นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว

กลางคลื่นทะเลใต้ในกาลก่อน ยังมีเงาของเรือสำเภาล่องลอยไปกับโชคชะตา เรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทย ณ แดนใต้ถูกส่งต่อจากปากคนสู่คลื่นลม ว่าครั้งหนึ่งสัตว์สามตัวได้ท้าทายพรมแดนระหว่างชีวิตกับความโลภ เสียงหนึ่งจมลงในทะเล อีกเสียงขึ้นถึงฝั่ง แต่ไร้ลมหายใจ

ผู้เฒ่าผู้แก่ริมชายหาดยังชี้เกาะในทะเล แล้วกล่าวอย่างเงียบงัน “ที่ตรงนั้นคือสิ่งที่พวกมันทิ้งไว้… มิใช่เพียงร่าง หากคือบทเรียนของใจคน” และเรื่องเล่านี้ ยังล่องลอยอยู่เสมอในเกลียวคลื่นและผืนทราย กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว

กาลหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคสมัยที่เมืองสงขลาเป็นเมืองท่าค้าขายสำคัญ มีพ่อค้าจีนผู้หนึ่งนามว่า “เจ้าเฮงลิ้ม” คุมเรือสำเภาล่องจากแผ่นดินใหญ่มาเทียบท่าที่นี่เป็นนิจ สินค้าในเรือเต็มแน่นด้วยลายคราม ผ้าแพร ใบชา และน้ำมันหอม เมื่อค้าขายจนครบถ้วน ก็จักแลกสินค้าท้องถิ่นแล้วกลับสู่เมืองจีนดังเคย

วันหนึ่งในคราขึ้นบกซื้อของที่ย่านตลาดริมทะเล เจ้าเฮงลิ้มได้เห็นหมากับแมวคู่หนึ่งนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ริมเพิงค้า รูปพรรณหน้าตาแปลกตา สีขนขาวสะอาดตัดด้วยลายดำเป็นจุด ชวนให้นึกว่าเป็นสัตว์มงคล

“ดูเถิด แมวกับหมาคู่นี้ ท่วงท่าช่างงามตานัก เป็นเคล็ดดีต่อการเดินทางหรือไม่”

เขากล่าว พลางเอ่ยปากขอซื้อจากเจ้าของ แล้วพาสัตว์ทั้งสองขึ้นสำเภาไปด้วยตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ในชั้นแรก หมากับแมวยังครื้นเครงอยู่กับชีวิตในเรือ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็มิอาจกลั้นความเบื่อหน่ายได้ ยิ่งมองเห็นน้ำทะเลเวิ้งว้าง ยิ่งรำลึกถึงบ้านเมืองสงขลาที่เคยวิ่งเล่นบนหาด

คืนหนึ่ง ภายใต้แสงจันทร์เต็มดวง แมวเอ่ยขึ้นกับหมาด้วยเสียงแผ่ว

“พี่หมาเอ๋ย ข้าอยากกลับบ้านเต็มทีแล้ว จะทนอยู่ในเรือคับแคบนี้ไปไย”

“ตัวข้าเองก็เช่นกัน แต่เรืออยู่กลางทะเล ว่ายไปมิได้แน่แท้ เว้นแต่…”

หมาเงียบไปอึดใจ ก่อนกระซิบต่อ “เว้นเสียแต่…ดวงแก้ววิเศษของพ่อค้า หากใครมีไว้ แม้นลงน้ำก็จักไม่จมน้ำ”

แมวลืมตากว้างทันที ดวงไฟแห่งความโลภก่อแสงในใจ “หากเช่นนั้น เราต้องได้มันมา”

ด้วยรู้ว่าเจ้าของดวงแก้วนั้นหวงนัก มิปล่อยให้ผู้ใดแตะต้อง แมวจึงครุ่นคิดอุบายอยู่ทั้งคืน จนในที่สุดก็เอ่ยกับหนูตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ใต้ท้องเรือ

“เจ้าหนู เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ามีใจเมตตาแก่สัตว์ตัวเล็ก หากเจ้าช่วยข้าสักอย่างหนึ่ง ข้าจะปล่อยให้เจ้าหนีขึ้นฝั่ง ไม่จับกิน”

หนูตัวน้อยสะดุ้งเฮือก มองหน้าแมวด้วยแววตาไม่ไว้ใจ

“จะให้ข้าทำอันใด?”

“ข้ารู้ว่าเจ้าแวะเวียนไปยังห้องพ่อค้าเสมอ จงลักดวงแก้ววิเศษมาให้ข้า คืนนี้ เมื่อถึงสงขลา”

หนูพยักหน้าช้า ๆ กลืนน้ำลายด้วยความกลัว และเมื่อเรือเทียบท่าที่หน้าเมืองสงขลาในรุ่งสางวันถัดมา หนูก็ลอบเข้าไปยังหีบลับในห้องพ่อค้า แล้วกัดเชือกเบา ๆ เปิดฝาได้สำเร็จ ก่อนจะคาบดวงแก้ววาววับไว้ในปากแล้ววิ่งปราดออกมาจากเรือ

หมา แมว และหนู ต่างพากันว่ายน้ำมุ่งหน้าสู่ฝั่ง ทะเลในยามเช้าสะท้อนแสงอ่อน ๆ คลื่นพลิ้วเพียงเบา สัตว์ทั้งสามพากันเร่งฝีเท้าโดยมีเป้าหมายเดียวคือ “กลับบ้าน”

ทว่าขณะที่หนูว่ายนำหน้า กลับเกิดความคิดในใจ “ดวงแก้วนี้มีอำนาจวิเศษ หากถึงฝั่ง ข้าจะต้องถูกแย่งไปแน่ ข้าจะไปคนเดียว และครอบครองสิ่งนี้ไว้เพียงผู้เดียว”

แมวว่ายตามหลัง พอเห็นหนูเบี่ยงตัวผิดวิสัยก็นึกได้ทันที

“เจ้าหนูคิดคด! จะหนีไปเอาแก้วไว้คนเดียวรึ!”

แมวเร่งว่ายตรงเข้าหาหนู ส่วนหนูพอเห็นแมวไล่มา ก็รีบว่ายหนีอย่างสุดแรงจนเผลอกลืนน้ำทะเล

ดวงแก้วในปากหนูกระแทกกับฟันแล้วร่วงหล่นลงจากปาก สะท้อนแสงระยับก่อนจะจมหายสู่ก้นสมุทรอย่างไร้ร่องรอย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว 2

ดวงแก้ววิเศษที่หล่นจากปากหนู มิใช่เพียงอัญมณีธรรมดา หากแต่เป็นของเก่าแก่ที่สืบทอดมาหลายร้อยปี ว่ากันว่าเป็น “แก้วเตโช” ที่เทวดาเคยอธิษฐานสร้างไว้ เพื่อคุ้มครองผู้ครอบครองจากเพลิงหรือทะเล

ใครได้ไว้ติดตัว จะไม่จมน้ำ ไม่มอดไฟ และจะมีโชคลาภติดตามไปชั่วชีวิต แต่ต้องได้มาด้วยใจซื่อสัตย์และความภักดี

หาไม่… ดวงแก้วนั้นจะพลิกตนกลับกลืนเจ้าของเข้าสู่หายนะ

ครั้นมันหล่นจากปากหนู แสงในน้ำก็วูบวาบราวมีบางสิ่งเคลื่อนไหวใต้ทะเล คลื่นสงบเมื่อครู่พลันเริ่มหมุนวนเล็กน้อย เสียงของน้ำเริ่มแปลกไป…คล้ายจะฟ่อ ฟู่ ราวอสรพิษกำลังตื่น

หนูที่ว่ายน้ำอยู่นั้นรู้สึกเหมือนมีอะไรดึงที่ขา มองไปก็ไม่เห็นใดนอกจากเงามืดด้านล่าง มันหอบหายใจด้วยความกลัวสุดขีด พยายามว่ายต่อ แต่ก็พลันหมดแรงและถูกกระแสน้ำดึงวนกลับไปตรงจุดที่ดวงแก้วตกลง

แมวเองก็ว่ายตามมาใกล้แล้ว เห็นหนูจมหายต่อหน้าต่อตา แมวร้องเสียงหลง “เจ้าหนู! อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว!”

แต่แล้วจู่ ๆ กระแสน้ำก็แปรปรวน หอบเอาแมวพลิกตัวไปอย่างไร้ทิศ ลมหายใจสุดท้ายของแมวขาดสะบั้นกลางคลื่น เมื่อทั้งแรงกายและแรงใจสิ้นสุดลงพร้อมความโลภ

ขณะนั้นเอง หมาก็ยังคงพยายามว่ายน้ำฝ่ากระแสน้ำ แม้แรงจะโรยริน แม้สองตาจะเห็นเพื่อนร่วมทางทั้งสองจมหายต่อหน้า

แต่อย่างไรเสียมันก็ไม่อาจหยุดว่าย มันไม่มีแก้ววิเศษ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีความโลภ มันมีเพียงความตั้งใจจะกลับบ้าน และสัญญาเงียบ ๆ ที่เคยให้กับตัวเอง

“ไม่ว่าใครจะหายไป ข้าจะกลับให้ถึงฝั่ง…”

ในที่สุดหมาก็ตะเกียกตะกายขึ้นถึงชายหาด หน้าเมืองสงขลา แต่ร่างอันเหนื่อยล้าจากทะเล ไม่อาจฝืนต่อลมหายใจสุดท้ายได้

มันนอนแน่นิ่งอยู่ที่เชิงเขาลูกหนึ่ง ดวงตายังมองไปทางทะเล ทิ้งร่างไว้ให้กลายเป็นก้อนหินใหญ่ ที่ต่อมากลายเป็นภูเขาเตี้ยริมอ่าว ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “เขาตังกวน”

ส่วนที่กลางทะเล จุดที่ดวงแก้วหล่นลง กลายเป็นน้ำวนชั่วครู่ ก่อนจะสงบนิ่ง ผืนน้ำนั้นจางลงจนเห็นทรายด้านล่าง

และเมื่อกาลเวลาผ่านพ้น ทรายที่อยู่ใต้ดวงแก้วก็ส่องแสงระยิบ จนกลายเป็นหาดทรายขาวละเอียดดั่งแก้วบด สถานที่นั้นจึงถูกเรียกว่า “หาดทรายแก้ว”

ส่วนร่างของหนูและแมว ซึ่งจมอยู่คนละด้าน กลับโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาเป็นก้อนหินสองก้อนใหญ่ ตั้งตระหง่านคล้ายเฝ้ามองฝั่งสงขลาอยู่ห่าง ๆ ชาวเรือจึงตั้งชื่อว่าเกาะหนู และ เกาะแมว

และเสียงกระซิบของทะเลในบางวัน ก็ยังมีผู้เฒ่าได้ยิน… เสียงของแมวผู้ร้องหาแก้ว เสียงของหนูผู้โลภจนลืมมิตร และเสียงหอบสุดท้ายของหมาผู้ซื่อสัตย์ที่ไม่เคยกลับมาอีกเลย…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความโลภที่อำพรางในรูปของความอยากได้ “เพื่อตัวเอง” มักจบลงด้วยการเสียทุกสิ่ง แม้แต่ชีวิต ส่วนความซื่อสัตย์ แม้ไร้สิ่งวิเศษคุ้มครอง ก็อาจพาเรากลับถึงฝั่งแม้เพียงลมหายใจสุดท้ายก็ตาม

ความโลภของหนูและแมว ไม่ได้เพียงทำให้พวกมันสูญเสียดวงแก้ววิเศษ หากยังทำให้ชีวิตต้องจบลงกลางทะเล เพราะต่างคิดเอาแต่ได้ ไม่คิดแบ่งปันหรือซื่อสัตย์ต่อกัน

ตรงข้ามกับหมา แม้ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่ได้แก้ววิเศษ แต่กลับมีใจมั่นคง ซื่อตรงต่อเป้าหมาย สุดท้ายก็พาร่างถึงฝั่ง แม้จะขาดใจในที่สุด แต่ก็ยังถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ด้วยความบริสุทธิ์

เรื่องนี้จึงฝากไว้ว่า คนที่ยอมเสียเปรียบบ้าง อาจไม่ได้ชนะทุกอย่าง… แต่ก็ไม่พ่ายแพ้ต่อตัวเอง

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องตำนานเกาะหนูเกาะแมว นิทานพื้นบ้านเรื่องนี้มีต้นกำเนิดจากคนในท้องถิ่นเมืองสงขลาในการอธิบายลักษณะภูมิประเทศที่โดดเด่นของบ้านเมืองตนเอง โดยเฉพาะภูเขาและเกาะกลางทะเล ซึ่งเป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อยืนอยู่ที่ชายหาดหน้าเมือง

บริเวณอ่าวสงขลามีลักษณะภูมิประเทศที่มีเกาะขนาดเล็ก 2 เกาะ ตั้งอยู่ใกล้ฝั่ง ได้แก่ “เกาะหนู” และ “เกาะแมว” อยู่ไม่ห่างจาก “เขาตังกวน” ซึ่งเป็นภูเขาเตี้ยริมทะเล และทางด้านเหนือของอ่าว ยังมี “หาดทรายแก้ว” ที่มีชื่อเรียกโดดเด่นในหมู่หาดทรายอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีรูปลักษณ์เฉพาะและอยู่ใกล้กันจนดูราวกับเกี่ยวพันกันด้วยสายใยเดียวกัน

เพื่ออธิบายรูปลักษณ์เหล่านั้น บรรพชนจึงแต่ง นิทานเชิงสัญลักษณ์ โดยใช้สัตว์ที่คนคุ้นเคยหมา แมว หนูและเสริมความลี้ลับด้วย “ดวงแก้ววิเศษ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพลังและความปรารถนา แล้วผูกเรื่องเข้ากับเหตุแห่งการเกิดของแต่ละสถานที่

เรื่องนี้จึงเป็นมากกว่าแค่นิทานสอนใจ แต่เป็นวิธีของคนในอดีตในการ “เล่าเรื่องผ่านภูมิทัศน์” และสร้างความผูกพันระหว่างคนกับแผ่นดิน ตำนานนี้จึงยังถูกถ่ายทอดต่อเรื่อยมา ผ่านคำบอกเล่า ป้ายอธิบายตามจุดชมวิว รวมถึงกิจกรรมเรียนรู้ในท้องถิ่น

“เกาะหนู” กับ “เกาะแมว” กลายเป็นหมุดหมายของนักเดินเรือ
“เขาตังกวน” กลายเป็นจุดชมวิวที่ผู้คนขึ้นไปกราบพระเจดีย์
“หาดทรายแก้ว” ยังคงมีเม็ดทรายขาวละเอียดประหนึ่งผงแก้ววิเศษ

ตำนานนิทานเกาะหนูเกาะแมวจึงไม่เพียงสื่อถึงผลของความโลภและความซื่อสัตย์เท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนในอดีตใช้จินตนาการผูกโยงธรรมชาติเข้ากับคุณธรรม และให้เรื่องเล่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน

“ความโลภมักทำให้จมก่อนถึงฝั่ง ส่วนความซื่อสัตย์ อาจพาเราไปไม่สุดทาง…แต่ก็ไม่หลงทาง”