัวเก่าเดินเข้าไปในป่าลึกด้วยความหวังว่าจะพบลูกเบอร์รี่หรือผลไม้ป่ามาประทังชีวิต
ขณะที่เธอเดินอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะ เธอได้พบกับหญิงชราลึกลับคนหนึ่งที่มีแววตาเปี่ยมด้วยความเมตตา หญิงชราผู้นี้ล่วงรู้ถึงความทุกข์ยากและความกตัญญูของเด็กหญิง จึงหยิบหม้อดินเผาใบเล็ก ๆ ออกมาจากย่ามแล้วกล่าวว่า “หนูน้อย เจ้าเป็นเด็กดีเหลือเกิน รับหม้อใบนี้ไปสิ แล้วเจ้าจะไม่อิ่มหิวอีกต่อไป”
หญิงชราสอนเคล็ดลับสำคัญว่า เพียงแค่เคาะหม้อเบา ๆ แล้วพูดว่า “ต้มสิ หม้อจ้อย ต้มเข้า” หม้อจะเนรมิตโจ๊กข้าวโอ๊ตแสนหวาน รสชาติกลมกล่อมและอุ่นกำลังดีออกมาจนเต็มหม้อ และเมื่อเจ้าอิ่มแล้วเพียงแค่สั่งว่า “พอแล้ว หม้อจ้อย พอที” มันก็จะหยุดลงทันที
เด็กหญิงคุกเข่าขอบคุณหญิงชราด้วยความตื้นตันใจก่อนจะรีบวิ่งกลับบ้านพร้อมสมบัติชิ้นล้ำค่าที่สุดในชีวิต
เมื่อกลับถึงกระท่อม เด็กหญิงรีบวางหม้อลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่าแล้วร่ายมนตร์ตามที่หญิงชราสอน “ต้มสิ หม้อจ้อย ต้มเข้า!” ทันใดนั้น กลิ่นหอมกรุ่นของนม น้ำผึ้ง และข้าวโอ๊ตก็ลอยฟุ้งไปทั่วบ้าน โจ๊กสีขาวนวลค่อย ๆ ผุดขึ้นมาในหม้อจนเต็มปริ่ม
แม่ของเธอที่นอนซมอยู่บนเตียงถึงกับสะดุ้งตื่นด้วยความประหลาดใจ ทั้งสองคนตักโจ๊กใส่ชามแล้วลิ้มรสชาติที่แสนหวานและอุ่นไปถึงหัวใจ เป็นมื้อที่วิเศษที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยได้กินมา เมื่ออิ่มหนำแล้วเด็กหญิงก็สั่งให้หม้อหยุด และมันก็เชื่อฟังอย่างว่าง่าย

ตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของสองแม่ลูกก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่ต้องออกไปขุดรากไม้กินอีกต่อไป แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวนี้น่าประทับใจยิ่งขึ้นคือ
เด็กหญิงมักจะนำหม้อวิเศษไปวางไว้ที่ลานกลางหมู่บ้านในวันที่ชาวบ้านคนอื่นอดอยาก เธอสั่งให้หม้อต้มโจ๊กแจกจ่ายให้กับเด็ก ๆ และคนชราจนทุกคนในหมู่บ้านเริ่มมีแก้มที่แดงปลั่งและรอยยิ้มกลับมาอีกครั้ง
หม้อดินใบจ้อยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่คลายหิว แต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและการแบ่งปันที่ทำให้หมู่บ้านที่เคยเงียบเหงา กลับมามีชีวิตชีวาด้วยกลิ่นหอมของโจ๊กแสนหวานในทุก ๆ เช้า
วันหนึ่งที่อากาศสดใส เด็กหญิงตัวน้อยได้รับเชิญไปร่วมงานรื่นเริงที่หมู่บ้านใกล้เคียง เธอจึงปล่อยให้แม่เฝ้าบ้านตามลำพัง เมื่อถึงเวลาเที่ยง แม่เริ่มรู้สึกหิวจนท้องร้องส่งเสียงดัง
เธอจึงเดินไปที่หม้อวิเศษแล้วออกคำสั่งอย่างมั่นใจว่า “ต้มสิ หม้อจ้อย ต้มเข้า!” หม้อวิเศษเริ่มทำงานทันที กลิ่นหอมหวานของโจ๊กฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง แม่ตักโจ๊กกินชามแล้วชามเล่าจนอิ่มแปล่และรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
แต่แล้วความโกลาหลก็เริ่มขึ้น เมื่อแม่พยายามจะสั่งให้หม้อหยุด แต่กลับจำคำสั่งที่ถูกต้องไม่ได้! เธอเริ่มลนลานแล้วตะโกนว่า “พอได้แล้วหม้อ! หยุดสิเจ้าหม้อ! ลิกต้มได้แล้ว!” แต่หม้อดินใบจ้อยไม่ยอมรับคำสั่งอื่นใดนอกจากคำสั่งเดิม

โจ๊กแสนหวานเริ่มไหลล้นขอบหม้อลงสู่โต๊ะ ทะลักลงพื้นครัวราวกับน้ำป่าไหลหลาก แม่พยายามจะเอาฝามาปิดแต่แรงดันของโจ๊กก็กระเด็นฝาออกไป โจ๊กไหลผ่านธรณีประตูออกสู่ถนน และเริ่มท่วมบ้านเรือนเพื่อนบ้าน
ผู้คนต่างแตกตื่นวิ่งหนีขึ้นไปบนชั้นสองและหลังคาบ้าน รถลากและเกวียนติดอยู่ในทะเลโจ๊กสีขาวนวลที่ขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนทั้งเมืองกลายเป็นบึงโจ๊กขนาดมหึมาที่ไม่มีใครหยุดมันได้!
โจ๊กยังคงไหลทะลักออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับจะเลี้ยงคนทั้งโลก จนกระทั่งมันไหลไปถึงบ้านหลังสุดท้ายที่ชายขอบเมือง ในจังหวะนั้นเอง เด็กหญิงตัวน้อยก็เดินกลับมาถึงพอดี เธอตกตะลึงเมื่อเห็นสภาพเมืองที่กลายเป็นสีขาวนวลและมีกลิ่นหอมฟุ้งไปหมด
เธอเห็นแม่และชาวบ้านยืนเบียดกันอยู่บนหลังคาบ้านด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เด็กหญิงตั้งสติอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้ร้องไห้หรือวิ่งหนี แต่รีบฝ่าฝูงชนไปจนถึงหน้าบ้านของเธอแล้วเปล่งเสียงสั่งอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “พอแล้ว หม้อจ้อย พอที”
ทันใดนั้นเอง ทะเลโจ๊กที่กำลังกระเพื่อมไหวก็หยุดนิ่งลงราวกับต้องมนตร์ หม้อวิเศษกลับสู่สภาวะสงบเหมือนเดิม แต่ทว่า… ปัญหายังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะถนนทุกสายและบ้านทุกหลังถูกปิดตายด้วยเลเยอร์โจ๊กที่หนาเตอะ ชนิดที่มองไม่เห็นพื้นดิน
ผู้คนไม่มีทางเลือกอื่นในการที่จะกลับเข้าบ้านหรือเดินทางไปไหนมาไหน นอกจากต้องใช้ช้อนถ้วย หรือแม้แต่ใช้มือเปล่าตักกินโจ๊กเหล่านั้นเพื่อ “เปิดทางเดิน” ให้กับตัวเอง
กลายเป็นภาพที่ทั้งขำและประหลาดใจ เมื่อชาวเมืองทุกคนต่างร่วมแรงร่วมใจกัน “กินทางกลับบ้าน” จนอิ่มแปล่ไปหลายวัน และเรื่องราวของทะเลโจ๊กแสนหวานนี้ก็กลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันไปอีกนานแสนนาน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความโชคดีและความสะดวกสบายที่ได้รับมานั้นจำเป็นต้องควบคู่ไปกับสติและความรอบคอบอยู่เสมอ เพราะแม้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และสร้างความสุขที่สุดก็อาจกลายเป็นมหันตภัยที่สร้างความวุ่นวายได้หากตกอยู่ในมือของผู้ที่ขาดความรู้ความเข้าใจหรือประมาทเลินเล่อ
ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าการมีสติสัมปชัญญะในยามเกิดวิกฤตเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์เลวร้ายให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้ และท้ายที่สุดคือการรู้จักแบ่งปันความสุขที่ตนมีให้แก่ผู้อื่นจะช่วยสร้างมิตรภาพและความร่วมมือที่จะทำให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ด้วยดี
อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัย
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องโจ๊กหวาน (อังกฤษ: Sweet Porridge) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากตำนานพื้นบ้านของเยอรมันที่แพร่หลายอย่างมากในแถบยุโรป โดยพี่น้องกริมม์ได้รวบรวมและตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1812 ลำดับที่ 103 KHM ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านในสมัยก่อนที่มักเผชิญกับความทุพภิกขภัยและความอดอยาก โจ๊กหรือข้าวต้มจึงเป็นตัวแทนของอาหารหลักที่แสดงถึงความอิ่มหนำและความมั่นคงในชีวิตที่ชาวชนบทปรารถนา
ในเชิงคติชนวิทยา หม้อวิเศษเป็นสัญลักษณ์ของ “แหล่งอาหารที่ไม่มีวันหมดสิ้น” (Magic Cornucopia) ซึ่งเป็นจินตนาการร่วมของผู้คนในยุคที่อาหารหายาก โดยนิทานเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับตำนานเรือเกลือหรือหม้อวิเศษในวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่มักจะเกิดเหตุการณ์ “ล้น” หรือ “คุมไม่ได้” เพราะผู้ใช้ขาดความรู้หรือลืมคาถาหยุด เพื่อเป็นกุศโลบายเตือนใจเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างมีสติและการเรียนรู้เครื่องมือให้ถ่องแท้ก่อนใช้งาน
นอกจากนี้ การที่ตัวเอกเป็นเด็กหญิงผู้ยากไร้แต่จิตใจดี เป็นการตอกย้ำโครงสร้างนิทานกริมม์ที่มักจะให้รางวัลแก่ผู้ที่มีความกตัญญูและเอื้อเฟื้อ โดยหญิงชราในป่าเปรียบเสมือนตัวแทนของโชคชะตาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาทดสอบจิตใจมนุษย์ ทำให้เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่นิทานตลกขบขันเรื่องโจ๊กท่วมเมือง แต่ยังเป็นเรื่องราวที่ปลูกฝังคุณธรรมเรื่องการแบ่งปันและการมีสติให้แก่เด็ก ๆ มาทุกยุคทุกสมัย
คติธรรม: “เครื่องมือที่วิเศษที่สุดอาจกลายเป็นภัยที่วุ่นวายที่สุดได้ หากผู้ใช้มีเพียงความต้องการแต่ขาดความรู้และสติในการควบคุม”

