ปกนิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี

นิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี

ในโลกที่ความร่ำรวยมักถูกวัดด้วยมูลค่าของทองคำและการครอบครอง จนบางครั้งมนุษย์เราก็เผลอแบกภาระหนักอึ้งเอาไว้จนลืมความหมายของการเดินตัวเบา

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงชายหนุ่มผู้ใสซื่อที่เลือกจะแลกเปลี่ยนสมบัติล้ำค่าให้เล็กลงเรื่อย ๆ เพียงเพื่อซื้อความสะดวกสบายและความสบายใจ จนกลายเป็นบทพิสูจน์ว่าความโชคดีที่แท้จริงอาจไม่ใช่การได้มา แต่คือการปล่อยไป กับนิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนที่ความซื่อสัตย์ถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุดของมนุษย์ มีชายหนุ่มนามว่าฮันส์ ผู้ใช้เวลาตลอด 7 ปีเต็มในการตรากตรำทำงานรับใช้เจ้านายอย่างขยันขันแข็งและไม่เคยขาดตกบกพร่อง

หลังจากที่ฮันส์ทำงานรับใช้เจ้านายอย่างซื่อสัตย์มานานถึง 7 ปี เขาก็ตัดสินใจว่าถึงเวลาต้องกลับไปหาแม่ เจ้านายผู้อารีจึงเอ่ยชมว่า “เจ้าทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก รางวัลของเจ้าควรจะคู่ควรกับความซื่อสัตย์นั้น” แล้วเขาก็มอบทองคำก้อนใหญ่เท่าหัวมนุษย์ให้แก่ฮันส์! ฮันส์หยิบผ้าเช็ดหน้ามาห่อทองก้อนนั้น พาดบ่าแล้วออกเดินทางด้วยความปลื้มปิติ

แต่เดินไปได้ไม่นาน ฮันส์ก็เริ่มเหงื่อตกเพราะทองนั้นหนักอึ้งเหลือเกิน ทันใดนั้นเขาก็เห็นชายคนหนึ่งขี่ม้าท่าทางร่าเริงผ่านมา ฮันส์รำพึงออกมาดัง ๆ ว่า “อา… การขี่ม้านี่มันช่างวิเศษจริง ๆ นั่งสบายเหมือนนั่งเก้าอี้ ไม่ต้องสะดุดหิน ไม่ต้องเจ็บเท้า แถมไปถึงไหนต่อไหนได้ไวทันตาเห็น!”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี 2

ชายคนขี่ม้าได้ยินเข้าจึงหยุดและถามว่า “อ้าว ฮันส์ แล้วทำไมเจ้าต้องเดินเท้าให้ลำบากล่ะ?”

ฮันส์ตอบว่า “ข้าจำเป็นน่ะสิ เพราะต้องแบกทองก้อนยักษ์นี่กลับบ้าน มันหนักจนข้าตั้งคอตรงไม่ได้เลย” ชายคนนั้นนึกสนุกจึงเสนอว่า

“เอาอย่างนี้ไหม เรามาแลกกัน ข้าจะยกม้าให้เจ้า แล้วเจ้าก็เอาทองนั่นมาให้ข้า” ฮันส์ตอบตกลงทันทีด้วยความดีใจ

“ด้วยความยินดีอย่างยิ่งเลยท่าน! แต่ข้าเตือนไว้ก่อนนะว่าท่านต้องคลานไปกับมันเชียวล่ะ” ชายคนนั้นรับทองไปแล้วช่วยพยุงฮันส์ขึ้นหลังม้า พร้อมบอกเคล็ดลับว่า “ถ้าอยากให้ม้าวิ่งไว ๆ แค่เดาะลิ้นแล้วร้อง ‘จุ๊บ! จุ๊บ!’ ก็พอ”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี 3

หลังจากโดนวัวถีบจนมึนงง คนขายเนื้อคนหนึ่งที่เข็นรถบรรทุกลูกหมูผ่านมาก็ช่วยพยุงฮันส์ขึ้นมา ฮันส์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง คนขายเนื้อเลยบอกว่า “วัวตัวนี้มันแก่เกินแกงแล้วฮันส์เอ๋ย รีดนมไม่ได้หรอก มีไว้ทำเนื้อได้อย่างเดียว แต่เนื้อวัวมันก็เหนียวนะ ไม่เหมือนเนื้อหมูนุ่ม ๆ หรือไส้กรอกรสเลิศหรอก”

ฮันส์ตาลุกวาว “นั่นสิ! เนื้อหมูนี่แหละของโปรดข้า” เขาจึงขอแลกวัวกับลูกหมูทันที และจูงหมูเดินต่ออย่างสบายใจจนไปเจอเด็กชายคนหนึ่งที่อุ้มห่านสีขาวตัวอ้วนท้วนมา

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี 4

ทั้งคู่หยุดคุยกัน ฮันส์อวดถึงความโชคดีของตนที่แลกของได้กำไรมาตลอดทาง แต่เด็กชายกลับทำหน้าเครียดแล้วกระซิบว่า “นี่ฮันส์… เจ้าไปเอาหมูตัวนี้มาจากไหน? ในหมู่บ้านที่ข้าเพิ่งผ่านมา มีคนแจ้งว่าหมูในเล้าโดนขโมยไปนะ ลักษณะเหมือนตัวนี้เป๊ะเลย! ถ้าเจ้าจูงมันเข้าไปในหมู่บ้านหน้า เจ้าโดนจับขังคุกมืดแน่ ๆ”

ฮันส์หน้าซีดเผือด “ตายล่ะ! ช่วยข้าทีเถอะเจ้าหนู เจ้าพอจะรับหมูตัวนี้ไปแล้วแลกกับห่านของเจ้าได้ไหม?” เด็กชายแสร้งทำเป็นลำบากใจ “อืม… ข้าต้องเสี่ยงอันตรายนะเนี่ย แต่เอาเถอะ ข้าไม่อยากเห็นคนดี ๆ อย่างเจ้าต้องติดคุก”

เด็กชายรับหมูไปแล้วรีบวิ่งหายไปทางลัดทันที ส่วนฮันส์ก็อุ้มห่านเดินต่อพลางคิดว่า “โชคดีจริง ๆ! นอกจากจะได้เนื้อห่านย่าง ข้ายังได้ขนนุ่ม ๆ ไปทำหมอนให้แม่ด้วย”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี 5

ในหมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงบ้านแม่ ฮันส์เจอช่างลับมีดคนหนึ่งกำลังทำงานอย่างร่าเริง ช่างลับมีดถามว่าฮันส์ได้ห่านตัวนี้มาจากไหน ฮันส์จึงร่ายยาวถึงประวัติการแลกเปลี่ยนตั้งแต่ “ทองก้อนเท่าหัว” มาจนถึงห่านตัวนี้

ช่างลับมีดหัวเราะแล้วบอกว่า “เจ้านี่มันอัจฉริยะจริง ๆ! แต่ถ้าเจ้าอยากเป็นคนที่โชคดีที่สุด เจ้าต้องมีอาชีพที่ทำให้มีเงินในกระเป๋าตลอดเวลาแบบข้า แค่เจ้ามีหินลับมีด เจ้าก็ไม่ต้องง้อใครแล้ว ข้ามีหินเก่า ๆ อยู่ก้อนหนึ่งพอดี แลกกับห่านของเจ้าเอาไหมล่ะ?”

ฮันส์รีบตกลง “ข้าจะเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก!” เขาแลกห่านกับหินลับมีด (ที่จริงเป็นแค่หินแม่น้ำธรรมดา) และช่างลับมีดยังแถมหินหนัก ๆ อีกก้อนมาให้ด้วย บอกว่าเอาไว้ตอกตะปู ฮันส์แบกหินสองก้อนเดินต่อด้วยความเหนื่อยล้าจนมาถึงบ่อน้ำแห่งหนึ่ง

เขาหิวน้ำมากแต่กลัวหินจะพัง เลยวางหินไว้ที่ขอบบ่อน้ำอย่างระมัดระวัง ทว่าตอนที่เขาก้มลงจะดื่มน้ำ มือดันไปปัดโดนหินทั้งสองก้อนร่วงหล่นลงไปในบ่อน้ำลึกหายลับไปต่อหน้าต่อตา!

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี 6

ฮันส์มองตามหินที่จมลงไปแล้วแทนที่จะเสียดาย เขากลับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจน้ำตาคลอ “ขอบพระคุณพระเจ้า! ท่านช่างเมตตาข้านักที่ช่วยกำจัดภาระหนักอึ้งชิ้นสุดท้ายออกไปจากชีวิตข้า โดยที่ข้าไม่ต้องรู้สึกผิดเลยสักนิด!”

ฮันส์วิ่งตัวเบาหวิวด้วยหัวใจที่พองโต กลับไปหาแม่ที่บ้านด้วยความรู้สึกว่า “ภายใต้แสงอาทิตย์นี้ ไม่มีใครที่จะโชคดีและมีความสุขไปกว่าข้าอีกแล้ว!”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี 7

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความสุขที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าของทรัพย์สินที่เราครอบครอง แต่อยู่ที่ “มุมมอง” ของเราที่มีต่อสิ่งนั้น ฮันส์อาจจะดูเหมือนคนโง่ในสายตาคนโลกสวยที่มองเห็นแต่มูลค่าของทองคำ แต่สำหรับฮันส์ ทุกครั้งที่เขาแลกเปลี่ยน เขาเลือกที่จะสลัด “ภาระ” เพื่อซื้อ “ความสบายใจ” และเขาก็ทำสำเร็จ เพราะสุดท้ายเขากลับบ้านด้วยหัวใจที่เบาสบาย ไร้กังวล และมีความสุขยิ่งกว่าตอนแบกทองก้อนยักษ์เสียอีก

นอกจากนี้ยังสอนให้เห็นว่า “ความพอใจคือทรัพย์อันประเสริฐ” เพราะต่อให้คนทั้งโลกจะบอกว่าเขาขาดทุน แต่ตราบใดที่ฮันส์รู้สึกว่าเขาได้กำไร เขาก็คือคนที่รวยที่สุดในโลกอยู่ดี

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องฮันส์ผู้โชคดี (อังกฤษ: Han in Luck) นิทานเรื่อง “ฮันส์ผู้โชคดี” จากคอลเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 83 KHM ซึ่งมีความโดดเด่นและแตกต่างจากนิทานเรื่องอื่นในชุดสะสมอย่างมาก เพราะไม่มีเวทมนตร์ ปราสาท หรือเจ้าหญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นการเล่าเรื่องเชิงเสียดสี (Satire) ที่สะท้อนชีวิตสามัญชนและความซื่อบริสุทธิ์ของมนุษย์ที่มองโลกในแง่ดีจนดูเหมือนคนโง่เขลาในสายตาชาวโลก

ต้นกำเนิดของเรื่องนี้มาจากเรื่องเล่ามุขปาฐะในเยอรมนีที่พี่น้องตระกูลกริมม์ได้รับฟังมา โดยนักวิชาการด้านนิทานวิทยามองว่า “ฮันส์” คือตัวแทนของคนประเภท “Merry Fool” หรือคนโง่ผู้ร่าเริง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนค่านิยมของสังคมทุนนิยมที่มักจะยึดติดกับมูลค่าของทรัพย์สินมากกว่าความสงบสุขทางใจ จนทำให้ผู้คนต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเหมือนทองก้อนยักษ์ที่ฮันส์แบกไว้ตอนต้นเรื่อง

ในเชิงปรัชญา นิทานเรื่องนี้ถูกนำไปตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการเดินทางไปสู่ “อิสรภาพที่แท้จริง” (True Freedom) โดยการค่อย ๆ สลัดพันธนาการทางวัตถุออกไปทีละชิ้น พี่น้องกริมม์เก็บบันทึกเรื่องนี้ไว้เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความสุขไม่ได้เกิดจากการสะสม แต่เกิดจากการลดความกังวลและการรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี ซึ่งเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับตรรกะทางเศรษฐกิจแต่กลับให้ผลลัพธ์ที่งดงามในทางจิตวิญญาณ

คติธรรม: “ความสุขไม่ได้อยู่ที่การมีครอบครองมากที่สุด แต่อยู่ที่การแบกภาระให้น้อยที่สุด และพอใจในสิ่งที่มีอยู่”