ในโลกที่คำสาปและความริษยามักซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ความจริงมักรอเวลาที่จะถูกเปิดเผยผ่านผู้ที่มีหัวใจบริสุทธิ์และกล้าหาญ
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงเรื่องราวของสามพี่น้องผู้มีเครื่องหมายปริศนาติดตัว ที่ต้องเผชิญกับเล่ห์กลแห่งความริษยาจนชีวิตหักเหสู่โลกภายนอก นำไปสู่การผจญภัยเพื่อตามหาของวิเศษล้ำค่าและการพิสูจน์ความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้คำลวงมานานนับปี กับนิทานกริมม์เรื่องนกน้อยทั้งสาม

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องนกน้อยทั้งสาม
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อประมาณหนึ่งพันปีก่อน ในยุคที่เยอรมนียังเต็มไปด้วยกษัตริย์องค์น้อยปกครองเมืองเล็กเมืองน้อย มีพระราชาองค์หนึ่งที่โปรดปรานการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งขณะที่พระองค์ขี่ม้าออกล่าสัตว์พร้อมเหล่าเสนาบดี ผ่านไปแถวภูเขาคอยเทอร์เบิร์ก มีสามสาวพี่น้องกำลังนั่งเฝ้าฝูงวัวอยู่
เมื่อพวกเธอเห็นขบวนเสด็จที่ดูสง่างาม พี่สาวคนโตก็ชี้ไปที่พระราชาแล้วพูดว่า “ถ้าฉันไม่ได้แต่งงานกับชายคนนั้น ฉันจะไม่ยอมแต่งกับใครเลย!”
พี่คนรองเห็นดังนั้นก็ชี้ไปที่เสนาบดีที่ขี่ม้าอยู่ทางขวาของพระราชาแล้วพูดบ้างว่า “ถ้าฉันไม่ได้เขา ฉันก็จะไม่แต่งกับใครเหมือนกัน!“
ส่วนน้องคนเล็กก็หมายตาเสนาบดีอีกคนไว้
พระราชาได้ยินคำพูดเหล่านั้นทั้งหมด! เมื่อกลับถึงปราสาทจึงสั่งให้เรียกตัวสามสาวมาเข้าเฝ้า แม้พวกเธอจะอายจนไม่กล้าบอกว่าพูดอะไรไป แต่พระราชาก็ทรงเมตตาและขอพี่คนโตแต่งงานจริง ๆ ส่วนพี่คนโตและพี่คนรองก็ได้แต่งกับเสนาบดีตามที่หวังไว้
แต่ทว่า… ความสุขกลับกลายเป็นความริษยา พี่สาวสองคนไม่มีลูก ในขณะที่น้องคนเล็ก (ราชินี) กำลังจะมีประสูติกาล เมื่อพระราชาต้องออกไปทำศึกไกลบ้าน
พี่สาวทั้งสองจึงอาสามาดูแลน้องสาว แต่แผนชั่วก็เริ่มขึ้น! เมื่อราชินีประสูติพระโอรสที่มี “ดาวสีแดงสว่างไสว” ติดตัวมา พี่สาวใจยักษ์กลับนำเด็กน้อยไปโยนทิ้งลงแม่น้ำเวเซอร์ ทันใดนั้นนกน้อยตัวหนึ่งก็บินขึ้นมาบนฟ้าแล้วร้องเพลงเตือนถึงความตายและความลับที่ซ่อนอยู่ในดอกลิลลี่ขาว
“เจ้ากำลังมุ่งหน้าสู่ความตาย
จนกว่าพระวจนะของพระเจ้าจะถูกกล่าว
ในดอกลิลลี่สีขาวบานสะพรั่ง
เด็กชายผู้กล้าหาญ นั่นคือหลุมฝังศพของเจ้า”
พี่สาวทั้งสองกลัวแทบตายแต่ก็ยังโกหกพระราชาเมื่อทรงกลับมาว่า “ราชินีคลอดลูกออกมาเป็นหมา!” พระราชาทำได้เพียงถอนหายใจและยอมรับในโชคชะตา โดยหารู้ไม่ว่าพ่อค้าปลาแถวนั้นได้ช่วยชีวิตลูกชายของเขาไว้และนำไปเลี้ยงดูอย่างดี

เวลาผ่านไปหนึ่งปี พระราชาต้องเสด็จไปต่างแดนอีกครั้ง และประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย ราชินีประสูติพระโอรสองค์ที่สองที่มีดาวสีแดงเช่นกัน พี่สาวทั้งสองก็ทำตัวใจร้ายเหมือนเดิม นำทารกไปโยนลงน้ำ
นกน้อยตัวเดิมบินขึ้นมาร้องเพลงอาถรรพ์อีกครั้ง และพวกนางก็ทูลพระราชาหน้าตาเฉยว่า “คราวนี้ราชินีก็คลอดหมาออกมาอีกแล้วเพคะ!” พระราชาแม้จะเสียใจแต่ก็ยังทรงอดทน
จนกระทั่งครั้งที่สาม เมื่อพระราชาไม่อยู่บ้านอีกครั้ง ราชินีประสูติพระธิดาตัวน้อยที่แสนน่ารัก แต่พี่สาวทั้งสองก็ยังไม่หยุดความอำมหิต พวกนางโยนเจ้าหญิงน้อยลงน้ำเหมือนพี่ชายทั้งสองคน
แล้วใส่ร้ายราชินีอย่างเจ็บแสบว่า “คราวนี้คลอดออกมาเป็นแมวเพคะ!” ครั้งนี้พระราชาทรงเหลืออดและกริ้วมาก จึงสั่งให้จับราชินีไปขังคุกมืดนานหลายปีจนพระนางเริ่มเจ็บป่วยและอ่อนแอลง
ในขณะเดียวกัน เด็กทั้งสามที่ถูกพ่อค้าปลาช่วยไว้ได้เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มสาวที่สง่างาม วันหนึ่งพี่ชายคนโตออกไปตกปลากับเด็กคนอื่น แต่ถูกเพื่อนล้อเลียนว่า “เจ้าเด็กเก็บมาเลี้ยง!”
ทำให้เขาเสียใจมากและกลับไปคาดคั้นความจริงจากพ่อค้าปลา เมื่อรู้ความจริงว่าตัวเองถูกเก็บมาจากน้ำ เขาจึงตัดสินใจลาจากบ้านที่เลี้ยงดูมาเพื่อออกไปตามหาพ่อที่แท้จริง
เขาออกเดินทางเนิ่นนานจนไปเจอ “ยายเฒ่าตกปลาริมน้ำ” ยายถามว่าเขาจะไปไหน เขาบอกว่าจะไปตามหาพ่อ ยายเฒ่าจึงอาสาแบกเขาขึ้นหลังข้ามน้ำไปเพื่อส่งทาง
แต่ผ่านไปหนึ่งปีเขาก็ยังหาพ่อไม่พบ พี่ชายคนรองจึงตัดสินใจออกเดินทางตามหาพี่ชาย และสุดท้ายน้องสาวผู้เด็ดเดี่ยวก็ทนรอไม่ไหว ขออนุญาตพ่อค้าปลาออกเดินทางตามหาพี่ชายทั้งสองคนด้วยตัวเอง!

น้องสาวเดินทางมาถึงริมน้ำอันกว้างใหญ่และได้พบกับยายเฒ่าตกปลาคนเดิม เธอทักทายยายด้วยความสุภาพว่า “ขอให้พระเจ้าช่วยให้ยายตกปลาได้เยอะ ๆ นะจ๊ะ” ยายเฒ่าประทับใจในความมีมารยาทจึงยอมแบกเธอข้ามน้ำ พร้อมมอบ “คทาวิเศษ” และคำสั่งสำคัญว่า
“จงเดินไปตามทางนี้ เมื่อเจอหมาดำยักษ์ ให้เดินผ่านไปอย่างเงียบๆ และกล้าหาญ ห้ามหัวเราะหรือหันไปมองมันเด็ดขาด! เมื่อถึงปราสาท ให้วางคทาไว้ที่ธรณีประตู เดินเข้าไปเอานกในกรงและน้ำพุวิเศษแล้วรีบกลับออกมา”
น้องสาวทำตามทุกอย่างอย่างเคร่งครัด เธอเดินผ่านหมาดำที่แยกเขี้ยวขู่ได้อย่างสุขุม จนไปถึงน้ำพุที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นทับอยู่ เธอคว้ากรงนกและตักน้ำพุวิเศษใส่แก้ว
ระหว่างทางกลับเธอพบพี่ชายทั้งสองที่ตามหากันข้ามซีกโลกอยู่พอดี ทั้งสามคนเดินกลับมาถึงจุดที่หมาดำนอนขวางอยู่ น้องสาวใช้คทาวิเศษฟาดเข้าที่หน้าหมาดำแรง ๆ หนึ่งที!
ทันใดนั้น หมาดำที่น่ากลัวก็กลายร่างกลับเป็นเจ้าชายรูปงามผู้ถูกสาป ที่นั่นหญิงชรายังคงยืนอยู่ เธอดีใจมากที่ได้พบพวกเขาอีกครั้ง และอุ้มพวกเขาข้ามน้ำไป จากนั้นหญิงชราก็ร่ำลาและเธอก็จากไป ทั้งสี่คนข้ามน้ำกลับมาหาพ่อค้าปลาพร้อมนกวิเศษที่พวกเขานำไปไว้บนผนังบ้าน

วันหนึ่ง พี่ชายคนรองออกไปล่าสัตว์และเป่าขลุ่ยเล่นอย่างเพลิดเพลิน กษัตริย์ (ผู้เป็นพ่อ) ซึ่งออกมาล่าสัตว์แถวนั้นพอดีได้ยินเสียงเพลงจึงเดินตามมาเจอชายหนุ่มเข้า
กษัตริย์แปลกใจที่เห็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีมาล่าสัตว์ในเขตของพระองค์ จึงถามว่า “เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร?” ชายหนุ่มตอบว่า “ผมเป็นลูกพ่อค้าปลาครับ” กษัตริย์ไม่เชื่อเพราะพ่อค้าปลาไม่น่าจะมีลูกที่ดูสง่างามเช่นนี้ จึงตามชายหนุ่มกลับไปที่บ้าน
ทันทีที่กษัตริย์ก้าวเท้าเข้าบ้านพ่อค้าปลานกในกรงบนผนังก็เริ่มร้องเพลงเสียงดัง แฉความจริงทั้งหมดว่า
“แม่เจ้ายังคงโดดเดี่ยว… อยู่ในคุกน้อยนั่นไง… โอ้ราชาผู้สูงส่ง… เด็กพวกนี้แหละลูกท่านไซร้… สองพี่สาวใจยักษ์อำมหิต… ทำร้ายจิตใจเด็กน้อยให้จมสายน้ำ… ในที่ที่พ่อค้าปลาไปพบเข้า!”
กษัตริย์และทุกคนตกใจสุดขีด! พระองค์รีบพาลูกทั้งสามและนกวิเศษกลับปราสาท สั่งให้เปิดคุกมืดเพื่อพาตัวราชินีออกมา พระนางอยู่ในสภาพผอมแห้งและเจ็บป่วยหนัก น้องสาวจึงรีบนำ “น้ำพุวิเศษ” ให้แม่ดื่ม ทันใดนั้นราชินีก็กลับมาแข็งแรงและสวยสง่าดังเดิม
กษัตริย์สั่งลงโทษเผาสองพี่สาวใจร้ายที่ทำเรื่องเลวทราม ส่วนน้องสาวผู้กล้าหาญก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายที่เธอช่วยชีวิตไว้ ทั้งหมดอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในปราสาทตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตายและเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ไม่มีวันดับ แม้จะถูกบดบังด้วยความริษยาหรือคำลวงที่ร้ายกาจเพียงใด แต่สุดท้ายพลังของความกตัญญูและความกล้าหาญของสายเลือดที่บริสุทธิ์จะนำพาทุกอย่างกลับมาแก้ไขให้ถูกต้องเสมอ
เหมือนดังที่แผนร้ายของพี่สาวทั้งสองไม่อาจเอาชนะโชคชะตาและเสียงเพลงแห่งความจริงของนกวิเศษได้ ซึ่งย้ำเตือนใจเราว่าการกระทำที่ชั่วร้ายอาจหลอกคนได้ชั่วคราวแต่ไม่อาจหลอกฟ้าดินได้ตลอดไป
อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องนกน้อยทั้งสาม (อังกฤษ: The Three Little Birds) มาจากกลุ่มนิทานพื้นบ้านในแถบ Lower Saxony ประเทศเยอรมนี โดยพี่น้องกริมม์ได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวมาจากตระกูล Haxthausen ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญของพวกเขา เนื้อหาดั้งเดิมถูกเล่าเป็นภาษาเยอรมันถิ่น (Low German) ก่อนจะถูกนำมาเรียบเรียงใหม่ลงในหนังสือรวมนิทานกริมม์ในลำดับที่ 096 KHM
โครงเรื่องของนิทานนี้จัดอยู่ในประเภท “The Dancing Water, the Singing Apple, and the Speaking Bird (น้ำพุเริงระบำ แอปเปิลร้องเพลง และนกพูดได้)” ซึ่งเป็นกลุ่มนิทานที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรปและตะวันออกกลาง โดยมีจุดร่วมสำคัญคือเรื่องราวของเด็กที่ถูกใส่ร้ายและต้องออกตามหาของวิเศษเพื่อพิสูจน์ความจริงและช่วยเหลือแม่ที่ถูกจองจำ
นอกจากจะเป็นเรื่องราวของการผจญภัยและการไขปริศนาแล้ว นิทานเรื่องนี้ยังสะท้อนถึงค่านิยมในยุคกลางที่เชื่อเรื่องชะตาลิขิต และการแทรกแซงของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผ่านเสียงของนกวิเศษ เพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจและความริษยาของมนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่สวรรค์กำหนดไว้ได้
คติธรรม: “ความจริงอาจถูกบดบังด้วยหมอกร้ายของคำลวงและความริษยา แต่ท้ายที่สุดแล้วมันจะเปล่งประกายออกมาผ่านเสียงแห่งความดีและความกล้าหาญที่ไม่มีใครปิดกั้นได้ชั่วนิรันดร์”

