กลางขุนเขาแห่งภูหอ ในดินแดนที่เสียงช้างยังสะท้อนอยู่ในผืนป่า มีเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทยเรื่องหนึ่งแทรกอยู่ในลมหายใจของแผ่นดิน เป็นตำนานที่ผู้เฒ่าเฝ้าถ่ายทอด โดยไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันว่าจริงหรือเท็จ
เรื่องของหญิงสาวผู้ถือกำเนิดอย่างไร้เงาชายในสายเลือด เส้นผมของนางหอมราวบุปผาชาติ แต่ชะตากรรมของนาง… กลับกรุ่นกลิ่นของความลับ ความสูญเสีย และพันธะที่ไม่มีใครอธิบายได้ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องนางผมหอม

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องนางผมหอม
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้ภูผาสูงใหญ่ซึ่งชาวบ้านขนานนามว่า ภูหอ อันตั้งตระหง่านอยู่ในเขตแคว้นอีสาน หญิงสาวผู้หนึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น มีรูปโฉมงดงาม ผิวพรรณผุดผ่องดั่งงาช้าง มีนามเรียกขานกันว่า “แม่คำ”
วันหนึ่ง แม่คำกับหมู่เพื่อนได้พากันเข้าป่าไปหาเห็ดหาของป่า ครั้นย่ำเข้าไปลึก ป่าก็เงียบสงัดแลน่าครั่นคร้าม ด้วยเสียงลมพัดหวีดหวิว ผ่านหญ้าคาและต้นไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์ ยิ่งไปก็ยิ่งลึก จนในที่สุด แม่คำเกิดหลงทางจากหมู่เพื่อน
นางเดินไปตามเส้นทางที่คาดว่าจักออกได้ แต่กลับยิ่งหลงลึกเข้าไปในดงดิบ พอเหนื่อยล้า นางหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ ครั้นแลเห็นรอยเท้าสัตว์ใหญ่อยู่ไม่ไกล ในรอยเท้านั้นมีน้ำใสเย็นเจิ่งนอง ด้วยกระหายจัด นางจึงนั่งลงดื่มน้ำจากรอยเท้านั้น
หารู้ไม่ว่านั่นคือรอยเท้าของพญาช้าง…
เมื่อฟ้าร่ำไร แม่คำจึงกลับออกจากป่า หาทางจนได้พบหมู่เพื่อนที่ตามหาอยู่ ครั้นนางกลับถึงบ้านแล้วไม่นาน ก็เกิดอาการอ่อนเพลีย อาเจียนและเบื่ออาหาร
ไม่นานหลังจากนั้น นางก็รู้ว่าตนตั้งครรภ์
หลายเดือนผ่านไป แม่คำให้กำเนิดบุตรหญิงคนหนึ่ง นางมีเรือนผมยาวสลวย แลส่งกลิ่นหอมประหลาดลอยฟุ้งไม่จางคล้ายกลิ่นบุปผชาติในยามรุ่งสาง ด้วยเหตุนี้จึงตั้งนามว่า “นางผมหอม”
ปีถัดมา แม่คำได้เข้าป่าอีกครั้งกับหมู่เพื่อน ครานี้นางได้หลงป่าอีกคำรบหนึ่ง แล้วไปดื่มน้ำจากรอยเท้าสัตว์ใหญ่อีกชนิดหนึ่ง ครานั้นคือวัวป่าตัวมหึมา ครั้นกลับถึงบ้านได้ไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์อีกคำรบ
ลูกคนที่สองนั้นก็เป็นหญิง มีรูปลักษณ์งดงามแต่มิได้กลิ่นหอมเฉกเช่นพี่สาว นางตั้งชื่อลูกคนนี้ว่า “นางลุน”
ทั้งนางผมหอมแลนางลุนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พี่น้องรักใคร่กันดังปลายข้าวปลายจวัก หากแต่ในหมู่บ้านกลับมิได้สงบสุขนัก เพราะเด็กทั้งสองต้องเผชิญกับคำล้อเลียนจากหมู่เด็กบ้านเดียวกัน “นางสองนาง ลูกผู้ใดกันแล หรือจักเป็นลูกไม้ไร้ต้น”
“บ่ฮู้พ่อเป็นไผ ลูกบ่มีพ่อ”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยถากถางเจือด้วยความอยากรู้และใจอำมหิตของเด็กบ้านป่าดังเข้าหูแม่คำทุกคราว นางเจ็บใจและทุกข์ใจอยู่เนือง ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งจึงตัดสินใจบอกความจริงแก่บุตรทั้งสอง
“แม่… เห็นว่า ถึงคราวที่เจ้าทั้งสองจักต้องรู้ความจริง”
“แม่มิได้เคยสมสู่กับชายใดเลย แต่โชคชะตาก็พาให้แม่พบสิ่งอัศจรรย์ในป่าใหญ่…”
นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกฟัง นางผมหอมนิ่งอึ้งในที แต่นัยน์ตากลับส่องประกายแห่งความสงสัยล้ำลึก “หากเช่นนั้น ใครเล่าเป็นพ่อข้าแท้จริง…”
คืนนั้น นางผมหอมนั่งใต้แสงจันทร์กลางลานบ้าน เหม่อมองไปยังฟากฟ้าอันเวิ้งว้าง นางพนมมือขึ้นต่อเบื้องฟ้า
“โอ้ฟ้าดิน เทวาธิราชทั้งปวง หากข้ามีบิดาเป็นพญาช้างจริง ขอจงบันดาลให้ข้าได้เห็นท่านในความฝันเถิด”
เมื่อดวงตาเริ่มปิดลง ท่วงทำนองแห่งความฝันก็นำพาจิตใจนางเข้าสู่ห้วงลึกแห่งป่าใหญ่ เสียงช้างร้องกึกก้องสะท้าน เห็นเงาร่างใหญ่โตสูงล้ำเหนือยอดไม้ยืนอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาของพญาช้างจับจ้องมายังนาง สื่อสารด้วยดวงจิต
“บุตรของข้า… จงมาหาข้า ณ ป่าทางตะวันตกของภูหอ ข้าจักรอเจ้าอยู่”
ตื่นขึ้นมาในยามรุ่ง นางผมหอมรู้ว่ามิใช่เพียงความฝันธรรมดา นางไปขออนุญาตแม่ออกเดินทางไปยังป่าพร้อมนางลุน
ทั้งสองสาวฝ่าดงพงไพรไปตามเส้นทางที่นางผมหอมเห็นในฝัน ป่ากลางวันมืดมิดราวสนธยา กลิ่นไอของความลี้ลับแผ่ซ่าน พืชพรรณเบียดแน่นจนไม่เห็นฟ้า ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าใหญ่โครมครามดังใกล้เข้ามา
เงาร่างมหึมาเคลื่อนผ่านม่านไม้ พญาช้างรูปงาม งาทั้งสองขาวดั่งหิมะ ดวงเนตรฉายแววขรึมขลัง
พญาช้างทอดสายตามองทั้งสองสตรีสาวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอื้อนเอ่ยเสียงดังกังวาน
“ผู้ใดอ้างว่าเป็นสายโลหิตของเรา จงพิสูจน์ความจริง หากเป็นบุตรแห่งเราจริง จักขึ้นหลังเราได้ หากมิใช่ จักมิอาจแตะต้องกายเราเลยแม้ปลายเล็บ”
นางผมหอมยืนขึ้นอย่างแน่วแน่ แล้วสาวเท้าก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ท่ามกลางความเงียบสงัดของผืนป่า มือเรียวยกขึ้นแตะผิวหนังหยาบของพญาช้าง แล้วเริ่มปีนขึ้นอย่างช้า ๆ ด้วยท่วงท่าประหนึ่งผู้รู้ทาง
เมื่อเท้านางเหยียบบนแผ่นหลังพญาช้างสำเร็จ ป่าใหญ่สะท้านไปด้วยเสียงร้องของเหล่าสัตว์ป่า
“โอ้บุตรแห่งเรา แน่แท้แล้วว่าเจ้าคือสายเลือดแท้ของเรา”
นางลุนเห็นดังนั้นจึงรีบพุ่งเข้ามาหมายปีนขึ้นตามบ้าง แต่กลับถูกแรงบางอย่างผลักไว้ มิอาจแตะเนื้อตัวพญาช้างได้เลย ร่างนางหล่นลงมากระแทกพื้น พญาช้างหันหน้าช้า ๆ แล้วตวัดเท้าใหญ่ยกขึ้นสูง
เสียงร้องสุดท้ายของนางลุนดังก้องไปทั่วผืนป่า แล้วทุกสิ่งก็เงียบงันลง
พื้นดินอาบไปด้วยเลือดอุ่น พญาช้างนิ่งสงบอยู่ชั่วครู่ แววตาไร้ซึ่งความโกรธหรือเมตตา ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเรียบ
“สัจจะต้องมี แลเลือดปลอมไม่อาจปลอมเป็นแท้จริงได้”
นางผมหอมบนหลังพญาช้างนิ่งเงียบ ดวงหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา นางสูญเสียน้องสาวผู้เติบโตเคียงข้างกันมา หากแต่… พญาช้างคือผู้ให้กำเนิด
ความจริงบางอย่างแลกมาด้วยความตาย ทว่าหนทางของนางผมหอมยังอีกยาวไกล…

ภายหลังเหตุการณ์ในป่า พญาช้างได้นำนางผมหอมกลับสู่แดนลึกอันเป็นถิ่นพำนัก ณ ดงชัฏเบื้องหลังก้อนผาใหญ่แห่งหนึ่ง ใกล้กับภูเขาซึ่งผู้คนเรียกขานกันว่าภูหอ ดินแดนนั้นเงียบสงัด สรรพเสียงแห่งมนุษย์มิอาจรบกวน กลิ่นหอมจาง ๆ จากเรือนผมของนางผมหอมลอยฟุ้งไปทั่ว ช้างทั้งปวงที่รับใช้พญาช้างต่างก็หมอบกรานต่อหน้านางด้วยความเคารพ
ภายในหุบเขานั้นเอง พญาช้างได้ใช้ฤทธิ์แห่งเทวฤทธิ์ บันดาลให้ไพร่พลช้างนับร้อยช่วยกันเนรมิต ปราสาทใหญ่กลางป่า เรือนยอดด้วยไม้หอมฉำฉา เสาทองเหลืองชุบ ผนังประดับด้วยงาช้างขาวล้วน หลังคาทองทาทาบแสงอาทิตย์เจิดจ้า
นางผมหอมอยู่ในปราสาทนั้นดุจนางในวังทอง มิมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง แต่ในใจยังแฝงไว้ด้วยความเศร้า เสียงหัวเราะของนางลุนยังดังก้องในความทรงจำ หากแต่โชคชะตาได้เลือกแล้ว และนางก็ยอมรับเช่นนั้น
ยามเย็นวันหนึ่ง นางผมหอมขออนุญาตพญาช้างลงไปเล่นน้ำยังลำธารเบื้องล่างซึ่งไหลผ่านใต้ผาสูง
พญาช้างรับคำด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยน
“จงไปเถิดลูกของเรา ห้วยสายนี้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ เจ้าเล่นได้ตามชอบใจ”
นางผมหอมเดินตามห้วยลงไป ครั้นถึงริมลำธาร นางทอดกายลงเล่นน้ำอย่างรื่นรมย์ ร่างนวลลอยเคล้าเกลียวธาร ใบหน้าเบิกบานเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
ลำธารนั้นต่อมาผู้คนต่างเรียกกันว่าห้วยหอม ด้วยกลิ่นหอมของนางที่ลอยฟุ้งไปทั่วแม้ยามลงสรง ชาวบ้านที่หลงป่าผ่านมาบริเวณนั้นต่างเล่าขานว่าเคยได้กลิ่นหอมประหลาดลอยมากับลม
ถัดจากนั้นอีกไม่นาน พญาช้างทรงมีรับสั่งให้ช้างไพร่พลออกสร้างที่พำนักอื่นเพิ่มเติม ให้ครอบคลุมทั่วดินแดนรอบภูหอ
ถ้ำเอราวัณในเขตเมืองนาวัง ณ บ้านหนองบัว, หนองบัว แห่งตำบลภูหอ, ห้วยหอม แห่งหนองคัน, ผอบ ที่ลอยในแม่น้ำเลยจนถึงเมืองเซไล
ทั้งหมดล้วนเป็นที่ที่นางผมหอมเคยไปเยือน เคยลงสรง หรือมีเรื่องราวผูกพัน ผู้คนจึงยกให้สถานที่เหล่านี้เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ ตกทอดความเชื่อมาชั่วลูกหลาน
ณ ปราสาทกลางภูหอ นางผมหอมใช้ชีวิตในความสงบ ปราศจากผู้ใดรุกราน
หากแต่… กาลเวลาไม่อาจหยุดยั้งสิ่งใดได้แม้แต่ผู้ทรงฤทธิ์อย่างพญาช้างเอง
นางผมหอมมีผอบใบหนึ่ง พญาช้างเป็นผู้มอบให้นางในวันแรกที่รับขึ้นปราสาท
“ผอบนี้หากลอยน้ำได้จักนำทางเจ้าในยามเราจากไป”
คำพูดนั้นเมื่อนางได้ยินครั้งแรก ยังมิอาจเข้าใจความหมาย หากกาลเวลาได้เฉลยทีละน้อย
ไม่นานหลังจากนั้น พญาช้างเริ่มเจ็บออด ๆ แอด ๆ มิอาจย่างเท้าได้คล่อง ดวงตาอ่อนล้า กลิ่นดินเปียกฝนยามเช้าช่างเงียบเหงาเกินกว่าจะทานทน
วันหนึ่งในยามเย็น ฟ้าหม่นเมฆครึ้ม พญาช้างเรียกนางผมหอมเข้ามาใกล้ แล้วเอ่ยคำสุดท้ายด้วยเสียงเครือ
“ลูกเรา… ถึงเวลาที่พ่อจักคืนสู่แผ่นดินแล้ว”
“เมื่อร่างเราสิ้น ช้างไพร่พลจักนำเจ้าส่งยังห้วยหอม ปล่อยผอบนี้ลอยน้ำไป เจ้าไม่ต้องตาม หากถึงที่หมาย ผอบจักหยุดเอง”
คืนนั้น ฟ้าผ่าลั่นสนั่นป่า พญาช้างล้มลง ณ หนองน้ำใหญ่ใต้เชิงเขาภูหอ น้ำตาของช้างไพร่พลไหลปานห่าฝน พื้นดินกลายเป็นโคลนสีดำ
ผู้คนในยุคหลังเรียกสถานที่นั้นว่าหนองน้ำตาช้าง
ตามคำสั่งเสีย นางผมหอมนำผอบวางลงลำน้ำ น้ำพัดพาไปจากห้วยหอม ผ่านแม่น้ำเลย ลอยทวนน้ำสู่เบื้องบน จนถึงเมืองเซไล ปากน้ำห้วยหอมในป่าภูหอ
มีผู้เล่าขานว่า ณ ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง ผอบหยุดนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตรงนั้นเองที่เชื่อกันว่าเป็น ที่สถิตของวิญญาณนางผมหอม
วิญญาณที่แม้บิดาจักมิใช่มนุษย์ แต่ความรักและสายใยกลับแน่นแฟ้นยิ่งกว่าสายเลือดแห่งชนเผ่าใด
เสียงเล่าขานจึงมิสิ้นสุด เสียงสายลมครวญครางในป่ายังแว่วคำของพญาช้าง…
“สัจจะต้องมี แลเลือดแท้ย่อมไม่ปลอมเป็นอื่น”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ชีวิตคนเราย่อมมีคำถามบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในใจ โดยเฉพาะเรื่องชาติกำเนิดและตัวตนที่แท้จริง การตามหาคำตอบอาจนำมาซึ่งความเจ็บปวด ทว่าในความเจ็บปวดนั้นเองก็มีความจริงรออยู่
บางครั้ง ความรักที่แท้จริงอาจมาในรูปแบบที่เราไม่คาดฝัน เช่นเดียวกับพญาช้างผู้ไม่พูดมาก ไม่อ่อนโยน หากแต่พร้อมยอมรับลูกแท้ แม้ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอีกคนไปตลอดกาล ชะตากรรมจึงมิได้เลือกสิ่งใดถูกหรือผิด มีแต่เพียงสิ่งที่เป็นไป ตามแรงของความจริงเท่านั้นเอง
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องนางผมหอม เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไทยอีสานที่เล่าสืบต่อกันมายาวนาน และรวมถึงมีทั้งฉบับล้านนา ฉบับล้านช้างและฉบับไทลื้อ เป็นวรรณกรรมเรื่องหนึ่งที่ได้รับความนิยม โดยมีจุดเริ่มต้นจากความเชื่อในดินแดนรอบ ๆ เขาภูหอ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย เรื่องเล่าถูกถ่ายทอดผ่านปากต่อปาก เชื่อกันว่าเคยเกิดขึ้นจริงในพื้นที่นี้ และบางสถานที่ในเรื่อง เช่น ห้วยหอม ถ้ำเอราวัณ หนองบัว หรือแม้กระทั่งแม่น้ำเลย ต่างก็มีอยู่จริงและยังคงได้รับความเคารพจากผู้คนในท้องถิ่น
ตำนานนี้เกิดจากความผูกพันของผู้คนกับธรรมชาติ โดยเฉพาะช้างซึ่งถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง และยังแฝงแนวคิดเรื่องพลังเหนือธรรมชาติที่สิงสถิตอยู่ในป่า ความศักดิ์สิทธิ์ของรอยเท้าสัตว์ใหญ่ กลายเป็นภาพแทนของความอัศจรรย์และชะตากรรมที่ผูกโยงกับชีวิตมนุษย์
นิทานเรื่องนางผมหอมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของรากวัฒนธรรมท้องถิ่น สะท้อนความเชื่อ ประเพณี และสายใยระหว่างคนกับแผ่นดินอย่างแนบแน่น จนกลายเป็นเรื่องเล่าที่แม้กาลเวลาผ่านไป ก็ยังคงดำรงอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านภูหอเรื่อยมา
“สายเลือดแท้…ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยคำพูด แต่เมื่อถึงเวลาจริง มันจะยืนหยัดเอง แม้ต้องแลกด้วยความสูญเสีย ความจริงก็ยังคงชัดเจนกว่าคำลวงพันครั้ง”