ริมคลองสายหนึ่งในเมืองสุพรรณ ยังมีคำเล่าขานของชาวบ้านรุ่นปู่ย่าที่ไม่เคยเงียบหาย แม้วันเวลาจะพัดผ่านไปนานเพียงใด สายน้ำนั้นก็ยังเก็บความทรงจำไว้ใต้ผืนน้ำอันนิ่งเงียบดุจหลับใหล บางคนว่าเคยได้ยินเสียงกระซิบแผ่วจากคลื่น บ้างว่าเห็นเงาเลื่อมวาวของดวงตาคู่หนึ่งสะท้อนขึ้นจากก้นบึง
เรื่องเล่าตำนานนิทานพื้นบ้านไทยที่คนเฒ่าคนแก่ที่เล่าปากต่อปากในยามค่ำข้างกองไฟ และแม้จะไม่มีใครรู้ว่าความจริงอยู่ตรงไหน แต่ทุกคนต่างยืนยันตรงกันว่า…มันเคยเกิดขึ้นตรง “วังตาเพชร” แห่งนี้จริง ๆ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องวังตาเพชร

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องวังตาเพชร
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนสุพรรณบุรี ริมคลองสายหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันถมกลายเป็นโรงสีใหญ่ เคยเป็นที่ลุ่มเปียกชื้น น้ำไหลเชี่ยวและลึกนัก ผู้เฒ่าผู้แก่แต่โบราณเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งตรงนั้นคือ “คลองลึก” คลองสายสำคัญที่เชื่อมหมู่บ้านเข้าหากัน ทั้งการค้าขาย การไปวัด การติดต่อสื่อสาร ต่างต้องพึ่งเรือไม้และแรงฝีพาย
ข้างคลองนั้น มีเรือนไทยหลังหนึ่ง ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางแมกไม้ ต้นหมาก ต้นมะพร้าวรายล้อมสูงชะลูด ร่มเงาทาบทับชายคา เป็นเรือนของตายายผู้หนึ่ง ตาแก่ร่างผอมหลังงอ ผิวคล้ำแดด ส่วนยายเป็นหญิงใจดี มีรอยยิ้มสงบเสมอ
แม้จะไม่มีลูกหลานอยู่ด้วย แต่วิถีของเขาทั้งสองกลับเรียบง่ายและสงบสุข ตายายอยู่กันมาเนิ่นนาน ต่างเป็นที่รู้จักของชาวบ้านละแวกใกล้เคียง โดยเฉพาะชายเฒ่าผู้เป็นตา ที่ชาวบ้านเรียกขานเพียงว่า “ตาแก่คลองลึก”
ไม่มีผู้ใดรู้ชื่อจริงของตาแก่ผู้นี้ เพียงรู้ว่าเขาเคยเรียนวิชาอาคมจากทางเมืองพระตะบองครั้งยังหนุ่ม ร่ำเรียนคาถาอาคมทั้งสายธรรมและสายลึกลับ บ้างว่าเขาเสกไก่ให้หาย บ้างว่าเคยขี่งูเขียวข้ามน้ำ บ้างก็ว่าฝ่าพายุโดยไม่เปียกแม้แต่ชายผ้านุ่ง
แต่ที่แน่แท้และเห็นกันเต็มตา คือ… ตาแก่สามารถ “แปลงร่างเป็นจระเข้” ได้จริง
เรื่องนี้ชาวบ้านไม่มีใครสงสัย เพราะเห็นกับตาว่าทุกเช้าเย็น หากยายจะไปตลาดหรือไปวัดฝั่งตรงข้าม ตาแก่จะหายเข้าเรือนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจะมีจระเข้ตัวใหญ่โผล่ขึ้นจากท่าน้ำให้เมียขี่หลังพาข้ามคลองแทนเรือ ไม่เคยมีอันตราย ไม่เคยมีเหตุร้าย จระเข้ตัวนั้นเชื่องนัก ดวงตานิ่งเย็นวาวใสราวอัญมณี
คนผ่านไปผ่านมาต่างเห็นเป็นภาพชินตา บ้างก็ยิ้ม บ้างก็อวยพร บ้างก็กระเซ้า “ไปวัดกันแต่เช้าแฮะยาย ไปกับพาหนะวิเศษเสียด้วย”
“ยายเฒ่าเรานี่ขึ้นหลังจระเข้ยังยิ้มได้ ยายขี่เรือยังหวาดเสียวกว่า” ยายเฒ่าก็หัวเราะรับคำ ไม่ถือตัวอะไร ใจดีทักทายไปทั่ว
และทุกครั้งที่กลับถึงฝั่ง ตาแก่จะคืนร่างเป็นคนด้วยน้ำมนต์ในขันเล็ก ๆ ใบหนึ่ง ที่ยายเฒ่าจะถือติดมือไว้เสมอ
ขันนั้นทำจากทองเหลือง ผิวด้าน มีอักขระลายมือขูดไว้รอบปากขัน ข้างในจะบรรจุน้ำมนต์ที่ตาแก่ปลุกเสกไว้เอง และก่อนจะออกเดินทาง เขาจะพูดย้ำเสมอ “ถึงฝั่งเมื่อใด จงรดหัวข้าเถิด อย่าให้ชักช้า มิฉะนั้นข้าจะคืนรูปไม่ได้”
นั่นเป็น “ข้อตกลง” ที่ทั้งสองยึดถือกันเสมอมา
วันพระใหญ่วันหนึ่ง ยามเช้ายังไม่ทันแดดแรง ยายเฒ่าแต่งตัวด้วยผ้าซิ่นใหม่ที่เก็บไว้ใช้เฉพาะวันสำคัญ มัดมวยผม หยิบดอกไม้ ธูป เทียนใส่กระทงใบตองเตรียมใส่บาตร
นางเดินไปหาตาแก่ซึ่งนั่งหลับตาอยู่ริมเสาเรือน หันหน้าสู่ทิศตะวันออก
“ตาเฒ่า…วันนี้วันพระ ข้าจะไปวัดเสียหน่อย ใจมันเรียกร้องเหลือเกิน”
ตาแก่ลืมตาช้า ๆ ยิ้มบาง ๆ อย่างเข้าใจ “อืม ไปเถิดแม่ ของบางอย่างอย่าขืนใจมัน บุญมันเรียก ก็ควรไปให้ถึง”
ตาแก่ลุกขึ้น เดินเข้าไปในเรือน หยิบขันน้ำมนต์ออกมา วางไว้บนพานใบเก่า ก่อนพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมา “เช่นเคยนะ ข้าจะแปลงร่างเป็นจระเข้ เจ้าจงนั่งให้มั่น แล้วถือขันนี้ให้แน่น ครั้นถึงฝั่งแล้วจึงรดหัวข้า”
ยายเฒ่าพยักหน้ารับรู้ ไม่แปลกใจใด ๆ เพราะตลอดชีวิตคู่ เขาเคยทำเช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ตาแก่สูดลมหายใจลึก เปล่งเสียงคาถาเบา ๆ เพียงไม่กี่วินาที ร่างกายเขาก็เริ่มเปลี่ยนสภาพ กระดูกยืดยาว ผิวหนังหนาแข็ง เกล็ดเงางามขึ้นเรียงตามลำตัว ตาสีดำมันวาวเริ่มปรากฏขึ้นแทนตาคน
อีกครู่เดียว จระเข้ตัวใหญ่ก็ปรากฏตัวอยู่กลางเรือน หัวต่ำ หางเรียว วางตัวนิ่งราวกับรู้หน้าที่
ยายเฒ่าก้าวขึ้นขี่หลังมันอย่างระมัดระวัง มือข้างหนึ่งโอบรอบคอ อีกข้างหนึ่งกอดขันน้ำมนต์ไว้แน่น “ไปกันเถิดพ่อ ข้าจักใส่บาตรให้เจ้าทุกองค์”
จระเข้ค่อย ๆ เลื้อยลงน้ำจากตีนบันไดเรือน เสียงน้ำแหวกเบา ๆ กระเพื่อมออกเป็นวงกว้าง
เช้าวันนั้น ฟ้าหม่น ลมแรงผิดปกติ ผืนน้ำที่เคยสงบกลับปั่นป่วนเล็กน้อย ใบไม้ไหวปลิว เสียงนกเงียบสนิท
ทั้งสองยังไม่รู้เลยว่า การเดินทางวันนี้…จะไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

จระเข้ตาแก่พาหญิงเฒ่าแล่นกลางลำคลอง เสียงน้ำตีกระเพื่อมเบา ๆ เป็นจังหวะจากแรงหางที่ไล่น้ำไปข้างหน้า ท้องฟ้าขมุกขมัวอย่างผิดฤดูกาล ลมพัดแรงขึ้นจนยอดจากต้นมะพร้าวลู่ตามแรงลม ชายเสื้อของหญิงเฒ่าโบกสะบัด
นางกอดขันน้ำมนต์ไว้แน่นแนบอก มืออีกข้างโอบคอจระเข้ไว้มั่น แต่แล้วในจังหวะหนึ่ง คลื่นลมจากด้านข้างกระแทกเรือนร่างนางจนเอนเล็กน้อย ขันในมือสั่นคลอน หยดน้ำมนต์จำนวนหนึ่งกระฉอกออกจากปากขัน
หญิงเฒ่าร้องเบา ๆ “ว้าย…ขันเอน!”
นางพยายามประคองขันให้ตรง แต่น้ำมนต์กลับไหลลงน้ำไปอีกสายหนึ่งอย่างไม่อาจเรียกคืน ผืนน้ำเบื้องล่างเงียบงัน กลืนทุกหยดหายไปในชั่ววินาที
หญิงเฒ่ามองขันที่บัดนี้เหลือเพียงครึ่ง หัวใจร่วงวูบ “ตายจริง…มันหกไปเสียแล้ว…”
จระเข้ยังว่ายต่อไปอย่างเงียบงัน ราวกับไม่รับรู้ แต่ดวงตาคู่นั้นหันกลับมามองเมียบนหลังอย่างช้า ๆ “พ่อ…พ่อ ขันมันหกไป…ข้า…ข้ามิได้ตั้งใจเลย”
เสียงนางสั่นเครือ ความกลัวแผ่คลุมทุกอณูร่าง นางเฝ้าภาวนาในใจว่าเพียงครึ่งขันคงเพียงพอ แต่ในส่วนลึกก็รู้ดีว่า น้ำมนต์นั้นต้องครบถ้วนเสมอ มิฉะนั้นมนตราจะขาด
ในที่สุด จระเข้ก็มาถึงฝั่งตรงข้ามหญิงเฒ่าคลานลงจากหลังมัน คุกเข่าลงริมตลิ่ง มือหนึ่งยกขันขึ้นสูง หวังจะรดน้ำตามที่เคยทำ
“พ่อ…เจ้านอนนิ่งนะ ข้าจะรดให้เดี๋ยวนี้แหละ ขันยังพอมีน้ำอยู่”
แต่น้ำในขันกลับไม่ไหล น้ำมนต์เพียงไม่กี่หยดคลออยู่ก้นขัน สั่นไหวไปมา… แต่ไม่หล่น
หญิงเฒ่าพยายามเขย่ามือ รดซ้ำลงไป แต่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น จระเข้ยังนิ่งเงียบดั่งรูปปั้น ไม่เคลื่อนไหว ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ
นางทรุดตัวลง น้ำตาไหลริน “พ่อเอ๊ย…พ่อ…ข้าผิดเอง ข้าประมาท ข้าถือไม่มั่น ข้าทำให้เจ้าต้องเป็นเช่นนี้…”
เสียงสะอื้นเบา ๆ ลอยไปตามลม บนตลิ่งว่างเปล่าที่ไร้ผู้คน ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครได้เห็นช่วงเวลาแห่งการจากลาอันไร้คำร่ำลานั้นเลย
จระเข้เงยหน้ามองนางอีกครั้ง ดวงตาแน่นิ่งคู่นั้นมีประกายหนึ่งวูบผ่าน…บางอย่างที่คล้ายกับความอาลัย แล้วจึงค่อย ๆ พลิกตัวกลับสู่ลำคลองอย่างช้า ๆ
หญิงเฒ่าร้องไล่หลัง “พ่อ! อย่าไป…กลับมาเถิด ข้าจะหาน้ำมนต์ใหม่ ข้าจะลองอีกที”
แต่เสียงนั้นมิอาจดึงเขากลับมาได้ ร่างจระเข้ดำดิ่งลงในสายน้ำ แล้วหายลับไป ทิ้งเพียงคลื่นเล็ก ๆ ที่กระเพื่อมบนผิวน้ำ
หลังเหตุวันนั้น หญิงเฒ่ากลับมาบ้านแต่เพียงลำพัง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบลงอย่างเห็นได้ชัด
นางไม่กล่าวถึงเหตุการณ์วันนั้นกับใครอีกเลย แต่ทุกค่ำคืน จะจุดธูปวางไว้ริมตลิ่ง แล้วนั่งมองผืนน้ำอย่างเงียบงัน ราวกับรอฟังเสียงฝีพายที่ไม่มีวันกลับมา
ผ่านไปไม่นาน ชาวบ้านเริ่มเล่าลือถึง “จระเข้ตาเพชร” ที่โผล่มายามค่ำคืน ดวงตาของมันเปล่งแสงวาววับเหนือผิวน้ำ โดยเฉพาะคืนเดือนเพ็ญ
เด็ก ๆ วิ่งมากระซิบกัน
“เมื่อคืนข้าเห็นมันตาเป็นประกาย เหมือนเพชรเลย…”
“มันไม่กัดใครหรอก ข้าเห็นมันลอยอยู่เฉย ๆ ใต้ศาลาท่าน้ำ”
“ยายคำว่า เจ้านั่นคือผัวแกที่กลายเป็นจระเข้”
เรื่องเล่าค่อย ๆ แผ่ขยายไปทุกเรือน ทุกครอบครัว ต่างเริ่มเรียกคลองนั้นว่า “วังตาเพชร” เพราะตาของจระเข้ที่ยังวนเวียนอยู่กลางน้ำ เป็นเสมือนอัญมณีที่ไม่มีวันจาง
บางคนเชื่อว่ามันรอคอยให้เมียเฒ่ากลับมาพร้อมขันน้ำมนต์ที่เต็มเปี่ยม บางคนว่า มันเฝ้ารอวันพระใหญ่ เพื่อจะได้รับบุญที่นางใส่บาตรถึง
และไม่ว่าความจริงคืออะไร วังตาเพชรก็ยังคงอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ จนถึงวันนี้
บางคืน หากยืนอยู่ริมคลองเงียบ ๆ แล้วจ้องลงไปในน้ำ บางที… ท่านอาจเห็นดวงตาหนึ่งคู่วาววับขึ้นมาจากความมืด เหมือนเฝ้าดูบางสิ่งอยู่จากก้นลึกของน้ำ
และหากท่านได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ… จงรู้ไว้เถิดว่า “เขา”…ยังอยู่ตรงนั้น ไม่ได้จากไปไหนเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้ความรักจะมั่นคงเพียงใด หากประมาทเพียงชั่วขณะ ก็อาจพลัดพรากตลอดกาล ในชีวิตของตายายเรื่องนี้ ความรักและความผูกพันแน่นแฟ้นจนสามารถฝากชีวิตไว้กับกันและกันได้ โดยเฉพาะชายแก่ที่ยอมแปลงร่างเป็นจระเข้เพื่อพาเมียข้ามคลองด้วยความห่วงใยและความเสียสละ เป็นภาพของความรักที่ไม่ต้องพูดมาก แต่ลึกซึ้งกว่าคำสัญญาใด ๆ
แต่เหตุเพียงเล็กน้อยขันน้ำมนต์ที่หก ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่หลวง เป็นบทเรียนที่เตือนใจเราว่า ความไว้ใจและความเคยชิน อาจทำให้เราละเลยบางสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งโดยไม่รู้ตัว
ในท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะขาดความรักหรือความตั้งใจดี แต่เพราะ “ความเผลอไผล” ในช่วงหนึ่งของชีวิต ซึ่งไม่มีโอกาสให้แก้ไขอีกเลย นิทานเรื่องนี้จึงเตือนเราให้ตระหนักถึงคุณค่าของปัจจุบัน ความระมัดระวังในการกระทำ และการรักษาสิ่งที่เปราะบางด้วยความใส่ใจเสมอ เพราะบางสิ่ง หากพลาดไปแล้ว…ไม่มีทางย้อนคืนได้อีกตลอดชีวิต
และที่สำคัญ ความรักที่แท้ มิใช่แค่การอยู่ด้วยกัน แต่คือการยืนหยัดแม้ในวันที่ไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องวังตาเพชร (บึงตาเพชร) มีที่มาจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เล่าสืบกันปากต่อปากมานานหลายชั่วอายุคน เป็นนิทานพื้นบ้านที่ไม่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ แต่ยังคงปรากฏอยู่ในความทรงจำของผู้สูงวัยในชุมชน
เรื่องเล่านี้ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนในชนบทที่เคยต้องพึ่งพาทางน้ำ และเต็มไปด้วยความเชื่อเรื่องเวทมนตร์ คาถา อาคม ซึ่งมักเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะในคนรุ่นเก่าที่เคยเห็น “ของแปลก” หรือ “เรื่องแปลก” ผ่านตามาบ้าง ตำนานของชายเฒ่าที่แปลงกายเป็นจระเข้รับส่งเมียจึงไม่ใช่เรื่องเกินเชื่อในบริบทของผู้คนในยุคก่อน ตรงกันข้าม กลับเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความรู้สึก ความศรัทธา และความเข้าใจในโลกธรรมชาติที่มีสิ่งลี้ลับแฝงอยู่
ชื่อ “วังตาเพชร (หรือบึงตาเพชร)” มาจากภาพของจระเข้ที่ชาวบ้านเชื่อว่ายังวนเวียนอยู่ในบึง ดวงตาของมันส่องวาววับเหมือนเพชรทุกคราเมื่อโผล่ขึ้นเหนือน้ำโดยเฉพาะในคืนเดือนเพ็ญ ภาพนั้นฝังอยู่ในความทรงจำผู้คนจนกลายเป็นชื่อเรียกของสถานที่แห่งนี้ในเวลาต่อมา
นิทานนี้จึงเป็นเสมือนเสี้ยวหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันในครอบครัว ความเสียสละ ความเชื่อเรื่องไสยเวท และความเศร้าลึกของการพลัดพราก เรื่องเล่าไม่ได้เพียงแต่บอกเล่าความมหัศจรรย์ของวิชา แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนความละเอียดอ่อนของชีวิต ที่แม้จะเรียบง่ายเพียงใด ก็มีทั้งรัก ความหวัง ความผิดพลาด และการสูญเสียอย่างหมดจด
ทุกครั้งที่คนเฒ่าคนแก่เล่าถึงวังตาเพชร เสียงเล่าจะอ่อนลง น้ำเสียงจะนุ่มนวลราวกับยังเห็นชายเฒ่าคนนั้นลอยอยู่กลางน้ำ และไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า เรื่องนี้เป็นจริงหรือเพียงตำนาน แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ… ทุกครั้งที่ใครเอ่ยถึงชื่อวังตาเพชร ดวงตาสองข้างของจระเข้เฒ่าก็ยังเหมือนส่องวาวอยู่ในความทรงจำของคนทั้งหมู่บ้าน
“ความรักอาจยิ่งใหญ่…แต่เพียงความเผลอ ก็อาจพรากตลอดกาล”