นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง

มีตำนานเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทยถึงผู้ครองเมืองไม่ได้เกิดจากสายเลือดราชวงศ์ หากเกิดจากชะตาที่ไม่มีใครคาดถึง และบางครั้ง ราชินีไม่ได้มาจากเมืองเดียวกัน แต่อาจเดินทางข้ามฟ้า… เพราะโชคชะตาระบุไว้

แต่ต่อให้ฟ้าเปิดทางไว้ให้รักเดินมาได้ไกลเพียงใด หากใจของใครสักคนยังยืนอยู่ที่เดิม แล้วไม่ยอมก้าวไปอีกนิด… บางเรื่องก็อาจกลายเป็นตำนานแทนที่จะเป็นชีวิตจริง กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงอโยธยาไร้กษัตริย์ครองเมือง พระมหากษัตริย์องค์ก่อนสิ้นพระชนม์โดยมิได้มีรัชทายาท บรรดาขุนนางอำมาตย์จึงตกลงกันว่าจะเสี่ยงทายผู้มีบุญญาธิการขึ้นเป็นกษัตริย์ โดยตั้งเรือพระที่นั่งไว้กลางลำน้ำ แล้วปล่อยให้มันล่องไปตามชะตา

เรือพระที่นั่งลอยลัดเลาะตามสายลม ผ่านวัด ผ่านป่า ผ่านตลาด จนกระทั่งลอยมาเกยอยู่กลางทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ณ ที่นั้น มีเด็กเลี้ยงควายกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่น ส่งเสียงหัวเราะกันอย่างสำราญ เด็กคนหนึ่งยืนอยู่กลางวง พวกอื่นล้อมรอบ ดูเหมือนจะเล่นบทบาทอะไรบางอย่าง

“ข้าเป็นกษัตริย์! เจ้าผู้ผิดกฎหมายจงถูกลงโทษ” เด็กคนนั้นตะโกนเสียงกร้าว

อีกคนที่ยืนเป็นจำเลยคุกเข่าแสร้งร้องไห้ “ข้าเปล่า ข้าเปล่า!”

“เพชฌฆาต! นำตัวไปตัดหัวเสีย!”

เสียงหัวเราะดังขึ้น แต่แล้วหนึ่งในเด็กก็ยกไม้ไผ่เสมือนดาบฟาดลงไปอย่างเล่น ๆ ทว่าแทนที่ทุกคนจะหัวเราะต่อ กลับเงียบลงในฉับพลัน

เด็กที่เป็นจำเลยล้มลง คอขาดกระเด็น ร่างแน่นิ่ง เลือดไหลริน

บรรดาอำมาตย์ที่ตามเรือมาเห็นเหตุการณ์ ต่างเบิกตากว้าง ผู้ใหญ่บางคนร้อง “อัศจรรย์!” เด็กผู้นั้นไม่ได้หมายจะฆ่าใครจริง แต่คำสั่งของเขากลับเกิดผลราวฟ้าส่ง

จึงมีรับสั่งจากกลุ่มอำมาตย์ “เด็กนี้มิใช่คนธรรมดา บุญญาธิการยิ่งใหญ่ สมควรครองเมืองอโยธยา”

เด็กเลี้ยงควายซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราว อ้าปากค้าง กำไม้ไผ่แน่นในมือ เขาถูกเชิญขึ้นบัลลังก์ กลายเป็นกษัตริย์โดยไม่ได้เตรียมตัว ราชสำนักตั้งพระนามให้ว่า “พระเจ้าสายน้ำผึ้ง” โดยที่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าชื่อเช่นนั้นจะมีความหมายในภายหน้า

ณ แผ่นดินเมืองจีน พระเจ้ากรุงจีนมีธิดาบุญธรรมผู้หนึ่ง มีกำเนิดแปลกประหลาด มาจากจั่นหมากที่แตกงอกมาเป็นทารกหญิง เมื่อนางเติบโต โหราจารย์ถวายคำพยากรณ์ว่า “นางมิใช่หญิงสามัญ นางคือหญิงแห่งโชคชะตา จะได้เป็นชายาของกษัตริย์เมืองอโยธยา”

พระเจ้ากรุงจีนได้ฟังคำทำนาย ก็โปรดปรานหนัก จึงตั้งพระธิดาในพระนามว่า พระนางสร้อยดอกหมาก

ครั้นถึงวัยอันควร พระเจ้ากรุงจีนจัดทำสาส์นทูลมายังเมืองอโยธยา เพื่อถวายธิดาแด่กษัตริย์แห่งแดนใต้ ให้เป็นอัครมเหสีในฐานะราชไมตรี

เมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งได้รับสาส์น ก็มีความปลื้มพระทัยนัก “ชะรอยฟ้ายังมิได้ทอดทิ้งอโยธยา…ถึงได้ประทานสิ่งล้ำค่าจากแดนไกลมาให้”

จึงโปรดให้จัดกระบวนเรือหลวงใหญ่โต สมเกียรติ ทั้งช้างม้าบรรดาศักดิ์ ขุนนาง ขันที นางกำนัล ล้วนร่วมในการเดินทางครั้งนั้น

ขณะขบวนเรือแล่นล่องถึงปากคลองแห่งหนึ่ง พระองค์ทอดพระเนตรเห็น รวงผึ้งใหญ่ ห้อยอยู่ใต้ช่อฟ้าวัดวัดหนึ่ง เป็นภาพที่ดูน่าอัศจรรย์นัก

พระองค์จึงตั้งจิตอธิษฐาน “หากข้ามีบุญจะได้ครองเมืองโดยชอบ และบ้านเมืองจักร่มเย็น ขอให้น้ำผึ้งจากรวงนั้นหยดลงมายังเรือของเรา”

เรือหันหัวเข้าไปใต้ชายคาวัดเงียบ ๆ ทุกสายตาเงยขึ้นมองรวงผึ้ง
ทันใดนั้น…หยดน้ำผึ้งสีทองอร่ามหยดลงตรงหัวเรือหลวงพอดี

เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลำเรือ ชาววังพากันกล่าวว่า “พระองค์มีบุญแท้ จักนำบ้านเมืองให้ร่มเย็นดุจสายน้ำผึ้ง”

และนับแต่นั้น พระองค์ก็ได้รับการขานพระนามว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้ง อย่างเป็นทางการ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง 2

เมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จถึงแดนเมืองจีน พระเจ้ากรุงจีนทรงยินดีนัก โปรดให้มีงานอภิเษกสมรสใหญ่หลวง สมพระเกียรติทั้งสองฝ่าย พระราชพิธีเป็นไปด้วยความสง่างาม และเต็มไปด้วยไมตรีจิตระหว่างสองแผ่นดิน

พระนางสร้อยดอกหมากมิได้ทรงเอื้อนเอ่ยมากนัก แต่พระเนตรมองพระสวามีด้วยแววเชื่อมั่น “แม้เส้นทางจะยาวไกล…แต่ใจข้าอยู่ตรงนี้แล้ว”

หลังเสร็จพระราชพิธี พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงนำพระมเหสีองค์ใหม่ เสด็จกลับสู่กรุงอโยธยา โดยมีขบวนเรือหลวงเคลื่อนกลับในสายน้ำอย่างสงบงาม

ครั้นถึงฝั่งใกล้เมือง ตรงบริเวณที่ภายหลังจะเป็นวัดพนัญเชิง พระองค์โปรดให้หยุดเรือพระที่นั่ง ณ ที่นั้น และรับสั่งให้พระนางประทับรออยู่ในเรือก่อน ส่วนพระองค์เสด็จเข้าวัง เพื่อจัดเตรียมราชการ ต้อนรับพระมเหสีเข้าสู่วังอย่างสมพระเกียรติ

ทรงตรัสกับขุนนางฝ่ายในว่า “เราต้องเตรียมทุกสิ่งให้พร้อม มิเช่นนั้นจะดูหมิ่นสิ่งที่เรารัก”

ขณะที่พระนางสร้อยดอกหมากประทับอยู่ในเรือ ทรงเฝ้ารอด้วยความหวังว่าจะเห็นพระสวามีเสด็จมารับด้วยองค์เอง แต่รอแล้วรอก็ไม่มีวี่แวว เสียงผู้คนคึกคักบนฝั่งมีมากขึ้น แต่เสียงพระเจ้าสายน้ำผึ้ง…ยังไร้เงา

ข้าราชบริพารที่มาเชิญ พระนางถามเสียงเรียบ “พระองค์เสด็จมาด้วยหรือไม่?”

“เปล่าพะย่ะค่ะ พระองค์ให้หม่อมฉันมาทูลเชิญเสด็จ”

พระนางนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนตรัสว่า “ถ้าเขาไม่เสด็จมารับข้าด้วยพระองค์เอง ก็ไม่ต้องให้ข้าขึ้นไปที่ใดอีกแล้ว”

เมื่อคำนี้ถึงพระกรรณ พระเจ้าสายน้ำผึ้งกลับหัวเราะอย่างขบขัน “โธ่เอ๋ย…นางมาจากเมืองไกล ข้ามน้ำข้ามฟ้ามา หากจะไม่ยอมขึ้นเพียงเพราะข้าไม่ได้มารับ…ก็เชิญอยู่ตรงนั้นเถิด”

คำพูดเล่น ๆ จากใจที่ไม่ทันคิดว่าจะเป็นการหยอก กลายเป็นคำที่กรีดลึกกว่าดาบในอกของอีกคน

พระนางสร้อยดอกหมากฟังแล้ว เงียบอยู่นาน น้ำพระเนตรรินไม่หยุด สุดท้ายทรงกลั้นใจสิ้นพระชนม์ในเรือพระที่นั่งนั้นเอง

ข่าวไปถึงพระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระองค์นิ่งเงียบ ก่อนแปรเงียบเป็นสะเทือนพระทัยอย่างยิ่ง

“ข้ารู้จักบ้านเมือง…แต่ข้ารู้จักใจนางน้อยเกินไป”

พระองค์ทรงพระกรรแสง และรับสั่งให้เชิญพระศพไปยังฝั่ง จัดพระราชทานเพลิงศพที่บริเวณนั้น และโปรดให้สร้างพระอารามขึ้นตรงนั้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักและความสูญเสีย

ทรงพระราชทานนามว่าวัดพระนางเชิง
ซึ่งกาลต่อมา ผู้คนเรียกเพี้ยนจนกลายเป็นวัดพนัญเชิง ดังที่เห็นทุกวันนี้

ไม่ใช่เพียงวัด แต่คือสถานที่หนึ่ง…ที่บางคนเชื่อว่า รอคนที่ไม่เคยมา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานวัดพนัญเชิง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คนเรามักตั้งใจทำสิ่งที่ “ถูก” แต่ลืมนึกถึงสิ่งที่ “ควร”

พระเจ้าสายน้ำผึ้งไม่ได้ลืมพระนางสร้อยดอกหมาก พระองค์แค่คิดว่า รออีกนิดเพื่อเตรียมให้ดีที่สุดก็ไม่เสียหาย แต่ในใจของคนที่รอ… เวลานั้นคือความเงียบที่หนักหนาที่สุด

บางครั้ง การที่เราไม่ยื่นมือออกไป ไม่ใช่เพราะไม่รัก แต่เพราะมั่นใจเกินไปว่า อีกฝ่ายจะ “เข้าใจ” โดยไม่ต้องเอ่ยอะไรเลย และเมื่อเข้าใจ… ก็อาจจะสายเกินกว่าจะย้อนกลับไปได้แล้ว

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

สืบค้นพบในหลักฐานสำคัญคือพงศาวดารเหนือ ซึ่งเป็นเอกสารโบราณที่บันทึกเหตุการณ์ เรื่องเล่า และตำนานต่าง ๆ ในช่วงก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา

แม้เนื้อเรื่องจะมีลักษณะคล้ายตำนานหรือวรรณคดีเลื่อนลอย แต่มีหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งน่าจะมีตัวตนจริง เป็นกษัตริย์ของเมืองโบราณในแถบหนองโสน ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาโดยพระเจ้าอู่ทอง

ตำนานนี้เชื่อมโยงกับสถานที่จริงในปัจจุบันอย่างวัดพนัญเชิงวรวิหาร และวัดมงคลบพิตร ที่ว่ากันว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้ให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระนางสร้อยดอกหมากผู้เป็นที่รัก

พระนางสร้อยดอกหมากเองก็มีต้นกำเนิดจากความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างไทย-จีน เช่น การกำเนิดจาก “จั่นหมาก” สะท้อนความเชื่อเรื่องสัญญาณจากธรรมชาติ และการทำนายโชคชะตาโดยโหราจารย์

ตำนานนี้ยังสะท้อนความสัมพันธ์เชิงราชไมตรีระหว่างกรุงจีนกับเมืองอโยธยา ซึ่งปรากฏในหลายตำนานสมัยต้นอยุธยา และเป็นภาพแทนของการสร้างพันธะระหว่างชนชั้นสูงต่างวัฒนธรรม

ในด้านของวัดพนัญเชิงนั้น คนไทยเชื่อว่า “พนัญ” เพี้ยนมาจากคำว่า “พระนาง” และยังถือเป็นหนึ่งในวัดที่ศักดิ์สิทธิ์และมีผู้เคารพนับถือมากที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วัดพนัญเชิงเป็นวัดสำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนนายก) องค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ได้รับความเคารพศรัทธาอย่างมากจากชาวไทยและชาวจีน

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงนิทานรักเศร้า แต่คือบทบันทึกของเมืองเก่า ความผูกพันระหว่างแผ่นดิน และรอยร้าวเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนความทรงจำของคนทั้งเมืองให้ฝังแน่นตลอดกาล

“ความรักไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบ แค่ต้องการใครสักคนที่ “มารับ” ในเวลาที่ใจรอ.”