ในแผ่นดินอันรุ่งเรืองแห่งวงศ์เทวา ผู้คนถือสายเลือดเป็นหลักแห่งศักดิ์ศรี ราชจารีตเป็นเสาหลักของแผ่นดิน ไม่มีหัวใจใดจะสูงไปกว่าสิ่งที่บรรพชนขีดไว้ ทุกการแต่งงานมิใช่เพียงเรื่องของคนสองคน แต่คือกลไกของอำนาจและสืบวงศ์
แต่เมื่อโอรสผู้มีวาสนาเหนือฟ้ากลับเลือกเดินตามเสียงเรียกของใจตน เรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทยอันควรเป็นเพียงพิธีกรรมของราชสำนัก กลับกลายเป็นจุดเริ่มของการแตกหัก ความรัก การแปรพักตร์ และสงคราม ที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่า…จะจบลงเช่นไร กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องอิเหนา

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องอิเหนา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ครั้งนั้น ณ แว่นแคว้นแห่งวงศ์เทวา อาณาจักรใหญ่ทั้งสี่กุเรปัน, ดาหา, กาหลัง, และสิงหัดส่าหรี ต่างมีเจ้าเมืองเป็นเชื้อสายเดียวกัน เกี่ยวดองเหนียวแน่นร่วมสายโลหิต ทรงถือราชประเพณีมาช้านานว่า “เชื้อวงศ์จักต้องแต่งกับวงศ์ มิให้สายเลือดสับสนปนเปื้อน”
ฝ่ายนครหมันหยา ที่แม้ไม่ใช่หนึ่งในสี่นครหลัก แต่ก็เป็นพันธมิตรใกล้ชิด ท้าวกุเรปันจึงได้นางนิหลาอระตา แห่งหมันหยาเป็นชายาเอก ส่วนท้าวดาหาก็มีนางดาหราวาตี เป็นมเหสีร่วมราชวงศ์
รุ่งเช้าวันหนึ่ง เมฆบนฟ้าลั่นครืนโดยไร้ฝน ดวงจันทร์กลางวันลอยอยู่เหนือยอดไม้ ใครได้ยินก็ร่ำลือกันทั้งเมือง เพราะนางประไหมสุหรี มเหสีเอกแห่งกุเรปันได้ให้กำเนิดโอรสในยามนั้น
ว่ากันว่า ขณะที่ทารกร้องรับลมหายใจแรกเทวดาผู้เป็นต้นวงศ์เทวา ปะตาระกาหลา ก็เสด็จลงจากฟ้าพร้อมกริชศักดิ์สิทธิ์ ด้ามทองจารึกตัวอักษรประหลาด จบด้วยคำว่า “อิเหนาเองหยังตาหลา”
ตั้งแต่นั้น เด็กชายผู้นี้ก็ถูกขนานนามว่าอิเหนา
เขาเติบโตเป็นเจ้าชายรูปงามนัก ฉลาด หยั่งรู้ใจคน ไม่เย่อหยิ่ง เยาว์วัยก็รำกระบี่ร่ายทวนเก่งเกินครู ยามเงียบสงบก็นั่งอ่านตำราการปกครอง วางพระองค์นิ่งไม่หวือหวาแต่แฝงอำนาจ
เมื่ออิเหนาเข้าสู่วัยหนุ่ม ท้าวกุเรปันก็เตรียม “ผูกเงื่อนด้ายแดง” ตามราชจารีต ทรงหมายจะสืบสันตติวงศ์อย่างมั่นคง จึงไปขอตุนาหงัน นางบุษบา ธิดาแห่งกรุงดาหา
หญิงงามที่ถูกกล่าวขานว่า “งามนัก ดั่งกลีบบัวแรกแย้มในสายหมอก” และที่สำคัญ อยู่ในสายเลือดวงศ์เทวาเช่นเดียวกัน
ท้าวดาหายินดี ไม่สงสัย ไม่ชะงัก ไม่มีลางร้ายใดปรากฏ ทุกสิ่งเป็นไปตามจารีตอันแน่นอน
เพียงแต่ว่า…หัวใจของอิเหนา ยังมิได้ถูกถาม
ไม่นานนัก เกิดเหตุสะเทือนแผ่นดิน พระอัยกีแห่งเมืองหมันหยาเสด็จสวรรคต ท้าวกุเรปันทรงพระครรภ์แก่ จึงให้ อิเหนาแทนพระองค์ ไปยังหมันหยาเพื่อร่วมพระราชพิธี
พิธีที่ควรจะเงียบขรึม เต็มไปด้วยการไว้อาลัย แต่ที่นั่น…อิเหนาได้พบนางจินตะหราวาตี
หญิงสาวในชุดไว้ทุกข์สีขาวหม่น มิแต่งแต้ม มิปั้นแต่ง หากแต่ความอ่อนสงบในท่วงท่า สีหน้าที่ไม่เศร้าจนน่าสงสาร แต่เต็มไปด้วยความเข้มแข็ง ทำให้อิเหนายืนนิ่งอยู่นานนับอึดใจ
เสียงพิธีดำเนินไป แต่หัวใจของอิเหนาเต้นตามจังหวะสายตานางผู้นั้นแทน
เขาไม่ถามใครว่า “นางเป็นใคร”
เพียงกลับถึงที่พัก ก็กล่าวกับข้าราชบริพารเบา ๆ ว่า “ข้าจะไม่แต่งกับนางบุษบา”
ขุนนางถึงกับหน้าถอดสี “ใต้ฝ่าละออง…แต่หมั้นหมายไว้แล้วทั้งแผ่นดิน ต่างรู้กันทั่ว! หากถอน มิเท่ากับหักหน้าท้าวดาหาหรือ?”
“หัวใจของข้า มันไม่ใช่ของใครให้หมั้นแทน” อิเหนาตอบเพียงเท่านั้น แล้วเดินจากไปโดยไม่เหลียว
ข่าวการถอนหมั้น ส่งถึงกรุงดาหาดั่งเพลิงตกใส่เรือนน้ำมัน ท้าวดาหากริ้วนัก ตรัสกับขุนนางว่า “เรายื่นสัตย์เองกับมือ แล้วจะให้อิเหนาเหยียบคืนปาก? หากวงศ์กุเรปันไม่เห็นค่าเรา เช่นนั้น…ก็ไม่จำเป็นต้องเห็นกันอีก”
ครั้นพระญาติฝ่ายหนึ่งชื่อ จรกา มาเข้าขอหมั้นแทน ท้าวดาหาจึงตอบตกลงในทันที
แม้จรกาจะ รูปชั่วตัวดำ มิได้เฉลียวฉลาดเทียบเท่าอิเหนา แต่ก็ “มั่นคำ ซื่อตรง ไม่ทรยศ”
และนั่นเอง…คือจุดเริ่มต้นของ บาดแผลระหว่างหัวใจ กับแผ่นดิน

เมื่อคำถอนหมั้นถูกตัดขาดด้วยวาจาไม่กี่คำ ท้าวดาหา แม้พระทัยจะเดือดดาล แต่ก็มิแสดงโทษอิเหนาโดยตรง เพียงตอบรับจรกาว่าที่เขยผู้ซื่อสัตย์ ด้วยแรงขัดแย้งและแค้นเร้นลึกมากกว่าความพอใจ
ฝ่ายเมืองกะหมังกุหนิงวิหยาสะกำ โอรสท้าวกะหมังกุหนิง บังเอิญได้เห็นรูปวาดนางบุษบาเพียงคราวเดียว ก็คลั่งไคล้จนไม่เป็นอันกินอันนอน ถึงขั้นขอร้องพระบิดาให้ยกทัพมาชิงนางจากเมืองดาหา
“ใจลูกมิเป็นของตนอีกต่อไปแล้ว” เขากล่าว พลางกำกริชแน่นด้วยความหลง
ท้าวกะหมังกุหนิงแม้รู้ว่านั่นคือการขัดต่อวงศ์เทวา แต่รักลูกจนเกินกั้น ก็ยอมยกทัพมุ่งตะวันตก โดยหวังจะใช้กำลังแย่งชิงหญิงเดียว
เมืองดาหาได้ข่าว ศึกจ่อชายแดน ท้าวดาหารีบส่งสาส์นถึงท้าวกุเรปัน ขอให้ช่วยป้องกันเมือง
ครานั้น ท้าวกุเรปันจึงมอบหมายอิเหนาเป็นแม่ทัพหลวง แม้ยังคาใจเรื่องถอนหมั้น แต่เพื่อรักษาไมตรีและเลือดในวงศ์ อิเหนาก็จำต้องรับคำสั่ง “แม้ข้าจะมีดาบ แต่ครานี้…ต้องหิ้วใจไปเป็นโล่” เขากระซิบกับตนเอง เมื่อพ้นเขตเมือง
ศึกใหญ่ระเบิดขึ้นที่เชิงเขาริมเมืองดาหา อิเหนา สังคามาระตา ประสันตาและเหล่าแม่ทัพจากกุเรปันต่อสู้ดุจพายุสายฟ้า พวกของกะหมังกุหนิงแตกพ่าย วิหยาสะกำถูกแทงสิ้นใจ ส่วนท้าวกะหมังกุหนิงก็ตายในสนาม
หลังศึกสงบ อิเหนาเข้าเฝ้าท้าวดาหา ทูลถวายชัย “ศึกจบแล้วพะย่ะค่ะ แต่สงครามในใจหาทางสงบยังมิได้”
ที่นั่นเอง…เขาได้เห็นนางบุษบา เป็นครั้งแรกนับแต่ถอนหมั้น
นางยืนอยู่ในเรือนผ้า ขณะกำลังจัดแจกเครื่องบูชาให้เทพ แสงยามสายสาดผ่านม่านไม้ไผ่ ทาบลงบนเค้าหน้าสงบของนาง…จนอิเหนานิ่งงัน
ครั้งแรกคือหลงใหล ครั้งนี้คือสะเทือนทั้งวิญญาณ
เขาเอ่ยคำไม่ออก ได้แต่ปล่อยใจให้ตกลงไปอีกชั้น
ต่อมามะเดหวี มเหสีแห่งกุเรปันเห็นว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายนัก จึงชวนบุษบาและเหล่าสตรีไปทำพิธีเสี่ยงเทียนที่วิหาร เพื่อทดสอบน้ำใจฟ้า
พิธีใช้เทียนสามเล่ม กลางคือบุษบา ขวาคืออิเหนา ซ้ายคือจรกา บุษบาไม่อยากทำ แต่จำใจต้องตาม “แม้นข้าไร้ทางเลือก ก็มิอยากหลอกตนเอง”
ครั้นเทียนจุดขึ้น บรรยากาศวิเวกนัก แรงลมแล่นแผ่วเหมือนลมหายใจจากผู้ไม่รู้จัก
ทันใดนั้น เสียงจากองค์ปฏิมา ดังสะท้อนทั่ววิหาร “นางบุษบาจะได้แก่อิเหนาเป็นแม่นมั่น จรกาใช่วงศ์เทวัญ แม้นได้ครองกันจะอันตราย”
เสียงนั้นเหมือนชี้โชคชะตาด้วยไฟและนั่นเอง อิเหนาซึ่งแอบเข้ามาแฝงกายอยู่หลังองค์พระปฏิมา ก็รีบใช้กลอุบายต้อนค้างคาว ให้เทียนดับ
ในความมืด เขาเข้ากอดบุษบาไว้แน่น นางดิ้นรน “ท่านบังอาจนัก ใครเล่ามาแตะต้องข้าในวิหารเช่นนี้!”
“เจ้าคือของข้า มาตั้งแต่ก่อนฟ้าเขียนเส้นขอบฟ้าเสียอีก” อิเหนาเอ่ยอย่างหายใจขาด ๆ
เมื่อคบเพลิงถูกจุดขึ้น มะเดหวีก็เห็นทุกอย่าง และถึงจะเสียหน้าเพียงใด ก็รู้ว่านางบุษบาเสียทีแล้ว
ไม่นาน พิธีอภิเษกของบุษบาและจรกา ก็ถูกกำหนดขึ้น
อิเหนาไม่รออีกแล้ว… เขาวางเพลิงเผาโรงมโหรสพกลางงานมงคล และลักพานางบุษบาหนีไปยังถ้ำทอง ที่เขาเตรียมไว้แต่แรก
เพลิงลุกท่วม เสียงกลองแตรกลายเป็นเสียงโกลาหล แต่ในยามนั้นอิเหนานิ่งดั่งหิน ในอกมีเพียงความคิดเดียว “จะผิด จะถูก…ข้าขอมีเจ้าไว้ในอ้อมแขนสักครั้งก็พอ”
แต่แล้ว… ฟ้าไม่ปล่อยให้เขาได้เสพสุขนั้นนาน
องค์ปะตาระกาหลาผู้เป็นเทวดาประจำวงศ์เทวา ทรงกริ้วนัก จึงบันดาลพายุใหญ่ พัดรถของนางบุษบาพร้อมพี่เลี้ยงให้ปลิวหายตกลงชายแดนเมืองประมอตัน
และยังแปลงร่างบุษบาให้กลายเป็นชาย นามว่าอุณากรรณ พร้อมประทานกริชวิเศษ
ฝ่ายอิเหนา… รู้แต่ว่านางหายไป ก็ออกท่องเที่ยวแคว้นน้อยใหญ่ เพื่อตามหา โดยไม่รู้เลยว่า “ชาย” ที่พบในบางเมือง คือบุษบาที่ตนเคยกอดกลางวิหารเมื่อคราวก่อน
เรื่องราวช่วงนี้กลายเป็นตำนานยาวเหยียด ชาวบ้านเรียกกันว่า “บทมะงุมมะงาหรา” เมื่อชายหาหญิง หญิงหลบชาย ฟ้าเล่นกลให้หัวใจมืดมนพอกันทั้งสองฝั่ง
สุดท้าย…เมื่อฟ้าคลี่คลายกรรมเก่า ทั้งหมดได้กลับมาพบกันอีกครา
อิเหนาได้อภัยโทษ และคืนดีกับนางจินตะหราวาตี
ครองนครกุเรปัน พร้อมความรัก ความผิด และความเข้าใจ อย่างที่ผู้เคยหลงและพลั้งพลาดพึงได้เรียนรู้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… หัวใจไม่อาจผูกไว้ด้วยพันธะใด แม้เป็นราชประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อมิได้รักจริง ก็มีแต่ความสูญเสียตามมา
อิเหนาอาจถือกำเนิดในวงศ์สูง มีพรสวรรค์ มีอนาคตที่ถูกวางไว้ แต่เมื่อใจไม่อยู่กับทางที่ถูกลิขิต ความขัดแย้งจึงบังเกิด ทั้งต่อคนรอบข้าง ต่อแผ่นดิน และต่อตัวเองในที่สุด
ในที่สุดแล้ว…แม้จะผ่านสงคราม ผ่านโศก ผ่านไฟแห่งรักและบาป อิเหนาก็ต้องเรียนรู้ว่า รักที่แท้ มิใช่เพียงการครอบครอง แต่คือการยอมรับในผลของการกระทำ และการวางใจเหนือแรงปรารถนา
นิทานเรื่องนี้จึงไม่เพียงเป็นมหากาพย์แห่งความรัก แต่ยังสะท้อนการเติบโตของคนผู้หนึ่ง จากเจ้าชายผู้เลือกใจตนเองเหนือทุกอย่าง ไปสู่กษัตริย์ผู้รู้จักวางใจไว้ตรงที่ควรจะเป็น.
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องอิเหนา มีรากฐานมาจากวรรณคดีอินโดนีเซียที่เรียกว่า “ปัญจะตันตรา” และต่อมากลายเป็นมหากาพย์ท้องถิ่นชื่อ “เรื่องอิเหนา” หรือในภาษาเชาวาเรียกว่า “Hikayat Panji” ซึ่งเล่าเรื่องของเจ้าชาย “ปันจี” และความรักต้องห้ามที่ฝ่าขวากหนามมากมาย ทั้งนี้ในบริบทของไทย เรื่องอิเหนาได้รับการดัดแปลงขึ้นใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 2
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา จากเค้าโครงเดิม แล้วเรียบเรียงใหม่ให้กลมกลืนกับบริบทไทย โดยเสริมเนื้อหาให้ลึกซึ้ง อ่อนไหว และแฝงด้วยแนวคิดทางศีลธรรม ปรัชญา และสุนทรียศาสตร์แบบไทย มีการใช้ฉันทลักษณ์ กลอนบทละครหลวง และสร้างคาแร็กเตอร์ให้ตัวละครต่าง ๆ มีมิติและจังหวะทางอารมณ์ที่ละเอียดกว่าเวอร์ชันต้นฉบับ
“อิเหนา” จึงมิใช่แค่นิทานพื้นบ้านหรือเรื่องราวความรัก แต่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างหน้าที่กับหัวใจ ความขัดแย้งระหว่างจารีตกับความรู้สึก และการเดินทางของจิตใจจากวัยเยาว์สู่ความเป็นผู้ใหญ่
ในไทย เรื่องนี้กลายเป็นวรรณคดีสำคัญ ประกอบการแสดงโขน ละครใน และเป็นแบบเรียนวรรณคดีไทยมาช้านาน นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลต่อศิลปะและวัฒนธรรมอื่น ๆ ทั้งด้านนาฏศิลป์ ดนตรี เครื่องแต่งกาย และภาพวาด นิทานนี้เป็นเรื่องฉบับรวบรัดซึ่งจริง ๆ แล้ว อิเหนาทีหลายตอนมาก ทางเราจึงรวบรัดให้เข้าใจถึงแก่นนิทานให้ง่ายที่สุด
และแม้เวลาจะผ่านไปนับร้อยปี “อิเหนา” ก็ยังคงเป็นนิทานที่เล่าขานไม่รู้จบ เพราะมันไม่ได้เล่าแค่เรื่องของอิเหนา… แต่มันเล่าเรื่องของ “หัวใจคน” ที่ยังคงซับซ้อนไม่ต่างจากอดีตกาล
“รักแท้… หากต้องแลกมาด้วยการทำลายคนอื่น อาจไม่ใช่รัก แต่คือราคะที่ปลอมตัวมาด้วยเสียงหัวใจ”