ในโลกที่เส้นแบ่งระหว่างความรู้แจ้งเห็นจริงกับความบังเอิญอันน่าเหลือเชื่อนั้นแสนจะบางเบา บางครั้งชีวิตที่แสนธรรมดาก็อาจพลิกผันไปไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เพียงเพราะความกล้าที่จะฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงชาวนาผู้ยากจนที่ตัดสินใจเปลี่ยนโชคชะตาด้วยการสวมรอยเป็น “หมอผู้หยั่งรู้” จนนำไปสู่เหตุการณ์อลวนบนโต๊ะอาหารและการเผชิญหน้ากับเหล่าหัวขโมยที่ทำให้เขาต้องใช้ความแถสดเพื่อเอาตัวรอดจากการทดสอบอันท้าทาย กับนิทานกริมม์เรื่องหมอสารพัดรู้

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องหมอสารพัดรู้
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาผู้ยากจนเข็ญใจคนหนึ่งชื่อว่า “แครบ” (Crabb) ชีวิตของเขาเรียบง่ายและเหนื่อยยาก ทุกวันเขาจะต้องจูงวัวตัวเมียสองตัวที่ผอมโซลากเกวียนบรรทุกฟืนหนักอึ้งเข้าไปขายในเมือง
วันหนึ่งเขาได้นำฟืนไปส่งให้ที่บ้านของหมอผู้ร่ำรวยคนหนึ่ง ขณะที่หมอกำลังนั่งนับเหรียญเงินให้แครบอยู่นั้น แครบก็เหลือบไปเห็นหมอกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่พอดี
ภาพที่เห็นทำให้แครบถึงกับตาค้าง! บนโต๊ะตัวนั้นเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสที่เขาไม่เคยได้ลิ้มลอง หมอกินอยู่อย่างสำราญใจ มีไวน์ชั้นดีและเครื่องเคียงที่หรูหรา
แครบจึงนึกย้อนดูตัวเองที่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำแต่กลับมีกินเพียงน้อยนิด ในหัวของเขาเริ่มมีความคิดแผลง ๆ เกิดขึ้นว่า “โธ่เอ๋ย… ถ้าข้าได้เป็นหมอแบบนี้บ้าง ชีวิตคงจะสบายไม่น้อยเลยนะ”
ด้วยความซื่อ (หรือความกล้าก็ไม่ทราบได้) แครบจึงเอ่ยปากถามหมอออกไปตรง ๆ ว่า “ท่านหมอครับ คนบ้าน ๆ อย่างผมเนี่ย จะพอมีทางเป็นหมอกับเขาได้บ้างไหม?”
หมอเงยหน้าขึ้นมามองแล้วหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบว่า “โอ๊ย! เป็นหมอน่ะเหรอ? ง่ายนิดเดียว ใคร ๆ ก็เป็นได้ทั้งนั้นแหละ”
“จริงเหรอครับ! แล้วผมต้องทำยังไงบ้าง?” แครบถามด้วยความตื่นเต้น หมอจึงแนะนำสูตรลัดให้ 3 ข้อ:
- ไปซื้อหนังสือสอนอ่าน (หนังสือ A B C) เล่มที่มีรูป “พ่อไก่” อยู่ที่หน้าปกมาหนึ่งเล่ม
- ขายวัวและเกวียนทิ้งซะ! แล้วเอาเงินที่ได้ไปซื้อเสื้อผ้าหรู ๆ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่หมอเขาใช้กัน
- ทำป้ายชื่อเขียนตัวโตๆ ว่า “ข้าคือหมอรู้สารพัด” (Doctor Know-all) แล้วเอาไปตอกตะปูติดไว้เหนือประตูบ้านเจ้าเสีย
แครบเชื่อฟังอย่างสนิทใจ! เขาทำตามที่หมอบอกทุกประการ เขายอมสละเครื่องมือทำมาหากินเพียงชิ้นเดียวเพื่อไปแลกกับภาพลักษณ์ของหมอ และเฝ้ารอคอยว่าความรู้ “สารพัด” จะมาหาเขาเมื่อไหร่

หลังจากแครบสวมบทบาทเป็น “หมอรู้สารพัด” ได้ไม่นาน โชคชะตาก็เล่นตลกให้เขากลายเป็นที่รู้จักในฐานะหมอผู้มีวิญญาณหยั่งรู้เสียอย่างนั้น! เรื่องมีอยู่ว่า มีท่านขุนนางผู้มั่งคั่งและทรงอำนาจคนหนึ่งเกิดถูกโจรแสบแอบมาขโมยเงินทองจำนวนมหาศาลไปจากคฤหาสน์ ท่านขุนนางพยายามสืบหาเท่าไหร่ก็หาตัวคนร้ายไม่เจอ
จนกระทั่งมีคนไปบอกท่านลขุนนางว่า “ในหมู่บ้านโน้น มีหมอคนหนึ่งชื่อ ‘หมอรู้สารพัด’ ท่านลองไปหาเขาสิ เขาต้องรู้แน่ ๆ ว่าเงินหายไปไหน!”
ท่านขุนนางไม่รอช้า รีบสั่งให้คนขับรถม้าหรูหราควบตรงไปยังหมู่บ้านของแครบในทันที เมื่อรถม้ามาหยุดที่หน้าบ้าน แครบก็ออกมาต้อนรับ ท่านขุนนางจึงถามด้วยเสียงอันดังว่า “เจ้าคือหมอรู้สารพัดใช่หรือไม่?”
แครบตอบอย่างภูมิใจว่า “ใช่ครับ ผมเอง” ท่านขุนนางจึงบอกจุดประสงค์ว่า “งั้นเจ้าต้องไปกับข้าที่คฤหาสน์ เดี๋ยวนี้! ไปช่วยตามหาเงินที่ถูกขโมยไปให้ข้า”
แครบตอบตกลงทันที แต่เขามีเงื่อนไขหนึ่งข้อที่สำคัญมาก “ได้ครับท่าน… แต่มีข้อแม้ว่า ‘เกรเธ’ เมียรักของผมต้องได้ไปนั่งรถม้าข้างๆ ผมด้วย!” ท่านขุนนางเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงจึงยอมให้ทั้งคู่นั่งรถม้าหรูหราออกเดินทางไปด้วยกัน
เมื่อไปถึงปราสาทอันโอ่อ่าของท่านขุนนาง โต๊ะอาหารขนาดใหญ่ถูกจัดเตรียมไว้รอต้อนรับอย่างสมเกียรติ ท่านขุนนางเชิญแครบให้นั่งลงกินมื้อค่ำ แต่แครบผู้รักเมียก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “เกรเธ เมียผมต้องได้กินด้วยนะครับ”
แล้วทั้งสองก็นั่งลงร่วมโต๊ะ ท่ามกลางสายตาของเหล่าคนรับใช้ที่กำลังยืนสั่นด้วยความระแวง… โดยที่แครบไม่รู้เลยว่า ความปั่นป่วนกำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่โต๊ะอาหารจานแรกนั่นเอง!

เมื่อแครบและเกรเทนั่งลงที่โต๊ะอาหารอันหรูหรา บรรยากาศในห้องโถงนั้นดูเคร่งขรึม ทันใดนั้นคนรับใช้คนแรกก็เดินถือถาดอาหารเลิศรสเข้ามา แครบผู้ไม่เคยเห็นอาหารหรูๆ แบบนี้มาก่อนจึงตื่นเต้นมาก เขาแอบสะกิดไหล่ภรรยาแล้วกระซิบเบา ๆ ว่า “เกรเธ ดูนั่นสิ… นั่นคือคนที่หนึ่ง” (เขาหมายถึงอาหารจานแรกมาเสิร์ฟแล้ว)
แต่คนรับใช้คนนั้นถึงกับหน้าถอดสี! เพราะในความเป็นจริง เขาคือหนึ่งในแก๊งคนรับใช้ที่ร่วมกันขโมยเงินท่านขุนนางไป เขาคิดไปว่าหมอผู้นี้หยั่งรู้ฟ้าดินจนรู้ว่าเขาคือ “หัวขโมยคนที่หนึ่ง” เขาจึงรีบวางจานแล้ววิ่งไปบอกเพื่อน ๆ ในครัวว่า “หมอคนนี้รู้ทุกอย่างเลย เขาชี้หน้าข้าแล้วบอกว่าข้าเป็นคนที่หนึ่ง!”
เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมเมื่อคนรับใช้คนที่สองและสามเดินเข้ามา แครบก็ยังคงกระซิบกับเมียด้วยความตื่นเต้นเหมือนเดิมว่า “เกรเธ นั่นคือคนที่สอง” และ “นั่นคือคนที่สาม” เหล่าหัวขโมยต่างขวัญหนีดีฝ่อกันหมด
จนกระทั่งมาถึงอาหารจานที่สี่ ท่านขุนนางอยากจะลองภูมิหมอรู้สารพัดดูบ้าง จึงสั่งให้คนรับใช้ยกจานที่ “มีฝาปิดมิดชิด” เข้ามา แล้วท้าแครบว่า “ถ้าเจ้าเป็นหมอรู้สารพัดจริง ลองทายซิว่าภายใต้ฝาจานนี้คืออะไร?”
แครบตกใจจนเหงื่อตก เพราะเขาไม่มีญาณทิพย์อะไรเลย เขาจ้องจานใบนั้นอยู่นานจนเผลออุทานออกมาด้วยความท้อแท้ถึงชื่อตัวเองว่า “โธ่… แครบ (Crabb) ผู้น่าสงสารเอ๋ย จบเห่แน่ ๆ”
ท่านขุนนางได้ยินดังนั้นก็ตบโต๊ะดังปังด้วยความทึ่ง! เพราะสิ่งที่อยู่ในจานนั้นคือ “ปู” (Crab) จริงๆ ท่านขุนนางอุทานว่า “นั่นไง! เขารู้จริงๆ ด้วย เขารู้แม้กระทั่งสิ่งที่มองไม่เห็น!”

เหล่าคนรับใช้เห็นท่าไม่ดีจึงพยายามทำสัญญาณบอกให้หมอแครบออกมาคุยกันข้างนอก เมื่อแครบเดินออกมา
พวกเขาทั้ง 4 คนก็คุกเข่าสารภาพผิดทันทีว่า “ท่านหมอ ได้โปรดเถอะ! พวกเราขโมยเงินไปเอง อย่าบอกท่านขุนนางเลยนะ” พวกเขาสัญญาว่าจะคืนเงินทั้งหมดและจะมอบทองคำกองโตให้แครบเป็นรางวัลพิเศษด้วย หากเขายอมช่วยปกปิดความลับนี้ แครบจึงตอบตกลงและแอบไปดูที่ซ่อนเงินในสวนตามที่พวกหัวขโมยบอก
เมื่อแกลับมานั่งที่โต๊ะ เขาแกล้งทำเป็นเปิดหนังสือ A B C เล่มที่มีรูปไก่ แล้วพูดว่า “เอาล่ะ… ข้าจะหาคำตอบจากตำราของข้าว่าทองอยู่ที่ไหน”
ขณะนั้นเอง คนรับใช้คนที่ห้าซึ่งไม่ได้ร่วมขโมยแต่แอบสงสัยในตัวแครบ ได้แอบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในเตาผิง เพื่อคอยฟังว่าหมอจะพูดอะไรอีก
แครบที่กำลังกวาดสายตาหา “รูปไก่” ในหนังสือแต่หาไม่เจอสักที จึงพูดออกมาด้วยความรำคาญใจว่า “ข้ารู้นะว่าแกแอบอยู่ในนั้นน่ะ ออกมาซะดี ๆ อย่าให้ต้องโมโห!”
คนรับใช้ที่ซ่อนอยู่ในเตาผิงนึกว่าหมอเห็นตนเองจริงๆ จึงตกใจร้องเสียงหลงแล้วกระโดดพรวดออกมาจากเตาผิง พร้อมตะโกนว่า “ยอมแล้วครับ! หมอคนนี้รู้ทุกอย่างจริงๆ!”
สุดท้าย หมอแครบนำท่านขุนนางไปที่ซ่อนทองจนได้เงินคืนครบถ้วน เขาได้รับรางวัลจากท่านขุนนางอย่างงามในฐานะผู้หยั่งรู้ และยังได้ทองคำสินบนจากเหล่าหัวขโมยที่กลัวความลับแตกอีกด้วย ชาวนาแครบผู้ยากจนจึงกลายเป็น “หมอรู้สารพัด” ผู้มั่งคั่งและมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแผ่นดินนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ในบางครั้งโชคชะตาและการประสบความสำเร็จอาจไม่ได้มาจากสติปัญญาอันล้ำเลิศเสมอไป แต่กลับเกิดจากจังหวะชีวิตที่ประจวบเหมาะและความบังเอิญที่ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์
ดังเช่นที่ชาวนาแครบใช้ความซื่อและความใจกล้าพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่เหมาะสม จนทำให้คำพูดธรรมดาและการคร่ำครวญถึงตัวเองกลายเป็นคำตอบที่ถูกต้องในสายตาของผู้อื่น นอกจากนี้ยังสอนให้เห็นถึงพลังของ “ความกลัว” ในใจคนผิด เพราะเหล่าหัวขโมยที่คอยระแวงอยู่แล้วมักจะตีความคำพูดรอบข้างให้กลายเป็นความผิดของตนเองจนเผยพิรุธออกมา สุดท้ายแล้วเรื่องราวของหมอรู้สารพัดจึงเป็นบทเรียนเชิงขบขันที่บอกเราว่า บางครั้งการรู้จักฉวยโอกาสและมีความมั่นใจในสถานการณ์ที่คับขัน ก็อาจเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างเหลือเชื่อ
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องหมอสารพัดรู้ (อังกฤษ: Doctor Know-All) มาจากนิทานพื้นบ้านเยอรมันที่ถูกบันทึกโดยสองพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 098 KHM โดยจัดอยู่ในกลุ่มนิทานประเภทตลกขบขัน (Humorous Tales) ที่ล้อเลียนความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์และการหยั่งรู้ฟ้าดิน ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยนั้นเนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่าความรู้อันสูงส่งบางครั้งก็พ่ายแพ้ให้กับโชคชะตาและความซื่อของชาวนา
ในทางคติชนวิทยา เรื่อง “หมอรู้สารพัด” จัดอยู่ในประเภทเรื่องเล่าที่ใช้ความบังเอิญทางภาษา (Wordplay) และสถานการณ์ที่ประจวบเหมาะมาสร้างความตลกขบขัน โดยเฉพาะการใช้ชื่อตัวละครอย่าง “แครบ” (Crabb) ที่ไปพ้องกับอาหารในจานจนเกิดความเข้าใจผิดขนานใหญ่ ซึ่งเป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่พบเห็นได้ในนิทานของหลายวัฒนธรรมทั่วโลกเพื่อสร้างเสียงหัวเราะจากความเปิ่นของตัวเอก
นอกจากนี้นิทานเรื่องนี้ยังทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนโครงสร้างสังคมในอดีตที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้นชาวนาและเหล่านักปราชญ์หรือขุนนาง โดยใช้ตัวละครชาวนาผู้โชคดีเป็นตัวแทนในการเสียดสีว่า บางครั้งความสำเร็จในสังคมก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใบปริญญาหรือความรู้จริงเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับความกล้าที่จะลองเสี่ยงและความเฮงที่มาถูกที่ถูกเวลา
คติธรรม: “โชคชะตามักเข้าข้างผู้ที่กล้าก้าวออกจากความคุ้นเคย และความกลัวในใจมักเผยความลับของคนผิดออกมาเอง”

