ในโลกนี้ มีทั้งความงดงามของแสงอาทิตย์ และเงามืดที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผืนป่าโบราณ ซึ่งเป็นที่กำเนิดของตำนานและมนตร์วิเศษที่ผู้คนในอดีตเคยเล่าขานสืบต่อกันมา
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงความรักอันบริสุทธิ์ของคู่รักคู่หนึ่ง ที่ต้องเผชิญหน้ากับอำนาจชั่วร้ายในปราสาทต้องสาป และการเดินทางอันยาวนานเพื่อตามหาความหวังที่จะทำลายมนตร์ดำเหล่านั้น กับนิทานกริมม์เรื่องยอรินดากับยอริงเกิล

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องยอรินดากับยอริงเกิล
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนอันห่างไกล ที่ซึ่งแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงพื้นดินอย่างทั่วถึง มีป่าใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบและเถาวัลย์พันเกี่ยวดูน่าขนลุก ลึกเข้าไปในป่าแห่งนั้น คือที่ตั้งของปราสาทดำมืด ที่ไม่เคยมีใครกล้าเข้าใกล้
ปราสาทนี้เป็นที่อยู่ของแม่มด ผู้มีพลังชั่วร้ายในการแปลงกายและสาปแช่ง หากชายหนุ่มคนใดหลงเดินเข้าใกล้จะถูกนางสาปให้กลายเป็นหินแข็งทื่อ และบรรดาหญิงสาวผู้บริสุทธิ์จะถูกเปลี่ยนให้เป็นนก แล้วขังไว้ในกรงนับร้อยกรง
ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ปลายป่าแห่งนั้น มีคู่รักคู่หนึ่งที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ ทั้งสองรักกันอย่างลึกซึ้งราวกับดวงใจเดียวกัน ฝ่ายหญิงชื่อโยรันดา เป็นหญิงสาวผู้งดงามราวกับดอกไม้ป่า ส่วนฝ่ายชายชื่อโยริงเกล เป็นชายหนุ่มผู้มีจิตใจกล้าหาญ ทั้งสองสาบานว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป
บ่ายวันหนึ่งขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำ โยรันดาและโยริงเกลได้จับมือกันเดินเล่นไปตามทางเดินแคบ ๆ ในป่า ทั้งคู่เพลิดเพลินกับการหยอกล้อและฝันถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึง จนกระทั่งพวกเขาเดินลึกเกินไป…
ทันใดนั้น โยรันดาก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง เธอหยุดเดินและกอดแขนโยริงเกลแน่น พลางกระซิบเสียงสั่นด้วยความกลัว “ที่รัก… ฉันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจ้องมองเราอยู่… ฉันกลัวเหลือเกิน”

โยริงเกลพยายามปลอบคนรัก เขาจับมือโยรันดาแน่น มองเข้าไปในดวงตาของเธอด้วยความรัก แล้วกล่าวหนักแน่น “อย่ากลัวเลยโยรันดา ตราบใดที่เราอยู่ด้วยกัน ไม่มีสิ่งใดจะทำร้ายเราได้”
แต่ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกก็ดังมาจากพุ่มไม้ข้างหน้า มันเป็นเสียงหัวเราะของแม่มดใจร้ายที่กำลังเฝ้ารอเหยื่อ… ทั้งสองก้าวเข้าใกล้ปราสาทต้องสาปเกินกว่าจะถอยหลังได้แล้ว
ขณะที่ความหวาดกลัวเข้ากัดกินจิตใจของทั้งสอง เสียงหัวเราะแหลมก็ดังขึ้นใกล้ ๆ แม่มดปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด นางมีใบหน้าเหี่ยวย่นและดวงตาที่วาวโรจน์เต็มไปด้วยความชั่วร้าย
โยริงเกลยังไม่ทันจะได้ปกป้องคนรัก ทันใดนั้น แม่มดก็ร่ายมนตร์อันทรงพลัง!
ฟุบ!
โยรันดากรีดร้องเสียงแหลมครั้งสุดท้าย ร่างกายของเธอหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว ขนสีเทาอมน้ำตาลปกคลุมไปทั่วตัว และเธอกลายเป็นนกไนติงเกลตัวเล็ก ๆ ในชั่วพริบตา แม่มดเอื้อมมือที่เต็มไปด้วยกระดูกคว้าตัวนกน้อยนั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย
แต่การสาปแช่งยังไม่จบเพียงแค่นั้น! แม่มดหันมามองโยริงเกลด้วยรอยยิ้มอันน่าสยดสยอง แล้วร่ายมนตร์ใส่เขา ร่างกายของโยริงเกลแข็งทื่อในทันที เขารู้สึกเหมือนเท้าถูกยึดติดกับพื้น ไม่อาจเคลื่อนไหวได้แม้แต่นิ้วเดียว เขายืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นอย่างเจ็บปวด มองดูนกไนติงเกลที่เคยเป็นคนรักถูกแม่มดอุ้มหายเข้าไปในประตูเหล็กของปราสาทดำมืด

โจนเกลมองหาโจนดา เธอกลายร่างเป็นนกไนติงเกล และร้องเพลง “จู๊ก จู๊ก จู๊ก” นกฮูกร้อง
เสียงแหลมตาเป็นประกายบินวนรอบตัวเธอสามรอบ และร้องสามครั้งว่า “ทู-ฮู ทู-ฮู ทู-ฮู!”
โจนเกลขยับตัวไม่ได้ เขายืนนิ่งเหมือนก้อนหิน ไม่สามารถร้องไห้ พูด หรือขยับมือเท้าได้เลย
เมื่อแม่มดได้นกน้อยไปขังในกรงแล้ว นางก็หัวเราะเสียงแหลมอย่างบ้าคลั่ง และยกเลิกมนตร์ที่ตรึงโยริงเกลไว้
นางหันมามองโยริงเกลที่ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธและความเศร้า แล้วกล่าวเยาะเย้ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสะใจ “ไปซะ! เจ้าหนุ่มโง่เง่า! จงเดินไปบนโลกใบนี้อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีวันได้เห็นนกไนติงเกลแสนงามของเจ้าอีกแล้ว!”
เมื่อมนตร์สาปคลายลง โยริงเกลก็ทรุดลงคุกเข่า เขาร้องเรียกชื่อโยรันดาซ้ำ ๆ แต่มีเพียงเสียงนกร้องไกล ๆ เท่านั้นที่ตอบกลับมา ด้วยหัวใจที่แตกสลาย เขาต้องเดินทางออกจากป่าแห่งนั้นอย่างเดียวดาย แต่ในความเศร้าอันท่วมท้นนั้น เขาก็ตั้งจิตอธิษฐานและสาบานกับตนเอง
เขาปาดน้ำตาและกำหมัดแน่น พลางพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงอันหนักแน่น “โยรันดา! โยรันดาของฉัน! ข้าจะหาเจ้าให้พบ ไม่ว่าปราสาทนี้จะซ่อนเจ้าไว้ลึกเพียงใดก็ตาม! ข้าจะทำลายมนตร์ชั่วร้ายนี้ให้ได้!”
แม้จะถูกคำเยาะเย้ยและพรากคนรักไป แต่โยริงเกลก็ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขายังคงรักโยรันดาอย่างไม่เสื่อมคลาย เขาเดินทางไปทั่วทุกหนแห่งโดยไร้จุดหมาย มีเพียงความหวังเดียวเท่านั้นที่ขับเคลื่อนเขา คือการหาทางกลับไปยังปราสาทต้องสาปเพื่อช่วยคนรักให้ได้

เขานอนอย่างอดอยากอยู่ข้างกองไฟในป่าหลายคืน ในแต่ละคืนเขาจะหลับไปพร้อมกับภาพของโยรันดาในดวงใจ จนกระทั่งคืนหนึ่ง ภาพในความฝันของเขาก็ชัดเจนและแตกต่างออกไป
โยริงเกลฝันเห็นดอกไม้สีแดงสดใส ดอกหนึ่ง ดอกไม้นั้นเปล่งประกายเจิดจ้า และมีเสียงกระซิบแผ่วเบาบอกเขาว่า นี่คือดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถทำลายมนตร์สาปของแม่มดชั่วร้ายได้ทุกชนิด
เมื่อตื่นขึ้นมาในรุ่งเช้า โยริงเกลก็รู้สึกว่าหัวใจกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เขาเชื่อมั่นในนิมิตนั้น เขาเริ่มออกเดินทางตามหาดอกไม้ในฝันอย่างไม่ย่อท้อ วันแล้ววันเล่าที่เขาเดินผ่านทุ่งหญ้าและลำธาร ปีนป่ายภูเขา และสำรวจถ้ำที่มืดมิด
เขาใช้เวลาถึงเก้าวันเก้าคืน ในการค้นหา ในที่สุด… ในคืนที่เก้า ขณะที่แสงจันทร์ทอประกายบนก้อนหิน โยริงเกลก็พบเข้ากับดอกไม้ที่เขาใฝ่ฝันหา มันคือดอกไม้สีแดงอมชมพูที่งดงามเหนือคำบรรยาย และมีกลีบดอกที่เรืองแสงอย่างอ่อนโยน มันเติบโตอยู่กลางวงแหวนของมอสส์สีเขียวชอุ่ม เขารีบเก็บดอกไม้นั้นไว้ด้วยความระมัดระวังสูงสุด
ด้วยดอกไม้วิเศษอยู่ในมือ โยริงเกลจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปยังป่ามืดที่ซ่อนปราสาทของแม่มดเอาไว้ คราวนี้เมื่อเขาเข้าใกล้เขตปราสาท ความรู้สึกหวาดกลัวก็หายไปจนหมดสิ้น และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ… เขาไม่ถูกตรึงให้กลายเป็นหิน! มนตร์สาปของแม่มดไม่สามารถทำอันตรายเขาได้เลยเมื่อเขามีดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์นี้
เมื่อเขาก้าวเท้าเข้าใกล้ ประตูเหล็กหนักอึ้งของปราสาทที่ปิดตายมานานก็ค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ ต้อนรับผู้มาเยือนที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความหวัง
โยริงเกลเดินเข้าไปในปราสาทอย่างกล้าหาญ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอับของมนตร์ดำ แต่เขามีพลังของดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองไว้ เขาพบทางไปยังห้องโถงกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยกรงนกนับร้อย แขวนเรียงรายอยู่
กลางห้อง คือแม่มดใจร้ายที่กำลังให้อาหารนกตัวหนึ่งด้วยขนมปังเก่า ๆ นางดูแก่ชราและเหี่ยวย่นกว่าที่เขาจำได้ นางเงยหน้าขึ้นมาเห็นโยริงเกลก็ตกใจสุดขีด แม่มดพยายามตะโกนสาปแช่งและยื่นมือที่เต็มไปด้วยกระดูกเพื่อสัมผัสเขา แต่พลังวิเศษที่เคยมีได้มลายหายไปสิ้น นางไม่สามารถทำร้ายโยริงเกลได้เลย
แม่มดรีบคว้ากรงนกไนติงเกลตัวหนึ่ง แล้วพยายามวิ่งหนีไปที่ประตูเล็ก ๆ แต่โยริงเกลรู้ทันทีว่านั่นคือโยรันดาของเขา เขาพุ่งเข้าไปขวางทางไว้ แล้วชูดอกไม้สีแดงสดใสนั้นขึ้น
“มนตร์สะกดของเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว! จงรับรู้ถึงพลังแห่งความรักที่แท้จริง!” โยริงเกลกล่าวเสียงดัง
เขาไม่รอช้า แตะดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ลงบนตัวแม่มด ทันใดนั้น แสงสีขาวสว่างจ้าก็ระเบิดออกมาจากดอกไม้ พลังชั่วร้ายของแม่มดถูกดูดออกไปจนหมดสิ้น ร่างกายของนางทรุดฮวบลง นางกลายเป็นเพียงหญิงชราที่หมดอำนาจไปตลอดกาล
เมื่อจัดการกับแม่มดได้แล้ว โยริงเกลก็รีบนำดอกไม้นั้นมาแตะเบา ๆ ที่กรงนกไนติงเกลตัวน้อย
พรึ่บ!
เกิดประกายแสงอีกครั้ง นกไนติงเกลกลายเป็นหญิงสาวผู้เป็นที่รักของเขา โยรันดากลับคืนสู่ร่างมนุษย์แล้ว! ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ
โยรันดาโผเข้ากอดโยริงเกลแน่นอย่างไม่รอช้า “โยริงเกลของฉัน! ขอบคุณสวรรค์ที่นำคุณกลับมา! เราได้เป็นอิสระแล้ว!”
โยริงเกลใช้ดอกไม้นั้นกับกรงนกที่เหลือ ทุกกรง นกตัวแล้วตัวเล่ากลายร่างกลับเป็นหญิงสาวที่ถูกแม่มดจับมา หลายสิบชีวิตได้รับการปลดปล่อยในที่สุด
คู่รักทั้งสองและบรรดาหญิงสาวที่ได้รับการช่วยชีวิตต่างพากันเดินทางออกจากปราสาทต้องสาปนั้น ทิ้งไว้เพียงแม่มดที่หมดสิ้นพลังและปราสาทที่ดำมืด และไม่มีใครกล้ากลับไปที่นั่นอีกเลย
โยรันดาและโยริงเกลกลับสู่หมู่บ้านของพวกเขา พวกเขาจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ และใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป โดยไม่ลืมเล่าเรื่องราวความกล้าหาญและพลังของความรักที่เอาชนะแม้แต่มนตร์ดำที่ชั่วร้ายที่สุดได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… อำนาจของความรักและความศรัทธาที่แท้จริงนั้นยิ่งใหญ่เหนือกว่ามนตร์ดำที่ชั่วร้ายที่สุดในโลก
แม้ต้องเผชิญกับความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด แต่ตราบใดที่ดวงใจไม่ยอมแพ้และยังคงยึดมั่นในความหวังที่จะได้กลับมาพบกัน ก็ย่อมมีหนทางเปิดออกเสมอ ความมุ่งมั่นของโยริงเกล ที่ไม่ลดละในการตามหาดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความอดทนและความกล้าหาญที่เกิดจากความรัก คืออาวุธเดียวที่สามารถทำลายความมืดมิดและปลดปล่อยทุกชีวิตให้เป็นอิสระได้ในที่สุด
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานโด่งดังจากยุโรปนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องยอรินดากับยอริงเกิล (อังกฤษ: Jorinda and Joringel) จากคอลเลกชันนิทานของพี่น้องกริมม์ (Grimm’s Fairy Tales) โดยอยู่ในลำดับที่ 069 KHM ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรื่องราวนี้เป็นที่รู้จักและได้รับการบันทึกไว้ในกลุ่มเรื่องราวพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมสูง
โครงสร้างของนิทานเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบคลาสสิกของเทพนิยายยุคกลาง โดยมีแกนหลักอยู่ที่การผจญภัยเพื่อช่วยชีวิตผู้เป็นที่รักจากอำนาจชั่วร้าย (Rescue Quest) ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับวัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ (ในที่นี้คือดอกไม้วิเศษ) และการต่อสู้กับพลังแห่งความมืดมิด นิทานนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีในการสำรวจธีมของความรัก ความเสียสละ และชัยชนะของความดีเหนือบาปทั้งปวง
พี่น้องกริมม์ได้รับแรงบันดาลใจในการรวบรวมและเผยแพร่นิทานพื้นบ้าน เพื่อรักษาวัฒนธรรมและภาษาเยอรมันเอาไว้ ท้องเรื่องของนิทานนี้จึงอาจมีรากฐานมาจากเรื่องเล่าปากต่อปากในยุคที่ความเชื่อเกี่ยวกับแม่มดและการใช้เวทมนตร์ยังคงแพร่หลายในแถบชนบทของยุโรป ซึ่งมอบทั้งความบันเทิงและคำเตือนให้ผู้คนระมัดระวังอันตรายที่มองไม่เห็นในโลกภายนอก
คติธรรม: “ความรักและความศรัทธาที่แท้จริง ไม่เพียงแต่จะเปิดประตูที่ถูกปิดตายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นแสงสว่างเดียวที่สามารถทำลายมนตร์ดำที่มืดมิดที่สุดได้ด้วย”

