นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร

ในวันหนึ่งมีตำนานนิทานพื้นบ้านไทยเล่าขานถึงเด็กชายที่เกิดจากสายเลือดที่ใครก็ไม่เคยเห็นว่าเข้ากันได้ เขาเติบโตบนเกาะที่ไม่มีแผนที่ ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ตรงไหนของทะเล และไม่มีเสียงใดบอกได้ว่าโลกภายนอกกำลังรออะไรอยู่

แต่เมื่อวันหนึ่งเขาเลือกที่จะออกเดินทางจากเกาะนั้น พร้อมไม้เท้าหนึ่งอัน กับม้าแปลกตาตัวหนึ่ง เรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มขึ้น โดยไม่มีใครบอกได้เลยว่า จุดหมายอยู่ไกลแค่ไหน หรือเขาจะกลับมาในฐานะอะไร กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เกาะแก้วพิสดารกลางทะเลอันเวิ้งว้าง มีพระฤๅษีรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่อย่างสงบใต้ร่มไม้ริมเขา และในวันที่ฟ้าหม่นจาง แผ่นน้ำก็ปั่นป่วนขึ้นอย่างผิดวิสัย… นั่นคือวันที่นางเงือกให้กำเนิดบุตรชายกับพระอภัยมณี

เด็กน้อยคนนั้นมีผิวขาวนวล ดวงตาเป็นประกายและแข็งแรงเกินวัย พระฤๅษีอุ้มขึ้นมาในอ้อมแขน ทอดมองอย่างรู้ว่าเด็กผู้นี้ไม่ใช่เด็กธรรมดา

“บุตรแห่งมนุษย์กับเงือก จะเป็นดั่งกระแสน้ำที่หลอมรวมฟ้ากับทะเล”

นางเงือกฝากลูกไว้กับพระฤๅษีก่อนจะจมหายกลับคืนสู่ท้องทะเล พระฤๅษีจึงตั้งชื่อเด็กน้อยว่า “สุดสาคร” ด้วยความหมายว่า เกิดจากคลื่นทะเลอันไกลสุดสายตา

สุดสาครเติบโตท่ามกลางธรรมชาติและคำสั่งสอนของพระฤๅษี มิได้เรียนเพียงคาถาอาคม แต่เรียนรู้ถึงความอดทน ความสุขจากความเรียบง่าย และการฟังเสียงของโลกโดยไม่พูดแทรก

เมื่ออายุได้เพียง ๓ ขวบ แต่กำลังวังชาและสติปัญญากลับเต็มเปี่ยม สุดสาครก็เริ่มถามถึงบิดาผู้จากไป

“พระอภัยมณีผู้เป็นบิดาข้า…อยู่ที่ใดหรือพระอาจารย์”

“อยู่ไกลออกไป ในโลกที่เต็มไปด้วยคน พิษ และปัญญา…หากเจ้าจะไป ข้าจะไม่ห้าม แต่จงอย่าลืมไม้เท้านี้ กับเพื่อนข้าที่ข้าให้”

พระฤๅษียื่นไม้เท้าวิเศษให้ และเป่ามนต์เรียก “ม้านิลมังกร” ออกมาจากท้องทะเล ม้านั้นขนดำมันวาว ดวงตาดั่งอัญมณี และมีพลังเหนือสัตว์ใดในทะเลทั้งสิ้น

สุดสาครปีนขึ้นหลังม้า แล้วโค้งคำนับต่อพระฤๅษี ก่อนออกเดินทางไปตามหาผู้เป็นบิดา

แต่ไม่นานนัก เขาก็หลงเข้าไปยังเกาะแห่งหนึ่งที่มีหมอกคลุมทั้งวัน ทั้งคืน และเสียงลมที่ฟังคล้ายเสียงคนร้องไห้…ที่นั่นคือ “เกาะผีสิง”

ในทันทีที่ย่างเท้าเข้าไป เสียงโหยหวนก็ดังขึ้น พร้อมหมู่ผีหลายร้อยตนที่โผล่ออกมาจากเงาไม้ เงาหิน เงาทราย ทุกตนล้วนหน้าตาบิดเบี้ยวและเคียดแค้น

“เจ้าเด็กกลิ่นมนุษย์…มาทำไมในถิ่นแห่งเรา!”

สุดสาครกุมไม้เท้าแน่น ม้านิลมังกรกระทืบเท้าใส่พื้นจนหินกระจาย

“ข้ามาตามหาบิดา มิได้มารบ แต่มิได้กลัวด้วยเช่นกัน”

คำพูดนั้นเปล่งออกด้วยเสียงมั่นคง แม้ร่างยังเล็กนัก แต่ใจกลับไม่หวั่นเลย

ศึกใหญ่ระหว่างเด็กกับหมู่ผีเริ่มขึ้นทันที ผีกรูเข้ามารอบทิศ ทั้งกัด ข่วน ตวัดเล็บ บางตนปล่อยไฟ บางตนกลายเป็นควัน แต่ไม้เท้าวิเศษในมือสุดสาครฟาดฟันสิ่งเหล่านั้นให้สลาย

การต่อสู้ดำเนินไปถึง ๗ วัน ๗ คืน แม้สุดสาครจะเข้มแข็ง แต่ร่างก็เริ่มอ่อนแรง ม้านิลมังกรเองก็เริ่มล้า ฝูงผีไม่มีท่าทีจะลดลงเลยแม้แต่น้อย

ขณะนั้นเอง ลำแสงหนึ่งก็สาดลงจากฟ้า เสียงสวดมนต์เบา ๆ ลอยมาในลม และพระฤๅษีแห่งเกาะแก้วก็ปรากฏตัวขึ้น

“ลูกไม้ของข้าย่อมมิยอมตายเสียกลางทาง!”

เพียงเสียงเดียว ผีทั้งหลายก็แตกกระเจิง พระฤๅษีวางมือลงบนไหล่สุดสาคร

“เจ้าชนะด้วยใจมิใช่ด้วยคาถา จำไว้ ผีที่ร้ายที่สุด…คือความประมาท”

สุดสาครพยักหน้า แม้ร่างจะเหนื่อย แต่ดวงตายังมั่นคง นี่คือครั้งแรกที่เขาได้รู้ว่า โลกภายนอก…ไม่เหมือนคลื่นทะเลที่อ่อนโยนบนเกาะแก้ว

และการเดินทางยังไม่จบลงเพียงเท่านี้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร 2

หลังจากรอดชีวิตจากเกาะผีสิง สุดสาครและม้านิลมังกรเดินทางต่อท่ามกลางแดดฝน บางวันนอนใต้ต้นไม้ บางวันหลบพายุในถ้ำหิน จนมาถึงดินแดนแปลกตา ท้องฟ้าขมุกขมัวตลอดวัน ลมไม่มี แต่อากาศกลับอบอ้าวเหมือนถูกกดทับ

ที่กลางทางปรากฏคนผู้หนึ่ง รูปร่างผอมแห้ง ผิวดำเกรียม ไว้ผมเผ้ายุ่งเหยิง นุ่งผ้าเตี่ยวเก่า ๆ ไม่สวมเสื้อ ดูเหมือนไร้บ้านไร้เงา แต่รอยยิ้มบนหน้าเขากลับเป็นมิตร

“โอ๊ะ! เจ้าหนู เจ้าม้าสวยนัก ไปไหนกันหรือ”

สุดสาครยิ้มและตอบกลับอย่างไม่ระวัง “ข้าตามหาพระบิดา…”

ชายผู้นั้นซึ่งเป็น “ชีเปลือย” พยักหน้าช้า ๆ แล้วทำท่าตื่นเต้น “งั้นเจ้าคงเหนื่อยนัก ให้ข้าช่วยลูบหลังม้านี่สักคราเถิด ข้าเคยเลี้ยงม้าชั้นยอด”

เด็กน้อยนิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ยอม เพราะยังไม่เคยเจอคนหลอกลวง

เพียงครู่เดียว ชีเปลือยก็พลิกมือชิงเอาไม้เท้าวิเศษของสุดสาครจากข้างตัว แล้วกระโดดขึ้นม้านิลมังกรทันที จากนั้นผลักเด็กน้อยลงจากผาอย่างรวดเร็ว

สุดสาครตกจากหน้าผา เสียงม้านิลมังกรร้องก้องลั่น ก่อนเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของชีเปลือยจะเลือนหายไป

โชคยังเข้าข้าง เด็กน้อยร่างเล็กนั้นตกลงบนพื้นหญ้าและโขดหินริมธาร ไม่ถึงตาย แต่ก็บาดเจ็บสาหัส

เขานอนนิ่งอยู่วันหนึ่งเต็ม ๆ ก่อนจะรวบแรงลุกขึ้นในวันรุ่ง ร่างกายอ่อนล้าแต่ใจกลับตื่นแล้ว ตื่นกับสิ่งที่พระฤๅษีเคยเตือน

“ข้าไม่โกรธเจ้า ชีเปลือย…ข้าโกรธตัวข้าเอง ที่ไม่รู้ว่าโลกมันหลอกได้แม้ในรอยยิ้ม”

สุดสาครพาตัวเองเดินรอนแรมไปจนถึงเมืองการเวก เมืองที่มีป้อมปราการสูงและเรือรบจอดเรียงเป็นแถวยาว

ทหารประจำเมืองเห็นเด็กตัวเปื้อนฝุ่นถือแต่ศรไม้หัก ๆ ก็หัวเราะกัน แต่เมื่อเด็กน้อยเอ่ยว่า

“ข้าเคยปราบผีทั้งเกาะด้วยไม้เท้าข้างเดียว มาแค่ขอถามหาคนที่ขี่ม้าสีดำ ขโมยของข้าไป”

นายทหารคนหนึ่งรู้ทันทีว่าพระฤๅษีเกาะแก้วเคยกล่าวถึงเด็กคนนี้ไว้ในสารลับ เขานำตัวสุดสาครไปเฝ้าเจ้าเมืองทันที

เจ้าเมืองการเวกรับเด็กไว้ด้วยความประทับใจ ให้ยศเป็นบุตรบุญธรรม สั่งตามจับชีเปลือย และคืนไม้เท้าวิเศษพร้อมม้านิลมังกรให้แก่สุดสาครในเวลาไม่นานนัก

เด็กน้อยที่เคยไว้ใจคนผิด ตอนนี้รู้แล้วว่าความดีนั้นมีในโลก แต่ต้องรู้จักเลือกว่าจะวางใจที่ใด

สุดสาครโตขึ้นในเมืองการเวก แม้ยังเป็นเพียงวัยรุ่น แต่ฝีมือและสติปัญญากลับกล้าเกินคนหลายวัย เจ้าเมืองเมื่อเห็นถึงความมุ่งมั่น จึงเอ่ยปากถามว่า

“เจ้าจะอยู่เป็นรัชทายาทของเมืองเรา หรือจะตามหาพระบิดาต่อ”

“ข้าขอบคุณในพระกรุณา…แต่หัวใจข้ายังเดินอยู่ระหว่างคำตอบ”

เจ้าเมืองจึงไม่ขัด แต่ให้ทัพเรือหนึ่งกองติดตาม พร้อมส่งโอรสและธิดาของตนคือหัสชัย กับเสาวคนธ์ ร่วมทางเป็นทั้งเพื่อนและผู้ดูแล

เรือแล่นออกจากท่า ทะเลนิ่งในวันแรก และเริ่มพัดแรงในวันที่สอง

คืนที่สาม ม่านหมอกหนาทึบโอบเรือไว้จนมองไม่เห็นฟ้า และในความเงียบนั้น มีเสียงกระพือปีกขนาดใหญ่ดังขึ้น ก่อนผีเสื้อยักษ์หลากสีหลายร่างจะโฉบลงจากฟ้า

ผีเสื้อพวกนั้นมีปีกเหมือนผ้าทอง ลำตัวใหญ่เท่าช้าง มันกรูเข้าโจมตีเรือ สร้างความโกลาหลปั่นป่วนกลางทะเล เสาวคนธ์และหัสชัยถูกโฉบหายขึ้นฟ้า เรือแตกกระจัดกระจาย

สุดสาครยืนมั่นอยู่บนม้านิลมังกร ยกไม้เท้าขึ้นขวาง พลังจากไม้เท้ากระจายเป็นคลื่นไล่ผีเสื้อออก แต่ไม่อาจดึงตัวสองพี่น้องกลับมาได้ทัน

เขาออกตามล่าฝูงผีเสื้อทันที เสียงลม เสียงเกลียวคลื่น และเสียงหัวใจของเขาเต้นพร้อมกัน

ไม่นาน เขาก็ตามรอยไปถึงเกาะร้างแห่งหนึ่ง ที่มีรังผีเสื้อยักษ์อยู่

ที่นั่น เขาต่อสู้กลางท้องฟ้า ทั้งใช้ม้านิลมังกรทะยานฟ้า ฟาดไม้เท้า สร้างพายุคลื่น ตัดสายลม สุดท้ายก็สามารถปราบผีเสื้อทั้งหมดลงได้

เขาชิงตัวหัสชัยและเสาวคนธ์กลับมาได้อย่างปลอดภัย พี่น้องทั้งสองโอบกอดสุดสาครแน่นโดยไม่พูดคำใด

ไม่ใช่เพราะไร้คำจะพูด แต่เพราะรู้ว่า ไม่มีคำไหนแทนความกล้าหาญได้ดีกว่าการกระทำของเขา

หลังจากพักฟื้นเพียงไม่กี่วัน กองเรือของสุดสาครก็รวมตัวใหม่ และออกเดินทางต่อไปอีกครั้ง

เสียงม้านิลมังกรยังดังก้องคลื่น เสียงหัวใจเด็กหนุ่มยังแน่วแน่ เพราะเขายังมีอีกสิ่งเดียว… ที่ต้องตามหาให้พบ นั่นคือพระบิดาของเขา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความกล้าแท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ชนะสิ่งใหญ่แค่ครั้งเดียว แต่อยู่ที่กล้าลุกขึ้นใหม่ทุกครั้งที่ถูกล้มลง สุดสาครไม่ใช่เด็กที่เก่งเพราะมีของวิเศษ ไม่ใช่ผู้ชนะเพราะมีพาหนะเหนือใคร แต่เป็นผู้ที่กล้ายืนต่อ แม้เพิ่งถูกทรยศ แม้เพิ่งพ่ายแพ้ แม้ไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ไกลแค่ไหน

และบนเส้นทางของชีวิตที่เต็มไปด้วยเงา… บางครั้งบทเรียนสำคัญที่สุด ไม่ได้มาจากคนที่ช่วยเรา แต่จากคนที่หลอกเราด้วยรอยยิ้ม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสุดสาคร มาจากวรรณคดีอมตะเรื่องพระอภัยมณี ซึ่งประพันธ์โดยสุนทรภู่ กวีเอกในสมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ตัวละคร “สุดสาคร” ปรากฏขึ้นในช่วงกลางเรื่อง เป็นโอรสของพระอภัยมณีกับนางเงือก ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากพระอภัยหนีจากนางผีเสื้อสมุทรมาอยู่บนเกาะแก้วพิสดาร เด็กคนนี้มีเลือดผสมระหว่างมนุษย์กับอมนุษย์ และเติบโตมาท่ามกลางความสงบของธรรมชาติ ภายใต้การอบรมของพระฤๅษีผู้เฒ่า ในบทความนี้เราจะเล่าให้สั้นกระชับแบบสไตล์นิทานพื้นบ้านและเข้าใจง่ายที่สุด

แม้จะถือกำเนิดในที่ห่างไกล สุดสาครก็เป็นตัวแทนของ “ผู้กล้าแบบใหม่” มิใช่ผู้ที่มีชาติกำเนิดสูงส่งหรือมีอำนาจล้นฟ้าแต่แรก แต่คือผู้ที่เดินทางด้วยความตั้งใจจริง มีความซื่อ มีหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ และเรียนรู้ผ่านการล้มลุกโดยไม่สูญเสียความเป็นตนเอง

เนื้อหาในตอนของสุดสาครเป็นหนึ่งในช่วงที่คนไทยหลายรุ่นจดจำได้ดี เพราะเต็มไปด้วยภาพการผจญภัย สัตว์วิเศษ การหลอกลวง ความกล้าหาญ และการให้อภัย โดยทั้งหมดเกิดขึ้นในโลกที่เปลี่ยนไปทุกวัน ทำให้เรื่องของสุดสาครกลายเป็นนิทานพื้นบ้านในความทรงจำของผู้คน ไม่แพ้ตัวละครใดในวรรณกรรมไทย ภายหลังกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการได้นำภาพในภาพยนตร์เรื่องนี้ไปจัดพิมพ์เป็นหนังสือสำหรับให้เยาวชนอ่านในโรงเรียนด้วย

นิทานนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เด็กชายกับไม้เท้าวิเศษ” แต่มันคือเรื่องของ ผู้ที่เริ่มต้นด้วยหัวใจเล็ก ๆ แต่ไม่เคยยอมให้มันกลายเป็นหัวใจที่กลัว

“จงมองโลกให้กว้าง แต่อย่าเปิดใจให้ทุกมือที่ยื่นมา เพราะไม่ใช่ทุกรอยยิ้มจะพาเราไปข้างหน้า”