นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง

ในแผ่นดินที่ตัดสินคุณค่าด้วยผ้าแพรและรูปโฉม บางสิ่งที่เปล่งประกายกลับถูกปิดบังไว้ใต้เงาเงียบ บางชีวิตอาจถือกำเนิดมาพร้อมโชคชะตาที่ดูแปลกแยกในสายตาคนหมู่มาก แต่ซ่อนอยู่ด้วยแสงภายในที่แม้เปลือกหนาเพียงใด… ก็ไม่อาจดับได้

นี่คือเรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทยของชายผู้ไม่ได้เกิดมาพร้อมเกียรติศักดิ์ แต่มีหัวใจมั่นคงยิ่งกว่ากษัตริย์ผู้ใด และของหญิงหนึ่งผู้เลือกมองทะลุเปลือกหอยไปจนถึงทองแท้ภายใน หัวใจสองดวง… ที่ยอมทนทั้งเสียงหัวเราะ เหยียดหยาม และการพรากพรหมลิขิต เพียงเพื่อรักษาความจริงแท้ไว้ในมือ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองยศวิมล อันเป็นนครอุดมสมบูรณ์ ท้าวยศวิมลทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรม มีพระมเหสีผู้ทรงคุณธรรม ชื่อว่านางจันท์เทวี และสนมเอกนามว่านางจันทาเทวี

แม้บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองเพียงใด หากไร้โอรสธิดาไว้สืบวงศ์ก็เหมือนต้นไม้ไร้เงา ท้าวยศวิมลจึงตรัสประกาศว่า “หากเทวีหรือสนมนางใดให้กำเนิดโอรส ข้าจะมอบราชสมบัติให้ครองเมืองสืบไป”

พระนางจันท์เทวีจึงตั้งจิตอธิษฐาน บำเพ็ญศีล บวงสรวงสวรรค์อย่างเคร่งครัด ครั้นได้ฤกษ์ดี เทวบุตรจุติลงมาในครรภ์ของพระนาง และต่อมาก็ประสูติเป็นพระโอรส

แต่ทันทีที่โอรสถือกำเนิด ทุกผู้คนก็ต้องตกตะลึง…

เพราะพระโอรส เกิดมาเป็นเปลือกหอยสังข์สีทองอร่ามทั้งร่าง และเขายังมีพี่น้องเขาชื่อสังข์ศิลป์ชัย

เสียงฮือฮาดังไปทั่วทั้งวัง โหรหลวงถูกเรียกตัวมาดูคำพยากรณ์

นางจันทาเทวีเห็นดังนั้นก็เกิดริษยา กลัวว่าตนจะหมดวาสนา จึงแอบติดสินบนโหรให้ทำนายว่าหอยสังข์ผู้นี้คือกาลกิณี นำพาหายนะมาสู่เมือง “หม่อมฉันพิจารณาแล้วพ่ะย่ะค่ะ… เปลือกหอยนี้ลางร้ายหนัก หากเลี้ยงไว้ เมืองจักถึงกาลพินาศแน่นอน!”

ท้าวยศวิมลแม้จะเจ็บใจ แต่เมื่อได้ฟังโหรและถูกยุแยงจากนางจันทาเทวี ก็จำใจออกพระราชโองการให้เนรเทศพระนางจันท์เทวีพร้อมหอยสังข์ ไปพ้นเมือง

พระนางจันท์เทวีอุ้มหอยทั้งน้ำตา ร่อนเร่ไปจนถึงชายแดน ได้อาศัยบ้านของตายายชาวไร่ผู้ใจดี คนหนึ่ง

“อย่าได้เป็นทุกข์เลยแม่นาง… บ้านเรามีข้าวมีน้ำ ขอเพียงเจ้ากับลูกอยู่ร่วมกันด้วยใจดี เราก็ยินดีให้ที่พักพิง”

พระนางจันท์เทวีจึงอยู่ที่เรือนไม้เรียบง่ายนั้น เลี้ยงดูโอรสในเปลือกหอยด้วยใจรักอย่างเงียบงัน ไม่บ่น ไม่อธิบาย เพียงรอวันหนึ่งที่ความจริงจะส่องแสง

ตลอดเวลา 5 ปี พระนางจันท์เทวีช่วยตายายทำงาน ส่วนหอยสังข์นั้นก็แอบออกมาทำงานยามมารดาหลับ เช่น หุงหาอาหาร เก็บผัก ไล่ไก่ไม่ให้จิกข้าว

“พ่อหอยเอ๋ย… เจ้านี่ช่างมีเวทนัก วันดีคืนดีของสุก ของสะอาด ไม่รู้ผู้ใดทำ!” ตายายเอ่ยยิ้ม ๆ

แต่วันหนึ่ง พระนางจันท์เทวีแอบเห็นเปลือกหอยเปิดออก และมีชายหนุ่มรูปงามออกมาช่วยหุงข้าว กวาดลาน นางถึงกับมือสั่น น้ำตาคลอ

“เจ้าคือ… โอรสของแม่ใช่หรือไม่? อยู่ในเปลือกนี้มาแต่แรก?”

พระสังข์ไม่ตอบ แต่ยิ้มให้ผู้เป็นแม่ด้วยสายตาที่บอกทุกคำ

วันรุ่งขึ้น พระนางจันท์เทวีจึงตัดสินใจทุบเปลือกหอยเสียด้วยมือของตนเอง เพื่อให้โอรสได้มีชีวิตที่แท้จริง

เมื่อเปลือกแตกออก แสงสีทองก็เปล่งประกายออกมาทั่วห้องเล็ก ๆ นั้น พระโอรสผู้มีรูปงามเป็นหนึ่งในแผ่นดิน ก็มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว

ไม่นานนัก เรื่องราวอัศจรรย์นี้ก็เริ่มแพร่ไปไกลจนถึงพระนครอีกครั้ง…

แต่คราวนี้ ข่าวไม่ได้เล่าถึงกาลกิณีในหอย หากเป็นหนุ่มรูปงามที่คล้ายเทพยดา และอยู่กับชาวไร่ที่ชายแดน

ฝ่ายนางจันทาเทวี เมื่อรู้ข่าวว่าพระสังข์ยังมีชีวิตอยู่และรูปงามนัก ก็ยิ่งหวาดกลัวว่าอดีตความผิดจะถูกเปิดเผย

จึงจ้างแม่เฒ่าสุเมธา มาทำเสน่ห์ใส่ท้าวยศวิมล พร้อมกระซิบยุแยงว่า “พระสังข์รอดมาได้ก็คงไม่ใช่ธรรมดา อาจกำลังหมายยึดเมืองก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ…”

เมื่อท้าวยศวิมลตกอยู่ในมนตร์สะกด จึงมีรับสั่งให้ทหาร จับพระสังข์มาประหารด้วยการถ่วงน้ำ

พระนางจันท์เทวีร่ำไห้แทบขาดใจ แต่หาใครช่วยเหลือไม่

ทว่าโชคชะตายังไม่อำมหิตเกินไปนัก…

ท้าวภุชงค์พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ใช้ทิพยเนตรเห็นเหตุการณ์ จึงรีบขึ้นมาช่วยเหลือพระสังข์ไว้ก่อนจมน้ำ

และในที่สุด… รับพระสังข์เป็นบุตรบุญธรรมของเมืองบาดาล ก่อนจะส่งมอบให้ “นางพันธุรัต” ผู้เป็นยักษ์แต่ใจแม่ เลี้ยงดูต่อ

“แม่จะเลี้ยงลูกให้สมกับบุญบารมีที่ติดตัวมา… แม้เราจะมิใช่สายเลือดเดียวกัน แต่หัวใจแม่เต็มเปี่ยมด้วยรักแท้”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่ของชายผู้ถูกทิ้ง… ผู้ที่วันหนึ่ง จะเปล่งประกายเป็นทองแท้เหนือเปลือกใด ๆ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง 2

พระสังข์อยู่กับ นางพันธุรัต ในเมืองยักษ์อย่างร่มเย็น นางเลี้ยงเขาเยี่ยงแม่ที่รักลูกแท้ ๆ วันคืนผันผ่านไปจนพระสังข์มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ กิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน ฉลาดเฉลียว

วันหนึ่งนางพันธุรัตออกจากวังไปหาอาหาร พระสังข์จึงเดินเที่ยวเล่นในเขตหลังวัง และพลัดหลงเข้าสู่สวนลับ เขาพบกับสิ่งประหลาดตานัก

กลางสวนมี บ่อเงิน บ่อทอง และเหนือบ่อนั้น มีสิ่งวิเศษวางอยู่ครบถ้วน: รูปเงาะ, เกือกทอง, และ ไม้พลองวิเศษ

“หรือสิ่งนี้จะเป็นสิ่งทดสอบจากฟ้า? หรือชะตาชีวิตของเราจะเปลี่ยน ณ ที่นี้?” พระสังข์รำพึง

เมื่อเดินต่อเข้าไปในวังลึก พระสังข์พบห้องลับ และสิ่งที่ทำให้เขาชะงักคือ…

โครงกระดูกมนุษย์เรียงซ้อนกันอยู่ในหีบหลายหีบ เขาจึงเข้าใจทันทีว่า นางพันธุรัตหาใช่หญิงธรรมดาไม่ แต่เป็นยักษ์ที่เคยลวงมนุษย์มากิน

พระสังข์ไม่รอช้า เขาตัดสินใจกระโดดลงไปชุบตัวในบ่อทอง สวมรูปเงาะ เก็บเกือกทอง และไม้พลอง ก่อนเหาะหนีออกจากเมืองด้วยเวทวิเศษ

เมื่อนางพันธุรัตกลับมาถึงวัง และรู้ว่าพระสังข์หนีไป ก็รีบติดตาม จนพบเขานั่งอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง “ลูกเอ๋ย… อย่าทิ้งแม่ไปเลย แม่เลี้ยงเจ้ามาด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ แม้แม่จะเป็นยักษ์ แต่รักนั้นแท้จริงนัก”

พระสังข์มิได้ตอบ เพียงยืนนิ่งบนยอดเขาอย่างหนักแน่น

นางพันธุรัตรู้ว่าคงรั้งไว้ไม่ได้ จึงเขียน “มหาจินดามนตร์” ไว้บนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งใช้เรียกเนื้อเรียกปลาได้ ก่อนที่นางจะร่ำไห้แล้วอกแตกตาย

พระสังข์เดินลงไป สวดมนตร์ตามคาถาจนจดจำขึ้นใจ แล้วออกเดินทางต่อ ในรูปของชายเงาะที่ห่อหุ้มด้วยเวทมนตร์

ไม่นานนัก พระสังข์เดินทางมาถึงเมืองสามล เมืองใหญ่ที่รุ่งเรืองด้วยศิลป์และธรรม ท้าวสามลและพระนางมณฑาปกครองเมืองด้วยความยุติธรรม และมีพระธิดาทั้ง 7 องค์

พระธิดาองค์สุดท้องชื่อนางรจนา รูปโฉมงามบริสุทธิ์ มีจิตใจเมตตายิ่งกว่าใคร

วันหนึ่ง ท้าวสามลจัดพิธีเสี่ยงมาลัยเลือกคู่ครอง ให้แก่ธิดาทั้งเจ็ด เพื่อจะหาคู่ครองให้เหมาะสม

เจ้าชายจากทั่วสารทิศต่างมาเข้าร่วม ธิดาองค์โตถึงองค์ที่หกต่างเลือกเจ้าชายตามชอบ

แต่นางรจนา กลับมองไปเห็นชายเงาะผู้หนึ่ง ยืนอยู่มุมลาน คนทั้งเมืองหัวเราะเยาะ แต่หญิงผู้นี้กลับนิ่ง “แม้เปลือกภายนอกจะหยาบกระด้าง แต่ข้ารู้… ข้ารู้ว่าเขามีหัวใจที่ใสสะอาดกว่าผู้ใด”

เมื่อถึงเวลาของนาง นางโยนพวงมาลัยไปคล้องคอเงาะผู้นั้น… ผู้ซึ่งเป็นพระสังข์ในร่างแปลง

ท้าวสามลโกรธจนหน้าแดง “หญิงผู้นี้ช่างอัปมงคลนัก! เลือกชายเงาะต่ำต้อยเป็นคู่ครอง น่าอับอายแก่เมืองยิ่งนัก!”

พระองค์จึงมีรับสั่งให้เนรเทศนางรจนากับเจ้าเงาะ ไปอยู่กระท่อมปลายนา

ที่ปลายนา นางรจนาใช้ชีวิตกับเจ้าเงาะอย่างไม่หวั่นไหว ปลูกผัก หุงข้าว ทำมาหากินกับชายผู้นั้นโดยไม่พร่ำบ่น

“แม้ชีวิตจะต่ำต้อย ข้าไม่เสียใจเลย เพราะหัวใจของท่านสูงส่งเกินกว่ารูปลักษณ์ภายนอกใด ๆ”

ขณะเดียวกัน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอินทร์รู้สึกถึงผู้มีบุญตกทุกข์ จึงแปลงกายเป็นกษัตริย์จากแดนไกล ยกทัพมาล้อมเมืองสามล แล้วส่งสารท้าตีคลี “หากท่านแพ้ เมืองนี้จะต้องยกให้ข้า!”

ท้าวสามลจำต้องรับคำท้า ส่งเขยหกคนไปแข่ง… แต่แพ้หมดทุกคน

เหลือเพียงเจ้าเงาะ ท้าวสามลไม่อยากเรียก แต่ก็ไร้ทางเลือก

นางรจนาจึงอ้อนวอน “ท่านเจ้าขา… โปรดเถิด ช่วยเมืองนี้ไว้ อย่าถือโทษแก่บิดาข้าเลย”

พระสังข์ถอนหายใจ ก่อนยอมถอดรูปเงาะ และปรากฏตัวเป็นชายรูปงามสวมเกือกทองในชุดนักกีฬาคลี เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วลานหลวง

“เขา… เขาคือเจ้าเงาะนั้นหรือ!”

พระสังข์ใช้ไม้พลอง ตีคลีเอาชนะทัพพระอินทร์ได้ในที่สุด ท้าวสามลถึงกับสั่นพระหัตถ์เมื่อเห็นความจริง

หลังศึกสงบ พระอินทร์เข้าฝันท้าวยศวิมล เปิดโปงความชั่วของนางจันทาเทวี และสั่งให้ตามหา พระนางจันท์เทวีกับพระสังข์

ท้าวยศวิมลกับพระนางจันท์เทวีปลอมตัวเป็นสามัญชนเข้ามาในเมืองสามล

ท้าวยศวิมลสมัครเป็นช่างสานกระบุง พระนางจันท์เทวีเป็นแม่ครัวในวัง

วันหนึ่งพระนางจันท์เทวีปรุงแกงฟัก ถวายพระสังข์ แล้วแกะสลักชิ้นฟักเจ็ดชิ้นเป็นรูปเรื่องราวชีวิตของพระสังข์ ตั้งแต่เกิดจนพลัดพราก

เมื่อพระสังข์เห็นภาพนั้น… ก็จำได้ทันที “แม่! แม่ของข้าจริง ๆ หรือ!?”

แม่ลูกโผเข้ากอดกันด้วยน้ำตา ท่ามกลางเสียงเงียบงันที่ล้อมรอบ

ต่อมา ท้าวยศวิมลสั่งประหารนางจันทาเทวี และประกาศสละราชสมบัติให้พระสังข์ครองเมืองสืบไป

พระสังข์กับนางรจนา ครองราชย์โดยธรรม และชื่อของเจ้าเงาะผู้กลายเป็นทอง ก็กลายเป็นนิทานที่บอกเล่าคุณค่าของหัวใจมนุษย์ ที่เปลือกภายนอก ไม่อาจบดบังได้เลย…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “คุณค่าของคน ไม่ได้อยู่ที่เปลือกภายนอก แต่อยู่ที่หัวใจที่แท้จริง”

พระสังข์เกิดมาในรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาด เป็นหอยสังข์ ถูกตีตราว่าเป็นกาลกิณี ทั้งที่เขาคือเทวบุตร มีบุญญาธิการเหนือผู้ใด หากผู้คนรอบข้างกลับตัดสินเขาด้วย “รูปลักษณ์” ไม่ใช่ “คุณธรรม”

ไม่เพียงแต่ถูกเนรเทศตั้งแต่ยังเยาว์ เขายังต้องสวมคราบเงาะ ถูกหัวเราะเยาะ และถูกมองต่ำต้อยอีกหลายครั้ง ทั้งที่ภายในเขานั้นคือผู้มีคุณธรรม กล้าหาญ และกตัญญู

ในทางตรงกันข้าม ผู้คนที่ยึดติดกับความงามภายนอก กลับตัดสินผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น ท้าวสามลที่โกรธลูกสาวเพียงเพราะเลือกชายในคราบเงาะ หรือท้าวยศวิมลที่เชื่อคำยุเพราะมองเพียงเปลือก

นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องรักหรือการผจญภัยของเจ้าชายผู้ซ่อนรูป แต่เป็นเรื่องของการพิสูจน์ความดีด้วยความเพียร, การถูกเข้าใจผิดเพราะรูปลักษณ์, และสุดท้าย… ความจริงจะส่องสว่าง หากเราซื่อสัตย์ต่อหัวใจของตนเอง

นางรจนาเป็นผู้เดียวที่มองเห็น “ทองคำใต้เปลือกหอย” นางจึงได้ครองรักที่มั่นคง และยืนเคียงข้างบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แต่ถูกหลบซ่อนด้วยรูปอัปลักษณ์

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทอง เดิมทีนั้นเป็นบทเล่นละครในมีมาแต่กรุงสุโขทัยยังเป็นราชธานีถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงตัดเรื่องสังข์ทองตอนปลาย (ตั้งแต่ตอนพระสังข์หนีนางพันธุรัต) มาทรงพระราชนิพนธ์ให้ละครหลวงเล่น มีตัวละครที่เป็นรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ เจ้าเงาะซึ่งคือพระสังข์ กับนางรจนา เนื้อเรื่องมีความสนุกสนานและเป็นนิยม จึงมีการนำเนื้อเรื่องบางบทที่นิยม ได้แก่ บทพระสังข์ได้นางรจนา เพื่อนำมาประยุกต์เป็นการแสดงชุด รจนาเสี่ยงพวงมาลัย

ปัจจุบันเป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในวรรณกรรมไทย มีจุดเด่นคือการผสมผสานระหว่างเทพนิยาย ความเชื่อเรื่องกรรมและบุญบารมี รวมถึงสัญลักษณ์ของการพิสูจน์คุณค่าภายใน ผ่านเปลือกหอยและรูปเงาะ

ว่ากันว่าตำนานนี้มีเค้ามาจากนิทานชาดก และเรื่องเล่าในชนบทภาคกลาง ก่อนจะถูกปรับแต่งให้มีรายละเอียดชัดเจนขึ้นในสมัยหลัง โดยเฉพาะเมื่อได้รับการประพันธ์เป็นบทละครนอกในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในสมัยรัชกาลที่ 2 เรื่องสังข์ทอง ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบทละครร้องยอดนิยม ใช้แสดงในราชสำนัก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวรรณคดีมรดกของชาติ องค์ประกอบเด่นของนิทาน เรื่องนี้ คือการเกิดมาในรูปลักษณ์ที่ถูกมองว่าเป็นกาลกิณี, การถูกรังเกียจจากผู้มีอำนาจ, การเดินทางเพื่อพิสูจน์ตน, การที่ผู้มีใจดีเห็นค่าความดีจากภายใน, การกลับคืนสู่เกียรติและการให้อภัย

ปัจจุบันนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องสังข์ทองยังคงถูกเล่าขานผ่านปากผู้เฒ่าผู้แก่ หนังสือเรียน ละครพื้นบ้าน และเวทีการแสดงทั่วประเทศ นิทานเรื่องนี้จึงยังคงเปล่งประกายเงียบ ๆ ในหัวใจของผู้คน ไม่ต่างจากทองคำที่เงางามใต้เงาเงาะ

“บางครั้ง สิ่งมีค่าที่สุดในชีวิต…อาจห่อหุ้มด้วยรูปลักษณ์ที่โลกหัวเราะเยาะ ผู้ที่มองข้ามเปลือก จึงได้พบหัวใจแท้จริง ผู้ที่ตัดสินด้วยตา… มักพลาดสิ่งที่งดงามที่สุดไป”