ริมทะเลแห่งหนึ่งในภาคกลางของไทย มีเรื่องตำนานเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทย ถึงภูเขาลูกเล็กตั้งตระหง่านอยู่คู่คลื่นลมมานานนักกับหาดเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ ใครผ่านไปมาเป็นต้องเหลียวมอง ทั้งเพราะความสงบ และบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
คนเฒ่าคนแก่เล่ากันว่า บางค่ำคืนมีเงาสองเงาเดินเคียงกันอยู่ตรงเชิงผา เรื่องนั้นจริงหรือไม่ไม่มีใครกล้ายืนยัน มีเพียงตำนานที่ยังไม่เคยเงียบหาย. กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานเขาสามมุขกับหาดบางแสน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานเขาสามมุขกับหาดบางแสน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านอ่างศิลา ชายฝั่งหนึ่งของเมืองชลบุรี มีบ้านหลังใหญ่ตั้งอยู่ริมหาด ทอดยาวรับลมทะเลเช้าเย็น บ้านนั้นเป็นของกำนันพ่าย เศรษฐีผู้คนเกรงใจทั้งตำบล และผู้เป็นลูกชายคนเดียวชื่อว่าแสน
แสนเป็นชายหนุ่มรูปงาม กิริยาสุภาพแต่ไม่ถือตัว ผิวเนื้อสะอาดราวคนไม่เคยเหนื่อย แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความเหงา ทุกเช้าสายเขาจะหอบว่าวไม้ไผ่ที่ทำเองเดินลงหาด เล่นล้อลมให้คลื่นดู
ทั้งที่คนอื่นมองว่าเขาน่าอิจฉา มีพร้อมทั้งชาติกำเนิดและอนาคต แต่เจ้าตัวกลับไม่เคยยิ้มเต็มใจเลยสักวัน ลึกลงไปในใจ แสนเบื่อคำพูดของผู้ใหญ่ เบื่อแผนชีวิตที่พ่อวางไว้จนแน่นอน แม้เรื่องแต่งงานก็ยังต้องวางให้ เขาถูกกำหนดให้คู่กับมะลิ ลูกสาวเจ้าของโรงโป๊ะใหญ่ ที่พ่อเชื่อว่า “เหมาะสมที่สุด”
“ข้ายังมิพร้อมจะเลือกใคร พ่ออย่าเร่งเลย” แสนพูดเช่นนี้ทุกครั้งที่ถูกถาม และทุกครั้งกำนันพ่ายก็หน้าตึงขึ้นอีกนิด
แต่ไม่มีใครรู้ว่า แสนไม่ได้ไม่อยากแต่งงาน เขาแค่ยังไม่เคยเจอใครที่ทำให้ใจเขาแน่พอจะหยุดนิ่งเท่านั้นเอง
ลมทะเลในวันนั้นแรงกว่าทุกวัน ว่าวของแสนสะบัดอยู่บนฟ้าแล้วสายก็ขาดวืด เสียงไม้ไผ่ตีลมดังหวืดก่อนจะปลิวหายไป แสนอุทานสั้น ๆ แล้วรีบวิ่งตาม ลมพัดว่าวลอยสูงผ่านแนวผา แล้วตกลงข้างหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนโขดหิน
นางเงยหน้าขึ้น ว่าวอยู่ในมือเธอ สีแดงของมันตัดกับเสื้อขาวหม่นของหญิงสาวราวกับภาพฝัน
หญิงสาวผู้นั้นชื่อมุก หรือบางคนเรียกว่าสามมุข นางเป็นหลานสาวของป้าบาน แม่ค้าขายของที่ย้ายจากบางปลาสร้อยมาอยู่ไม่นาน มุกชอบมานั่งหน้าผาเงียบ ๆ ไม่สุงสิงกับใคร มีรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เต็มใจนัก แต่นั่นแหละ…แสนกลับรู้สึกเหมือนเจออะไรบางอย่างที่ตามหามานาน
“ขอบใจที่ช่วยว่าวข้าไว้” แสนกล่าวพลางยื่นมือรับคืน
“ข้าไม่ได้ช่วยหรอก มันปลิวมาตรงข้าพอดี” มุกตอบเสียงราบเรียบแล้วส่งคืน
จากบทสนทนาสั้น ๆ กลายเป็นการนั่งคุยกันครั้งละนิด วันละน้อย แสนเริ่มมาหน้าผาทุกวัน ไม่ได้บอกใคร ไม่ต้องมีเหตุผล มุกเองก็ไม่ไล่เขาไป เพียงนั่งนิ่งเงียบอยู่ข้างกัน ปล่อยให้ลมพัดผ่านคำที่ไม่จำเป็น
เย็นหนึ่ง แสนหยิบแหวนเงินวงเล็กจากนิ้วออกแล้วยื่นให้นาง
“พี่อยากให้น้องเก็บไว้ แหวนวงนี้เป็นของข้า แต่วันนี้พี่ให้น้องเป็นของสัญญา”
มุกรับไว้เงียบ ๆ ก่อนจะถามกลับเบา ๆ ว่า “หากข้าเก็บไว้ แล้ววันหนึ่งพี่แต่งกับคนอื่นล่ะ”
แสนยิ้มเจื่อน “ถ้าเป็นเช่นนั้น พี่จะขึ้นมาที่หน้าผานี้ แล้วกระโดดลงไปตายเสีย”
มุกพูดเบาเหมือนลมว่า “น้องก็เช่นกัน หากวันหนึ่งต้องผิดคำ น้องจะมาก่อนพี่”
ไม่มีเสียงลั่นฆ้อง ไม่มีดอกไม้ ไม่มีคำสัญญาใหญ่โต มีเพียงลมทะเล หินเรียบ กับแหวนวงหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ในนิ้วของหญิงสาวเงียบ ๆ คนหนึ่ง
และตั้งแต่วันนั้น ไม่มีวันไหนที่ผาแห่งนั้นจะไร้เงาของทั้งสอง

ในวันที่เรื่องระหว่างแสนกับมุกเริ่มแน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน ชาวบ้านบางคนเริ่มมองเห็นชายหนุ่มผู้ดีเดินขึ้นหน้าผาทุกเย็น และหญิงสาวหน้าตาเงียบขรึมคนหนึ่งที่มักนั่งอยู่ตรงโขดหินเดิมจนตะวันลับตา แต่เสียงลือเพียงเบาก็เหมือนคลื่น ที่เมื่อมาถึงฝั่งก็แตกกระเซ็นอย่างไม่อาจหยุดได้
ไม่นานนัก เรื่องก็ไปถึงหูของกำนันพ่าย
เขาไม่เอ่ยคำใดให้ลูกชายรู้ตัวในทันที เพียงแต่เงียบลงและเริ่มสั่งการเงียบ ๆ ภายในเรือน ไม่กี่วันต่อมา ทางออกทุกทางในเรือนใหญ่ก็ถูกปิดลงอย่างแนบเนียน บ่าวเฝ้าทางเข้าออกทุกซอกทาง แสนเริ่มรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ทั่วอก ท่ามกลางคำพูดของพ่อที่หนักขึ้นทุกวัน
“เอ็งคิดหรือว่าชาวบ้านเขาจะยอมรับหญิงเช่นนั้นเข้ามาอยู่ในเรือนนี้”
“ข้าไม่ได้คิดถึงชาวบ้าน ข้าคิดถึงตัวข้า…กับใจข้า” แสนตอบไปเช่นนั้น แต่ไม่ทันสิ้นคำ กำนันพ่ายก็ลุกขึ้นจากตั่งเสียงดัง
“เอ็งจะเลือกคน ๆ เดียว แล้วโยนอนาคตทั้งตระกูลทิ้งอย่างนั้นหรือ”
ไม่มีคำเถียงใดหลุดจากปากแสนอีก เขานั่งเงียบ คำตอบทั้งหมดกลืนลงคอเงียบเช่นกัน
มุกเฝ้ารอหน้าผาอยู่นานหลายวัน ใบหน้าเริ่มซีดลงทุกคราเมื่อไม่เห็นเงาร่างที่คุ้นตา นางเดินวนอยู่ตรงริมผาทุกเย็น มือแตะแหวนในนิ้วเหมือนรอคำอธิบายที่ไม่เคยมา น้ำเสียงในใจเริ่มพูดแทนความเงียบทุกวัน
“หรือคำสาบานในวันนั้น…เป็นเพียงคำพูดกับลมทะเล”
และแล้ว ข่าวงานแต่งก็มาถึงหูของมุก ไม่ใช่จากชายที่ให้คำสัญญา แต่จากเสียงลือในตลาด จากปากแม่ค้าที่พูดคุยกับป้าบาน แล้วหัวเราะคิกกันเหมือนเล่าเรื่องตลก มุกยืนนิ่งอยู่นาน ไม่แสดงความรู้สึกใดทั้งสิ้น แต่ตั้งแต่คืนนั้นก็ไม่มีใครเห็นนางกลับบ้านอีกเลย
รุ่งขึ้นคือวันแต่งงาน บรรยากาศในเรือนใหญ่เงียบเย็น แสนแต่งตัวตามพิธีแต่ไร้แววตา มะลินั่งข้างเขาในชุดเจ้าสาวสีสด แต่เจ้าบ่าวไม่พูด ไม่ยิ้ม ไม่ขยับตัวนอกจากตามคำเรียกของพิธี
มุกปรากฏตัวขึ้นในงาน ท่ามกลางแขกเหรื่อผู้ดีมากหน้าหลายตา ใคร ๆ ต่างมองด้วยความสงสัยว่าสตรีชุดขาวผู้นั้นเป็นใคร นางก้าวเดินช้า ๆ อย่างสงบ สายตาไม่เหลียวซ้ายขวา เมื่อถึงหน้าแสน มุกไม่ได้พูดอะไร เพียงถอดแหวนออกจากนิ้ว วางลงบนฝ่ามือของชายที่เคยนั่งอยู่ริมหาดกับเธอ
แสนเบิกตากว้างทันที ใบหน้าเปลี่ยนสีราวกับถูกตบกลางแสงแดด เขาเงยหน้าขึ้นหวังจะสบตา แต่มุกก็หายตัวกลับไปในพริบตา ฝูงชนแตกออกเป็นทางเมื่อเธอเดินออก แสนยืนขึ้น ก้าวออกตามทันที ไม่สนเสียงเรียกของกำนัน ไม่สนเสียงซุบซิบของแขก และไม่มองหน้าเจ้าสาวที่นั่งอยู่ข้างเขาเพียงก้าวเดียว
เสียงรองเท้าของแสนกระทบพื้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่มีใครได้ยินอะไรอีกเลยนอกจากเสียงฝีเท้าและหัวใจ
เขาวิ่งไปตามเส้นทางที่เคยคุ้น วิ่งจนลมหายใจขาดเป็นช่วง ๆ หยดเหงื่อผสมฝนที่เริ่มโปรยลงมาอย่างเงียบงัน เมื่อมาถึงเชิงหน้าผา เสียงคลื่นดังขึ้นราวกับต้อนรับผู้กลับคืน เขาเรียกชื่อของเธอ
“มุก มุก…ได้โปรด อย่าเพิ่งไป”
เมื่อขึ้นไปถึงยอดผา แสงสีเงินของทะเลทอดยาวเบื้องหน้า รอยเท้าบางเบาทอดยาวจากแนวหญ้าไปถึงขอบหิน แต่ไม่มีร่างใดปรากฏ มีเพียงแหวนวงนั้นที่วางอยู่ตรงจุดที่ลมแรงที่สุด แสนทรุดลงข้างแหวน หยิบมันขึ้นมากำแน่น
“น้องมาก่อน พี่รู้… แต่น้องลืมไปอย่างหนึ่ง” เขาพูดกับลม “เราสาบานไว้ว่าจะไปด้วยกัน”
ไม่มีลังเล ไม่มีคำถาม ไม่มีเสียงใดอีกต่อจากนั้น เขาลุกขึ้น ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ก้าวไปสู่ทะเลที่ครั้งหนึ่งเป็นพยานรัก
หลังจากวันนั้น ชาวบ้านพากันเศร้าเสียใจ บ้างก็กลัว บ้างก็สงสาร จึงร่วมกันตั้งศาลที่เชิงผา เรียกว่าศาลเจ้าแม่สามมุข และอีกศาลหนึ่งที่ชายหาด เรียกว่าศาลเจ้าพ่อแสน เพื่อเป็นที่ให้วิญญาณของทั้งสองได้อยู่เคียงกันอย่างสงบ และให้ผู้คนได้ระลึกถึงคำมั่นที่ไม่มีใครได้ยิน แต่แรงพอจะเปลี่ยนแผ่นดินให้เป็นตำนาน
ในบางคืนที่ทะเลเงียบจนผิดปกติ ใครที่เดินผ่านหน้าผาอาจเห็นเงาของชายหญิงคู่หนึ่ง ยืนเคียงกันอยู่ตรงขอบฟ้า มองออกไปไม่สิ้นสุด เหมือนยังคงรอว่าวสีแดงจะลอยผ่านกลับมาอีกครั้ง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… นิคำมั่นสัญญาที่เกิดจากใจ แม้ไร้พยาน ไร้เสียง แต่กลับผูกแน่นกว่าทุกอย่างในโลก เมื่อหัวใจสองดวงยอมมอบชีวิตให้กัน โดยไม่ต้องมีหลักฐานหรือพิธีการ มันกลายเป็นสายใยที่แม้ความตายก็ไม่อาจตัดขาด
แสนกับมุกไม่ได้สาบานต่อใครอื่น นอกจากผา ทะเล และใจตัวเอง แต่เมื่อถึงวันที่ต้องเลือก พวกเขาก็ยังจำมันได้ แม้คำสัญญานั้นจะต้องแลกด้วยชีวิต ก็ยอม
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงตำนานรักโศก แต่เตือนใจเราว่าหากจะให้คำมั่นกับใคร จงแน่ใจว่าใจเราจะอยู่กับมันจนถึงที่สุด เพราะสำหรับบางคน… คำสัญญาคือสิ่งเดียวที่มีค่ากว่าชีวิต
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานเขาสามมุขกับหาดบางแสน มาจากตำนานพื้นบ้านของชาวจังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะในพื้นที่อ่างศิลาและหาดบางแสน ซึ่งมีภูเขาลูกหนึ่งตั้งอยู่ติดทะเล ปัจจุบันเรียกกันว่า “เขาสามมุข” และมี “ศาลเจ้าแม่สามมุข” ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านมาตั้งแต่โบราณ
ตำนานนี้เป็นเรื่องเล่าปากต่อปากมานาน ว่าด้วยหญิงสาวชื่อ “มุก” หรือ “สามมุข” และชายหนุ่มชื่อ “แสน” ที่ตกหลุมรักกัน แต่ไม่อาจครองคู่เพราะถูกกีดกันจากครอบครัวของฝ่ายชาย แม้จะให้คำมั่นสัญญาต่อกัน แต่เมื่าถูกบังคับให้แต่งงานกับหญิงอื่น มุกก็กระโดดหน้าผาจบชีวิตตนเอง และแสนก็กระโดดตามในเวลาไม่นาน
ชาวบ้านที่รู้เรื่องราวต่างเศร้าใจ และเชื่อว่าทั้งสองยังวนเวียนอยู่ ณ หน้าผาแห่งนั้น จึงสร้างศาลเจ้าแม่สามมุขและศาลเจ้าพ่อแสนขึ้น เพื่อให้วิญญาณทั้งสองได้พักอย่างสงบ พร้อมตั้งชื่อ “เขาสามมุข” และ “หาดบางแสน” ตามนามของหนุ่มสาวทั้งคู่ เพื่อให้เป็นที่จดจำของคนรุ่นหลัง
ตำนานเจ้าแม่เขาสามมุขและหาดบางแสนที่เล่าขานกันรุ่นสู่รุ่น เป็นตำนานในพื้นถิ่นที่มีความสำคัญในเชิงคติชนวิทยา ทำให้ใน พ.ศ. 2556 กรมส่งเสริมวัฒนธรรมขึ้นทะเบียนตำนานนี้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ในสาขาวรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา
“รักที่ไม่อาจรักษาไว้ด้วยชีวิต…ก็ควรเริ่มต้นด้วยความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่คำหวาน”