ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดทรงพลังไปกว่าสติปัญญาที่มาพร้อมความกตัญญู เพราะไหวพริบเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนชีวิตชาวนาผู้ยากไร้ให้กลายเป็นคนสูงศักดิ์
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงลูกสาวชาวนาผู้ชาญฉลาด ที่แก้ปริศนาสุดหินเพื่อช่วยพ่อและพิสูจน์รักแท้ด้วยการเลือกของล้ำค่าที่สุดเพียงชิ้นเดียวกลับบ้าน กับนิทานกริมม์เรื่องลูกสาวชาวนาผู้เฉลียวฉลาด

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องลูกสาวชาวนาผู้เฉลียวฉลาด
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาผู้ยากไร้คนหนึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวเพียงลำพังในบ้านหลังเล็ก ๆ พวกเขาไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งลูกสาวเสนอให้พ่อลองไปทูลขอที่ดินรกร้างจากพระราชา เมื่อพระราชาทรงทราบถึงความยากจนของพวกเขาจึงทรงประทานที่ดินผืนหนึ่งให้
สองพ่อลูกช่วยกันขุดดินเพื่อเตรียมปลูกข้าวโพด แต่ในขณะที่ขุดอยู่นั้น พวกเขาก็พบกับ “ครกที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์” ฝังอยู่ใต้ดิน พ่ออุทานด้วยความดีใจว่า “พระราชาช่างเมตตาเราเหลือเกิน เราควรนำครกทองคำนี้ไปถวายคืนเพื่อเป็นการขอบคุณ”
แต่ลูกสาวผู้ปราดเปรื่องกลับรีบทัดทานว่า “ท่านพ่อ อย่าได้ทำแบบนั้นเด็ดขาด เพราะถ้าเราถวายแต่ครกโดยไม่มีสากทองคำไปด้วย พระราชาจะต้องทวงถามหาสากจากเราแน่นอน แล้วเราจะไปหาที่ไหนมาให้ท่าน”
ทว่าพ่อกลับไม่เชื่อฟังคำเตือนของลูกสาว เขานำครกทองคำไปเข้าเฝ้าและถวายแด่พระราชา เมื่อพระราชาได้รับครกทองคำทรงพอพระทัยมาก แต่แล้วสิ่งที่ลูกสาวทำนายไว้ก็เป็นจริง พระราชาตรัสถามว่า “เจ้าพบสิ่งอื่นอีกหรือไม่?” เมื่อชาวนาตอบว่าไม่พบ
พระราชาจึงสั่งเสียงแข็งว่า “ถ้าอย่างนั้น จงไปนำสากทองคำมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
ชาวนาพยายามอธิบายว่าไม่มีสาก แต่พระราชาไม่รับฟังและสั่งจับเขาขังคุกจนกว่าจะหาสากมาให้ได้ ในคุกนั้นชาวนาเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญซ้ำ ๆ ว่า “โถ่เอ๋ย… ถ้าข้าเชื่อลูกสาวเสียก็ดี! ถ้าข้าเชื่อลูกสาวเสียก็ดี!”

เสียงคร่ำครวญของชาวนาลอยไปถึงพระกรรณของพระราชา ท่านจึงสั่งให้ทหารไปคุมตัวชาวนามาถามว่า “เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่พูดว่า ‘ถ้าเชื่อลูกสาวก็ดี’ ลูกสาวเจ้าพูดอะไรไว้หรือ?”
ชาวนาจึงเล่าความจริงให้ฟังว่าลูกสาวได้เตือนเรื่องสากทองคำไว้ล่วงหน้าแล้ว พระราชาจึงเกิดความสงสัยและอยากลองดีกับหญิงสาวที่ว่ากันว่าฉลาดนัก จึงสั่งให้เธอมาเข้าเฝ้า
พระราชาตั้งเงื่อนไขในการเข้าเฝ้าที่เป็นปริศนายากจะทำได้ว่า “เจ้าจงมาหาข้าโดยที่ ไม่นุ่งผ้าแต่ไม่เปลือยเปล่า, ไม่ขี่ม้าแต่ไม่เดินดิน, ไม่ใช้ถนนแต่ไม่เดินบนถนน หากเจ้าทำได้ ข้าจะแต่งงานกับเจ้าและตั้งให้เป็นราชินี”
ลูกสาวชาวนารับคำท้าด้วยรอยยิ้ม เธอเริ่มแก้ปริศนาแรกโดยการถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมดแล้วใช้ “ตาข่ายดักปลาผืนใหญ่” มาพันรอบตัว (ทำให้เธอไม่เปลือยแต่ก็ไม่มีเสื้อผ้าชุดใดสวมอยู่)
จากนั้นเธอเช่าลามาตัวหนึ่งและผูกตาข่ายติดกับหางลา ให้ลาลากเธอไปตามทาง (ทำให้เธอไม่ต้องขี่ลาแต่เท้าก็ไม่ได้เดินบนพื้นดิน)
และเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขสุดท้าย เธอให้ลาลากเธอไปตาม “ร่องล้อรถ” (Ruts) บนถนน โดยให้ปลายนิ้วเท้าแตะพื้นดินเพียงเล็กน้อยสลับกับการถูกลาก (ซึ่งนับว่าไม่ได้อยู่บนถนนเต็มตัวและไม่อยู่นอกถนนเสียทีเดียว)
เมื่อเธอมาถึงวังในสภาพเช่นนั้น พระราชาทรงทึ่งในไหวพริบและการแก้ปริศนาที่ไร้ที่ติของเธอมาก ท่านจึงสั่งให้ปล่อยตัวพ่อของเธอออกจากคุกทันที และจัดพิธีอภิเษกสมรสรับเธอเป็นราชินีคู่ใจ พร้อมมอบหมายให้เธอดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของอาณาจักรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เวลาผ่านไปหลายปี ราชินีผู้ชาญฉลาดทรงปกครองบ้านเมืองเคียงคู่พระราชาอย่างสงบสุข จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดคดีความประหลาดขึ้นที่หน้าวัง เมื่อชาวนากลุ่มหนึ่งนำรถม้าและรถวัวมาจอดใกล้กัน รถม้าของชาวนาคนหนึ่งได้ตกลูกออกมาเป็น “ลูกม้า” แต่มันดันวิ่งไปนอนอยู่ตรงกลางระหว่างวัวสองตัวที่ลากรถของชาวนาอีกคนหนึ่ง
ชาวนาเจ้าของวัวขี้โกงอ้างว่า “วัวของข้าเป็นคนให้กำเนิดลูกม้าตัวนี้!” พระราชาผู้ทรงตัดสินคดีอย่างรีบร้อนกลับเห็นดีเห็นงามตามตำแหน่งที่พบสัตว์ จึงตัดสินให้เจ้าของวัวชนะคดีไป ชาวนาเจ้าของม้าผู้โชคร้ายเสียใจมาก จึงแอบไปขอความช่วยเหลือจากราชินีผู้ใจดี
ราชินีทรงแนะกลอุบายลับให้เขา โดยกำชับว่าห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าเธอเป็นคนสอน เช้าวันรุ่งขึ้นในขณะที่พระราชาทรงตรวจแถวทหาร ชาวนาคนนั้นก็ได้นำตาข่ายดักปลาผืนใหญ่มาทำท่า “ทอดแหบนถนนที่แห้งผาก”
เมื่อพระราชาทรงเห็นเข้าก็ทรงพระสรวลและถามว่า “เจ้าคนบ้า เจ้าจะหาปลาบนถนนแห้ง ๆ ได้อย่างไร?” ชาวนาจึงตอบกลับตามที่ราชินีสอนว่า “ถ้าท่านเชื่อว่าวัวออกลูกเป็นม้าได้ การที่ข้าจะหาปลาบนดินแห้งก็ย่อมเป็นไปได้เช่นกันพะยะค่ะ!”
พระราชาทรงกริ้วมากเพราะรู้ทันทีว่าคำพูดคมคายแบบนี้ต้องมาจากมเหสีของตนแน่ ๆ ท่านจึงกลับไปต่อว่าราชินีที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการตัดสิน และสั่งเนรเทศเธอให้กลับไปยังกระท่อมชาวนาในทันที!

ก่อนที่ราชินีจะต้องจากไป พระราชาทรงยอมผ่อนปรนให้เธอหนึ่งข้อ โดยตรัสว่า “เจ้าสามารถเลือกเอา ‘ของที่มีค่าที่สุดและดีที่สุด’ ในวังแห่งนี้ติดตัวกลับบ้านไปได้เพียงชิ้นเดียว” ราชินีทรงตอบรับด้วยรอยยิ้มและขออนุญาตดื่มอำลากับพระราชาเป็นครั้งสุดท้าย
ในงานเลี้ยงอำลา ราชินีแอบผสม “ยานอนหลับอย่างแรง” ลงในไวน์ของพระราชา เมื่อพระราชาเสวยเข้าไปไม่นานก็ทรงหลับปุ๋ยไป
ราชินีจึงสั่งให้คนรับใช้นำผ้าลินินสีขาวมาห่อร่างพระราชาเอาไว้ แล้วอุ้มท่านขึ้นรถม้าขับตรงไปยังกระท่อมชาวนาอันเป็นบ้านเก่าของเธอ
เมื่อพระราชาทรงตื่นขึ้นมาในเช้าวันต่อมาท่ามกลางบรรยากาศที่แปลกตา แทนที่จะเป็นที่นอนทองคำกลับเป็นเตียงไม้เก่า ๆ ท่านทรงตกพระทัยและถามว่า “นี่ข้าอยู่ที่ไหน? ใครบังอาจพาข้ามาที่นี่!”
ราชินีเดินเข้ามาที่ข้างเตียงแล้วทูลด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หม่อมฉันทำตามคำอนุญาตของท่านพะยะค่ะ ท่านบอกให้หม่อมฉันเลือกของที่รักและล้ำค่าที่สุดติดตัวมาเพียงชิ้นเดียว และในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดจะมีค่าสำหรับหม่อมฉันมากไปกว่า ‘ตัวท่าน’ อีกแล้ว หม่อมฉันจึงพาพระองค์มาด้วย”
เมื่อพระราชาได้ยินเช่นนั้น ทรงตื้นตันใจจนน้ำพระเนตรไหลพราก ทรงตระหนักได้ว่าความฉลาดและความรักของเธอนั้นยิ่งใหญ่กว่าทิฐิของพระองค์ ท่านจึงตรัสว่า “เจ้าจะเป็นของข้า และข้าจะเป็นของเจ้าตลอดไป” แล้วทั้งคู่ก็นั่งรถม้ากลับสู่วังด้วยกัน จัดพิธีอภิเษกสมรสอีกครั้ง และครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดเป็นสมบัติล้ำค่าที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้เสมอ ดังเช่นลูกสาวชาวนาที่ใช้ไหวพริบปกป้องพ่อและยกระดับฐานะของตนเองจนกลายเป็นราชินี
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความฉลาดคือความจริงใจและความรักที่มั่นคง เพราะท้ายที่สุดแล้วไหวพริบที่แหลมคมอาจใช้แก้ปริศนาได้เพียงชั่วคราว แต่ความกตัญญูและการรู้จักคุณค่าของสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะใจผู้อื่นและสร้างความสุขที่ยั่งยืนในชีวิตคู่
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องลูกสาวชาวนาผู้เฉลียวฉลาด (อังกฤษ: The Peasant’s Wise Daughter) มีต้นกำเนิดมาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านที่แพร่หลายในแถบยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนี ก่อนที่พี่น้องกริมม์ (Jacob และ Wilhelm Grimm) จะทำการรวบรวมและบันทึกไว้ในหนังสือ Children’s and Household Tales เมื่อปี ค.ศ. 1815 เป็นลำดับที่ 094 KHM ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการเล่าเรื่องที่เน้นการใช้ปฏิภาณไหวพริบของสามัญชนในการรับมือกับผู้มีอำนาจ
เนื้อหาหลักจะวนเวียนอยู่กับการแก้ปริศนาที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เพื่อสื่อให้เห็นว่าพลังของสติปัญญานั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในชนชั้นสูง แต่สามัญชนผู้ยากไร้ก็สามารถใช้ไหวพริบเอาชนะใจผู้มีอำนาจและเปลี่ยนโชคชะตาของตนเองได้
การคงอยู่ของนิทานเรื่องนี้มาอย่างยาวนานเป็นเพราะบทบาทของตัวเอกหญิงที่โดดเด่น เธอไม่ได้เป็นเพียงหญิงสาวที่รอคอยความช่วยเหลือ แต่เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเองและครอบครัวผ่านการวิเคราะห์สถานการณ์ที่แม่นยำ ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นแบบอย่างของนิทานที่ยกย่องความเฉลียวฉลาดของผู้หญิง และความเท่าเทียมในเชิงปัญญาที่อยู่เหนือสถานะทางสังคม
คติธรรม: “สติปัญญาที่เฉลียวฉลาดอาจพาเราไปสู่ความสำเร็จ แต่ความรักที่จริงใจและการรู้จักให้อภัยจะพาเราไปสู่ความสุขที่ยั่งยืน”

